← 章節目錄

The Pilgrims' Inn

章節 70免費

ตอนที่ 70 — รอยแยกแห่งการสูญเสียและเสียงเพรียกของเหล็กไหล

กลิ่นสนิมเหล็กและโอโซนไหม้คลุ้งอยู่ในอากาศที่หนักอึ้งราวกับตะกั่ว Anwen ยืนอยู่ท่ามกลางเศษซากที่ครั้งหนึ่งเคยเรียกว่า 'บ้าน' ท้องฟ้าเบื้องบนไม่ได้เป็นสีฟ้าหรือสีเทาอีกต่อไป แต่มันบิดเบี้ยวเป็นริ้วคลื่นสีม่วงเข้มสลับกับประกายไฟสีเงินที่ร่วงหล่นลงมาดั่งห่าฝนดาวตกที่ไร้เสียง แสงเหล่านั้นไม่ได้พุ่งชนพื้นดินเพื่อทำลายล้าง แต่มันกำลัง 'หยั่งราก' ลงไปในรอยแยกที่ฉีกกระชากโลกออกเป็นสองส่วน

ร่างกายครึ่งซีกของเธอ—ด้านที่เคยเป็นเนื้อหนังบัดนี้กลายเป็นโลหะสีเงินขุ่นที่สลักด้วยลวดลายเรขาคณิตอันซับซ้อน—สั่นสะท้านด้วยจังหวะที่ไม่ใช่ของมนุษย์ มันเป็นจังหวะการเต้นของหัวใจที่หนักแน่นและเย็นเยียบของเครื่องจักรโบราณที่อยู่ลึกลงไปใต้ฝ่าเท้า ทุกครั้งที่เถาวัลย์โลหะพุ่งพรวดขึ้นมาจากรอยแยกเพื่อบดขยี้ทหารราชสำนักหรือพยายามจะรัดพันสิ่งลึกลับจากฟากฟ้า รอยจารึกบนผิวโลหะของเธอจะเรืองแสงสีฟ้าอ่อน ตอบรับการสื่อสารที่ไร้ถ้อยคำ

“ถอยไป! ถอยไปให้พ้นจากไอ้สัตว์ประหลาดนั่น!” เสียงตะโกนของทหารคนหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางเสียงโลหะกระทบกัน เขาพยายามจะกวัดแกว่งดาบเข้าใส่เถาวัลย์ที่กำลังรัดร่างเพื่อนทหารของเขาจนกระดูกแตกละเอียด แต่ก่อนที่คมดาบจะสัมผัสกับเกราะโลหะของเถาวัลย์ แรงกดดันมหาศาลจากฟากฟ้าก็กระแทกเข้าที่กลางอากาศ ทำให้ทหารผู้นั้นกระเด็นไปกระแทกกับซากกำแพงโรงเตี๊ยมที่พังทลาย

Anwen กัดฟันแน่น ความเจ็บปวดไม่ได้มาจากบาดแผลภายนอก แต่มาจากความรู้สึกที่เหมือนมีเข็มพันเล่มทิ่มแทงอยู่ในกระแสเลือดที่กำลังเปลี่ยนเป็นของเหลวสีเงิน เธอเห็น Fin พยายามลากตัว Granny Nessa หลบเข้าไปหลังซากคานไม้ที่ยังพอมีร่มเงา แววตาของเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยความหวาดกลัวที่ไม่อาจพรรณนาได้ เขาไม่ได้กลัวตาย แต่เขากลัว 'สิ่งที่กำลังกลายเป็น'

โลกใบเดิมกำลังตายลง และโลกใบใหม่กำลังถูกสร้างขึ้นจากซากศพของมัน

ทันใดนั้น ร่างลึกลับจากฟากฟ้าที่ร่วงหล่นลงมาก็เริ่มก่อตัวเป็นรูปร่าง มันไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่มีเนื้อหนัง แต่มันคือกลุ่มก้อนของพลังงานที่ควบแน่นจนดูเหมือนมนุษย์ที่ทำจากแสงดาว แสงนั้นสว่างจ้าจนบดบังทัศนวิสัยของทุกคนในสมรภูมิ มันเคลื่อนที่ผ่านความโกลาหลอย่างเชื่องช้า ราวกับว่ากาลเวลาในรัศมีของมันกำลังเดินช้าลง ทหารขุนนางที่พยายามจะยิงธนูใส่ต่างพากันหยุดชะงัก ลูกธนูค้างอยู่กลางอากาศก่อนจะสลายกลายเป็นละอองแสง

“เจ้าคือจุดบรรจบ...” เสียงหนึ่งไม่ได้ดังมาจากอากาศ แต่ดังขึ้นในโสตประสาทของ Anwen โดยตรง เป็นเสียงที่ไร้โทนเสียงสูงต่ำ แต่มันทรงพลังจนทำให้โลหะในร่างของเธอสั่นระรัว “ผู้ที่ปฏิเสธระเบียบ และผู้ที่กักขังความโกลาหลไว้ในร่างเนื้อที่กำลังสูญสิ้น”

Anwen พยายามจะขยับปากพูด แต่สิ่งที่ออกมากลับเป็นเพียงเสียงเสียดสีของโลหะ เธอพยายามรวบรวมสติที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด มองดูเถาวัลย์โลหะที่กำลังพันธนาการกองทหารขุนนางไว้ราวกับแมงมุมที่จับเหยื่อ ขณะที่แสงจากฟากฟ้ากำลังพยายามจะหลอมรวมเข้ากับแกนกลางใต้ดิน

