ตอนที่ 71 — รอยแยกแห่งความเงียบและเสียงสะท้อนของโลหะ
กลิ่นโอโซนจางๆ ผสมกับกลิ่นสนิมที่คละคลุ้งอยู่ในอากาศเป็นสิ่งที่ Anwen ต้องเผชิญในทุกลมหายใจเข้าออก ร่างกายครึ่งหนึ่งของเธอไม่ได้เป็นเพียงเนื้อหนังที่นุ่มนวลอีกต่อไป แต่มันคือการหลอมรวมระหว่างเส้นเลือดที่เต้นตุบและวงจรโลหะที่เย็นเยียบภายใต้ผิวหนัง แสงสลัวจากรอยแยกมิติที่ยังคงเต้นเป็นจังหวะอยู่เบื้องหลังซากปรักหักพังของโรงเตี๊ยม 'The Pilgrims' Rest' ฉายทาบลงบนพื้นดินที่กลายเป็นสีเทาหม่นจากการแทรกซึมของโครงสร้างกึ่งชีวภาพ
Anwen ยันกายลุกขึ้นจากเศษหินที่แตกละเอียด ความเจ็บปวดที่เคยเป็นความรู้สึกทางกายภาพบัดนี้เปลี่ยนเป็นสัญญาณเตือนทางระบบประสาทที่เฉียบคมจนน่ารำคาญ เธอมองไปรอบๆ ซากปรักหักพังที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นบ้านที่แสนอบอุ่น บัดนี้มันกลายเป็นเพียงอนุสรณ์สถานแห่งความโกลาหล เถาวัลย์โลหะขนาดมหึมาพันธนาการเสาไม้ที่เหลือเพียงครึ่งท่อนไว้ราวกับอสรพิษที่กำลังหลับใหล พลังงานจากฟากฟ้าที่เคยร่วงหล่นลงมายังทิ้งร่องรอยของความบิดเบี้ยวไว้ในอากาศ ทุกครั้งที่เธอขยับตัว เสียงเสียดสีของโลหะใต้ผิวหนังจะดังแว่วอยู่ในโสตประสาท ราวกับจะตอกย้ำว่าเธอไม่ใช่ 'มนุษย์' ในความหมายเดิมอีกต่อไป
“นายหญิง... ท่านยังไม่ตายจริงๆ ด้วย” เสียงแหบพร่าของ Fin ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ เด็กหนุ่มคนครัวที่เคยเงียบขรึมบัดนี้ดูทรุดโทรมลงอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าของเขาเปื้อนเขม่าและรอยขีดข่วนจากการหลบหนี เขากำลังประคองร่างของ Granny Nessa ที่ดูเหมือนจะหมดสติไปจากแรงกระแทกครั้งใหญ่
Anwen ไม่ได้ตอบในทันที เธอใช้สายตาสำรวจผู้รอดชีวิตที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด บ้างก็ซ่อนตัวอยู่หลังซากโต๊ะไม้ที่หักพัง บ้างก็กำลังพยายามจัดแจงสัมภาระที่เหลือเพียงน้อยนิด ความเงียบที่ปกคลุมอยู่รอบตัวพวกเขาไม่ใช่ความสงบ แต่มันคือความเงียบก่อนพายุลูกใหม่จะมาถึง เธอสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนเบาๆ ที่ส่งผ่านมาจากพื้นดิน ไม่ใช่แรงสั่นสะเทือนจากเครื่องจักรที่กำลังตื่นขึ้น แต่เป็นแรงสั่นสะเทือนจาก 'เจตจำนง' ของบางสิ่งที่กำลังจับตามองพวกเขาอยู่จากที่ไกลออกไป
“เราต้องเคลื่อนย้าย” Anwen กล่าว น้ำเสียงของเธอเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยอำนาจที่เปลี่ยนไป มันไม่ใช่เสียงของเจ้าของโรงเตี๊ยมที่คอยต้อนรับแขกด้วยรอยยิ้ม แต่เป็นเสียงของผู้ที่เข้าใจถึงกฎเกณฑ์ใหม่ของโลก “ที่นี่ไม่ใช่ที่พักพิงอีกต่อไป มันกลายเป็นจุดศูนย์กลางของแรงดึงดูด ถ้าเรายังอยู่ที่นี่ เราจะถูกบดขยี้ระหว่างสิ่งที่มาจากข้างบนและสิ่งที่มาจากข้างล่าง”
“แล้วเราจะไปไหนกันล่ะครับ?” Rhys ถามขึ้นพลางพยายามพยุงตัวลุกขึ้นจากกองเศษหิน มือของเขาสั่นเทาขณะที่พยายามเช็ดเลือดออกจากหน้าผาก “ถนนหลวงก็ถูกปิดล้อมด้วยพวกทหารขุนนาง กองกำลังของพวกมันยังคงวนเวียนอยู่รอบนอกซากปรักหักพังนี้ ถ้าเราออกไปข้างนอก พวกมันจะเห็นเราทันที”
Anwen มองไปที่ขอบฟ้าที่ถูกย้อมด้วยสีเทาของหมอกโลหะ เธอรู้ดีว่า Rhys พูดถูก กองทหารขุนนางที่นำโดยพวกภาคีระเบียบเหล็กไม่ได้มาเพื่อช่วยเหลือ แต่มาเพื่อ 'เก็บกวาด' และ 'ควบคุม' สิ่งปนเปื้อนอย่างเธอ หากพวกมันพบว่าเธอมีชีวิตอยู่ และพบว่าร่างกายของเธอคือรอยจารึกที่เคลื่อนที่ได้ พวกมันจะไม่หยุดเพียงแค่การจับกุม แต่มันคือการชำแหละเพื่อหาคำตอบ
“เราจะไม่ไปตามถนนหลวง” Anwen ตัดสินใจ ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวขณะที่รอยจารึกในร่างกายของเธอเริ่มส่งความร้อนวูบวาบ “เราจะไปตามรอยแยก... รอยแยกที่เชื่อมต่อกับโครงสร้างเครื่องจักรโบราณ มันอาจจะอันตราย แต่มันเป็นทางเดียวที่พวกทหารจะตามเราไม่เจอ”
“นั่นมันคือการเดินเข้าหาความตายชัดๆ!” Granny Nessa ลืมตาขึ้นมาและพ่นคำพูดออกมาอย่างไม่ลดละ แม้เสียงจะอ่อนแรง “เจ้าจะพาพวกเราเข้าไปในท้องของสัตว์ร้ายโลหะนั่นหรือไง Anwen? ข้าอยากกลับไปนอนในเตียงไม้ธรรมดาๆ ไม่ใช่ในรังของเครื่องจักร!”
