ตอนที่ 121 — รอยแยกกลางคลองคำสาป
เสียงหวูดเรือกลไฟดังก้องกังวานยาวเหยียด มันไม่ใช่เสียงเรียกเข้าร้านค้า หรือเสียงแจ้งเตือนน้ำขึ้นน้ำลง แต่มันคือเสียงคำรามของเหล็กกล้าที่ตัดผ่านความเงียบของผืนน้ำมรสุม รินกระชับไม้พายในมือแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด สายตาจ้องมองไปยังกลุ่มเรือลาดตระเวนขนาดใหญ่ที่จอดขวางปากคลองคำสาปไว้เหมือนกำแพงเหล็กที่ไม่มีวันพังทลาย
“ริน... พวกเขาปิดทางน้ำลำดับที่สี่ไว้หมดแล้ว” คามินกระซิบเสียงต่ำ เขาพยายามประคองเรือพายลำเล็กที่บรรทุกชาวบ้านปลายน้ำซึ่งมีสีหน้าตื่นตระหนกไว้ไม่ให้โคลงเคลง “ถ้าเราผ่านตรงนี้ไม่ได้ ชาวบ้านกลุ่มนี้จะไม่มีที่พักคืนนี้ และพวกกลุ่มทุนจะเริ่มรุกคืบเข้ายึดพื้นที่เรือนแพริมตลิ่งทันทีที่มืดลง”
“พวกมันไม่ได้แค่ปิดทาง แต่มันกำลังสร้างเขื่อนชั่วคราวด้วยเรือโป๊ะเหล็ก” รินกัดฟันกรอด พลางหันไปมองชาวบ้านที่นั่งเบียดเสียดกันอยู่ท้ายเรือ “พวกเราจะถอยกลับไปไม่ได้เด็ดขาด ถ้าเราถอยวันนี้ พรุ่งนี้คลองคำสาปจะกลายเป็นสมบัติของนายหัวเดชา”
“แต่ริน... กระแสน้ำกำลังจะเปลี่ยนทิศ ลมมรสุมกำลังจะพัดเข้าหาฝั่งตะวันออก ถ้าเราฝืนลัดเลาะไปตามกอพงหญ้า น้ำจะเชี่ยวเกินกว่าเรือลำเล็กจะรับไหว” คามินชี้ไปยังผิวน้ำที่เริ่มหมุนวนเป็นเกลียวคลื่นขนาดเล็ก แสงอาทิตย์ยามเย็นสะท้อนให้เห็นเงาของเรือลำมหึมาของกลุ่มทุนที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า
“คามิน นายดูโครงสร้างไม้ตรงหัวเรือลำนั้นสิ” รินไม่ได้มองที่เรือกลุ่มทุน แต่มองไปที่รอยแยกของตลิ่งด้านซ้าย “ถ้าเราใช้แรงดันน้ำจากจุดที่น้ำวนมาช่วย เราอาจจะเบี่ยงทางเดินเรือไปทางคลองลัดเลกที่ถูกทิ้งร้างได้”
“คลองลัดนั่นมันตันไปตั้งแต่น้ำหลากปีที่แล้วนะริน!” คามินค้าน เสียงของเขาเริ่มสั่น “ถ้าเราเข้าไปแล้วติดหล่ม เราจะถูกเรือพวกนั้นล้อมกรอบทันที”
รินไม่ตอบ แต่เธอหยิบเศษกระดาษเก่าๆ ออกมาจากสาบเสื้อ มันคือบันทึกของเถาว์ที่เธอพกติดตัวไว้เสมอ ข้อความลายมือหวัดๆ เขียนไว้ว่า ‘เมื่อกระแสน้ำปิดตาย จงมองหาจังหวะที่น้ำไหลย้อนกลับ’
“นายเชื่อในวิชาการอ่านกระแสน้ำของฉันไหมคามิน?” รินหันมาสบตาเขา “ฉันจะไม่ยอมให้ชาวบ้านต้องกลายเป็นคนไร้ที่อยู่เพราะความโลภของคนเพียงไม่กี่คน”
ทันใดนั้น เรือลาดตระเวนลำหนึ่งของนายหัวเดหาก็เริ่มเคลื่อนตัวเข้าหาพวกเขา เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มจนน้ำสั่นสะเทือน “หยุดอยู่ตรงนั้น! นี่คือเขตควบคุมการเดินเรือของบริษัทเดชาเทรดดิ้ง ห้ามเรือผิดกฎหมายผ่านทางเด็ดขาด!” เสียงประกาศผ่านลำโพงดังสนั่นจนชาวบ้านหลายคนเริ่มร้องไห้
“เตรียมตัว!” รินสั่งการเสียงเด็ดขาด “คามิน นายช่วยคุมจังหวะพายให้สม่ำเสมอ อย่าให้เรือเสียศูนย์ ชาวบ้านทุกคน จับเสาเรือไว้ให้แน่นที่สุด!”