“ข้า... ไม่ใช่... กุญแจ...” เธอเค้นเสียงออกมาได้เพียงแค่นั้น แต่มันกลับส่งคลื่นกระแทกออกไปรอบตัว

แรงสั่นสะเทือนจากการปฏิเสธของเธอทำให้รอยแยกมิติที่กำลังจะปิดตัวลงกลับสั่นคลอนอีกครั้ง พลังงานสีฟ้าและสีม่วงปะทะกันตรงจุดที่เธอตั้งอยู่ เกิดเป็นวงคลื่นแห่งความว่างเปล่าที่กลืนกินทุกอย่างที่ขวางหน้า ทหารขุนนางที่อยู่ใกล้ที่สุดถูกแรงอัดจนร่างสลายกลายเป็นเศษฝุ่นโลหะ เถาวัลย์ที่พุ่งขึ้นมาก็ถูกกระชากกลับลงไปในความมืดมิด

ท่ามกลางความเงียบงันที่ตามมาหลังการระเบิดของคลื่นพลังงาน Anwen พบว่าเธอยังคงยืนอยู่ แต่มันไม่ใช่การยืนอยู่บนพื้นดินธรรมดา พื้นที่รอบตัวเธอถูกเปลี่ยนสภาพเป็นโครงสร้างโลหะที่งดงามและน่าสยดสยองในเวลาเดียวกัน มันดูเหมือนรากไม้ที่ทำจากเงินบริสุทธิ์ ผสมผสานกับคริสตัลสีฟ้าที่งอกออกมาจากซากอิฐ

เธอมองดูมือของตัวเอง—ข้างหนึ่งยังเป็นมือมนุษย์ที่สั่นเทาและเปื้อนฝุ่น อีกข้างหนึ่งเป็นโลหะที่ไร้ความรู้สึกแต่ทรงพลังอย่างประหลาด เธอเห็นเงาสะท้อนของตัวเองในเศษกระจกที่ตกอยู่บนพื้น มันไม่ใช่ภาพของเจ้าของโรงเตี๊ยมผู้ใจดีอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่กึ่งกลางระหว่างสองโลก

“เจ้าทำลายความสมดุล...” เสียงจากฟากฟ้าดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันแฝงไปด้วยความพิโรธที่เย็นเยียบ “เจ้าเลือกที่จะเป็นรอยร้าว มากกว่าจะเป็นสะพาน”

“ถ้าสะพานหมายถึงการยอมจำนนต่อความตายที่เย็นชา...” Anwen ตอบกลับในใจ แม้ร่างกายจะแทบรับไม่ไหว “ข้าขอเป็นรอยร้าวที่ทำให้โลกนี้ยังคงมีความหมาย”

ทันใดนั้น พื้นดินใต้เท้าเธอก็สั่นสะเทือนอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่การระเบิด แต่มันคือการ 'เต้น' เป็นจังหวะที่สม่ำเสมอ ราวกับเครื่องจักรโบราณใต้ดินกำลังปรับจังหวะของมันให้เข้ากับจังหวะหัวใจของเธอ เถาวัลย์โลหะไม่ได้พุ่งเข้าโจมตีอีกต่อไป แต่มันเริ่มสร้างโครงสร้างรอบตัวเธอ ราวกับกำลังสร้างวิหารหรือกรงขังที่ทำจากโลหะชั้นเลิศ

Anwen รู้สึกได้ถึงสายตาหลายคู่ที่จับจ้องมา—ไม่ใช่แค่จากแสงบนฟ้าหรือเครื่องจักรใต้ดิน แต่จากเงามืดที่ซ่อนตัวอยู่ในซากปรักหักพัง ทหารขุนนางที่เหลือรอดเริ่มถอยร่นออกไปพร้อมกับความหวาดกลัวที่เปลี่ยนจากความต้องการยึดครองเป็นการเอาชีวิตรอด แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือการที่เธอเริ่มได้ยินเสียง... เสียงกระซิบของโลหะที่เรียกชื่อเธอ

เสียงนั้นไม่ได้มาจากภายนอก แต่มันดังมาจาก 'ข้างใน' โครงสร้างโลหะที่กำลังขยายตัวออกไปทั่วอาณาจักร Castellane

เธอมองไปที่เส้นขอบฟ้า เห็นแสงสีฟ้าเริ่มลามเลียไปตามถนนหลวง ราวกับเชื้อโรคลึกลับที่กำลังเปลี่ยนทุกสิ่งให้กลายเป็นเครื่องจักร สงครามที่แท้จริงไม่ได้เพิ่งเริ่มต้น แต่มันกำลังจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติไปตลอดกาล และเธอ... คือจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงนั้น

Anwen หลับตาลง สัมผัสถึงความหนาวเย็นของโลหะที่ค่อยๆ ลามเลียขึ้นมาถึงหัวใจ เธอไม่ได้กลัวความตายอีกต่อไป แต่เธอกลัวว่าเมื่อทุกอย่างกลายเป็นโลหะจนหมดสิ้นแล้ว เธอจะยังเหลือความเป็นมนุษย์พอที่จะจดจำความอบอุ่นของแสงแดดได้หรือไม่

--- Anwen ต้องเผชิญกับแรงปะทะระหว่างพลังจากฟากฟ้าและใต้ดินที่พยายามจะบดขยี้เธอ แต่การปฏิเสธของเธอทำให้โลกเปลี่ยนสภาพเป็นโครงสร้างโลหะกึ่งชีวภาพ และเธอเริ่มตระหนักว่าตนเองไม่ใช่แค่ผู้รอดชีวิต แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงโลกทั้งใบ