Anwen หันไปสบตากับหญิงชรา ความอ่อนโยนที่เคยมีในดวงตาของเธอบัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความเด็ดเดี่ยวที่เยือกเย็น “ถ้าเราอยู่ที่นี่ เราตายแน่ในฐานะ 'สิ่งปนเปื้อน' แต่ถ้าเราเคลื่อนที่ เรายังมีโอกาสที่จะรอดในฐานะ 'มนุษย์' แม้ว่าโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไรก็ตาม”
ขณะที่พวกเขากำลังถกเถียงกัน เสียงแตรศึกที่ฟังดูแหบพร่าและบิดเบี้ยวก็ดังขึ้นจากทิศทางของถนนหลวง มันไม่ใช่เสียงแตรทองเหลืองที่สง่างามของราชอาณาจักร Castellane แต่เป็นเสียงที่เกิดจากการขยายสัญญาณผ่านเครื่องจักรกลบางอย่าง Anwen รู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงขึ้นใต้ฝ่าเท้า เถาวัลย์โลหะรอบๆ ตัวเริ่มขยับเขยื้อน ราวกับมันกำลังตอบรับเสียงเรียกนั้น
“พวกมันมาแล้ว...” Anwen กระซิบ ร่างกายครึ่งโลหะของเธอเริ่มเรืองแสงสีฟ้าจางๆ ตามจังหวะการเต้นของหัวใจที่สอดประสานกับเครื่องจักรใต้ดิน
การตัดสินใจต้องเกิดขึ้นเดี๋ยวนี้ Anwen รวบรวมกำลังที่เหลืออยู่ นำทางกลุ่มผู้รอดชีวิตที่ดูเหมือนจะหลงทางในโลกใบใหม่นี้ พวกเขาเริ่มเคลื่อนที่ผ่านซากปรักหักพัง หลบหลีกเศษโลหะที่แหลมคมและโครงสร้างกึ่งชีวภาพที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทุกย่างก้าวคือการเดิมพันระหว่างความเป็นและความตาย Anwen นำหน้า พวกเขาไม่ได้เพียงแค่หนีจากทหารขุนนาง แต่พวกเขากำลังหนีจากความจริงที่ว่าโลกที่พวกเขาเคยรู้จักได้ตายจากไปแล้วอย่างสิ้นเชิง
เมื่อพวกเขาเข้าใกล้ปากทางเข้าของรอยแยกมิติที่ยังคงเปิดอ้าอยู่ Anwen สัมผัสได้ถึงแรงดึงดูดมหาศาลที่พยายามจะกระชากวิญญาณของเธอออกไปจากร่างเนื้อ มันไม่ใช่ความเจ็บปวด แต่มันคือความรู้สึกของการถูก 'เรียกหา' โดยสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์คนใดจะจินตนาการได้ เธอหยุดชะงักอยู่หน้าปากทางเข้าที่มืดมิดและเต็มไปด้วยแสงวาบจากกระแสไฟฟ้า
“เตรียมตัวให้พร้อม” เธอกล่าวโดยไม่หันกลับไปมอง “เมื่อก้าวข้ามเส้นนี้ไป เราจะไม่มีวันกลับไปเป็นคนเดิมได้อีก”
เบื้องหลังของพวกเขา เสียงฝีเท้าหนักๆ ของทหารขุนนางเริ่มดังใกล้เข้ามา พร้อมกับเสียงคำรามของเครื่องจักรที่กำลังไล่ล่า ท่ามกลางแสงสีฟ้าที่สาดส่องจากรอยแยก Anwen ก้าวเดินต่อไปสู่ความมืดมิดที่อาจเป็นทั้งสุสานหรือจุดเริ่มต้นของความหวังใหม่
--- Anwen นำพาผู้รอดชีวิตที่เหลืออยู่หลบหนีออกจากซากปรักหักพังของโรงเตี๊ยมเพื่อเลี่ยงการจับกุมของทหารขุนนาง โดยตัดสินใจมุ่งหน้าเข้าสู่รอยแยกมิติและโครงสร้างเครื่องจักรโบราณที่อันตราย