รินหยิบอุปกรณ์ที่ดูเหมือนคันเบ็ดไม้ไผ่แต่ปลายติดกับตะขอเหล็กและเชือกป่านหนาออกมา มันคือเครื่องมือโบราณที่ใช้สำหรับวัดความลึกและดึงทิศทางน้ำ เธอไม่ได้พุ่งไปหาเรือกลุ่มทุน แต่เธอกลับพุ่งเรือเข้าหาแนวพงหญ้าที่ดูเหมือนจะเป็นทางตัน
“ริน! นั่นมันทางตัน!” คามินตะโกน
“มันไม่ใช่ทางตัน แต่มันคือรอยแตกของตลิ่ง!” รินตะโกนตอบ เธอหย่อนตะขอเหล็กลงไปในรอยแยกของดินและรากไม้ใต้ผิวน้ำ เธอไม่ได้พยายามจะขุดดิน แต่เธอพยายามจะ ‘จับ’ กระแสน้ำที่ไหลซ่อนอยู่ใต้ชั้นตะกอน
เรือลาดตระเวนลำใหญ่เริ่มขยับเข้าประชิด รัศมีของคลื่นที่เกิดจากเครื่องยนต์เรือกลไฟซัดเข้าหาเรือลำเล็กของรินจนเกือบพลิกคว่ำ “หยุดเดี๋ยวนี้! ไม่อย่างนั้นเราจะใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด!”
“ตอนนี้แหละ คามิน! พายไปทางซ้ายสุดแรง!” รินสั่ง
เธอออกแรงดึงเชือกตะขอเหล็กอย่างสุดกำลัง พลางใช้หลักการของน้ำขึ้นน้ำลงที่เธอเรียนรู้มาจากการสังเกตคลองคำสาปมาทั้งชีวิต เธอรู้ว่าในวินาทีที่น้ำมรสุมกำลังจะเปลี่ยนทิศ จะมี ‘กระแสน้ำย้อน’ ขนาดเล็กที่ไหลผ่านช่องแคบใต้ดิน รินใช้ตะขอนั้นเป็นสมอเพื่อดึงทิศทางของเรือให้เข้าสู่ช่องว่างที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
ครืดดด!
เสียงไม้กระทบกับสิ่งกีดขวางใต้ดินดังขึ้น เรือลำเล็กสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนชาวบ้านกรีดร้อง แต่แทนที่จะชนเข้ากับตลิ่ง เรือกลับถูกดูดเข้าไปในช่องแคบที่เต็มไปด้วยโคลนและรากไม้ มันคือทางเบี่ยงธรรมชาติที่ถูกทิ้งร้างไว้จนดูเหมือนทางตัน แต่ด้วยจังหวะการดึงที่ถูกต้อง เรือของรินถูกแรงดันน้ำพัดพาให้ไถลลัดผ่านใต้แนวเรือโป๊ะของนายหัวเดชาไปได้อย่างหวุดหวิด
เรือลาดตระเวนพุ่งผ่านช่องว่างนั้นไปอย่างรวดเร็วเพราะความเร็วของเครื่องยนต์ แต่พวกเขาไม่สามารถหักเลี้ยวตามเรือลำเล็กที่หายเข้าไปในดงพงหญ้าได้ทัน
“เราทำได้...” คามินพึมพำ พลางเช็ดเหงื่อที่ไหลท่วมใบหน้า ขณะที่เรือของรินค่อยๆ เคลื่อนออกมาสู่คลองสายรองที่สงบเงียบกว่า
ชาวบ้านที่เคยหวาดกลัวเริ่มเปลี่ยนเป็นเสียงถอนหายใจด้วยความโล่งอก บางคนเริ่มขอบคุณรินด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวัง
รินมองย้อนกลับไปทางคลองหลัก เห็นเงาของเรือกลุ่มทุนที่ยังคงจอดขวางทางอยู่ไกลๆ ความตึงเครียดไม่ได้หายไป แต่มันถูกเปลี่ยนเป็นแรงผลักดัน เธอหันมาหาผู้นำชุมชนปลายน้ำที่นั่งอยู่ใกล้ๆ “วันนี้เรากลับบ้านได้ แต่พรุ่งนี้เราต้องเริ่มสร้างกำแพงที่แข็งแกร่งกว่าเขื่อนเหล็กของพวกมัน ชุมชนปลายน้ำกับเราต้องเป็นเนื้อเดียวกัน ถ้าเราแยกกัน พวกมันจะกัดกินเราทีละส่วน”
เธอกดมือลงบนขอบเรือ พลางนึกถึงคำทำนายเรื่องราชินีที่จะมาจุติ... แม้เธอจะยังไม่ใช่คนในคำทำนายนั้น แต่เธอก็รู้ว่าสงครามระหว่างวิถีชีวิตกับอำนาจเงินกำลังจะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ
ขณะที่เรือเคลื่อนเข้าสู่เขตชุมชนเรือนแพที่คุ้นเคย รินสังเกตเห็นแสงไฟจากเรือลำหนึ่งที่จอดรออยู่ไกลๆ มันไม่ใช่เรือชาวบ้าน แต่เป็นเรือลาดตระเวนขนาดเล็กที่ดูเหมือนจะคอยสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ และเมื่อเรือลำนั้นหันหัวกลับ มันได้ส่งสัญญาณไฟสั้นๆ สองครั้ง ซึ่งรินรู้ทันทีว่ามันคือสัญญาณการเคลื่อนไหวครั้งใหม่ของนายหัวเดชาที่ไม่ได้หยุดแค่การปิดทางน้ำ
--- รินนำชาวบ้านปลายน้ำหลบหนีการปิดกั้นเส้นทางของกลุ่มทุนนายหัวเดชา โดยใช้เครื่องมือโบราณและทักษะการอ่านกระแสน้ำเบี่ยงเรือเข้าสู่คลองลัดร้างได้สำเร็จ และประกาศเจตนารมณ์ที่จะสร้างพันธมิตรกับชุมชนเพื่อต่อสู้กับการรุกราน