ตอนที่ 20 — ความทรงจำในเงามืดและพันธนาการแห่งแสง
ความมืดมิดที่ปกคลุมห้องโถงเครื่องจักรโบราณนั้นไม่ใช่ความมืดธรรมดา แต่มันคือความมืดที่หนาหนักและเย็นเยียบ ราวกับว่าแสงสว่างได้ถูกสูบออกไปจากอากาศด้วยแรงดึงดูดมหาศาล Anwen รู้สึกได้ถึงความเงียบที่น่าอึดอัดใจหลังจากการระเบิดของพลังงานครั้งใหญ่ หูของเธออื้ออึงด้วยเสียงวิ้งที่บาดลึกเข้าไปในโสตประสาท ลมหายใจของเธอหอบถี่และร้อนผ่าวท่ามกลางอุณหภูมิที่ดิ่งวูบลงจนเห็นไอขาวพุ่งออกจากปาก
“Fin... Granny Nessa...” เธอพยายามตะโกนเรียก แต่เสียงที่หลุดออกมากลับเป็นเพียงเสียงกระซิบที่แหบแห้ง เธอไม่รู้ว่าคนของเธออยู่ที่ไหน หรือแม้แต่ตัวเองยังยืนอยู่บนพื้นดินที่มั่นคงหรือไม่
เมื่อดวงตาเริ่มปรับสภาพเข้ากับความสลัวที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดจากแสงเรืองรองสีครามจางๆ ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ตามรอยแยกของเครื่องจักร Anwen ก็พบว่าเธอไม่ได้อยู่เพียงลำพัง ในความมืดสลัวนั้น ร่างของทหารราชสำนักสองสามนายที่เคยพยายามจะแย่งชิงแผ่นจารึกนั่งพิงซากโลหะอยู่ บ้างก็หมดสติ บ้างก็กุมบาดแผลด้วยท่าทางที่ดูสิ้นหวัง ทว่าสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าคือเงาร่างสีครามที่เธอเห็นก่อนหน้านี้ พวกมันไม่ได้หายไป แต่มันกำลังเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบอยู่ในเงามืดรอบตัวเธอ ราวกับนักล่าที่กำลังรอจังหวะให้เหยื่อสิ้นแรง
ทันใดนั้น แสงสว่างวาบหนึ่งก็สว่างขึ้นที่กึ่งกลางห้องโถง มันไม่ใช่แสงที่นุ่มนวล แต่เป็นแสงที่กระชากสายตาจน Anwen ต้องหรี่ตาลง ร่างโปร่งแสงของหญิงสาวปริศนาปรากฏขึ้นอีกครั้ง ทว่าคราวนี้เธอดูไม่เหมือนมนุษย์ที่หลงทาง แต่ดูเหมือนส่วนหนึ่งของกลไกที่กำลังทำงานอยู่ ร่างนั้นขยับเขยื้อนไปตามจังหวะการหมุนของฟันเฟืองยักษ์ที่ส่งเสียงครืดคราดดั่งอสูรกายที่กำลังหลับใหล
“เจ้า...” Anwen ก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างไม่รู้ตัว ความกลัวถูกทับถมด้วยความต้องการคำตอบ “เจ้าเป็นใครกันแน่? และสิ่งที่เกิดขึ้นใต้โรงเตี๊ยมของข้า... มันคืออะไร!”
หญิงสาวคนนั้นหยุดชะงัก ร่างโปร่งแสงของเธอสั่นไหวคล้ายคลึงกับภาพสะท้อนในผิวน้ำที่ถูกรบกวน เธอหันมามอง Anwen ดวงตาของเธอไม่มีตาดำ มีเพียงแสงสีฟ้าครามที่ว่างเปล่าแต่เปี่ยมไปด้วยความโศกเศร้า ลมหายใจของหญิงสาวผู้นั้นไม่ได้ส่งเสียง แต่ความรู้สึกบางอย่างกลับพุ่งเข้าปะทะหน้าของ Anwen อย่างรุนแรง มันคือภาพนิมิตที่ไม่ได้มาเป็นคำพูด แต่มาเป็นความรู้สึก—ความรู้สึกของการสูญเสีย การเฝ้ามองโลกที่ล่มสลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า และการรอคอยใครบางคนที่ไม่มีวันกลับมา
“ผู้เฝ้ามอง... ไม่ใช่ผู้ครอบครอง...” เสียงหนึ่งดังขึ้น มันไม่ได้มาจากหญิงสาว แต่ดูเหมือนจะดังมาจากกำแพงหินและฟันเฟืองรอบกาย
ก่อนที่ Anwen จะทันได้ตั้งตัว เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังขึ้นจากทางเดินที่เชื่อมต่อกับส่วนบนของรอยแยก ทหารราชสำนักกลุ่มใหม่กำลังลงมา พวกเขาไม่ได้มาเพื่อช่วยชีวิต แต่มาพร้อมกับอาวุธและเจตจำนงที่จะยึดครองสิ่งที่อยู่เบื้องล่าง แสงจากคบไฟและตะเกียงน้ำมันตัดผ่านความมืดสีคราม สร้างเงาทอดยาวที่ดูบิดเบี้ยวบนผนังถ้ำ
“หยุดอยู่ตรงนั้น! เจ้าของโรงเตี๊ยม!” เสียงตะโกนของนายทหารชั้นสูงดังลั่น “ส่งแผ่นจารึกนั่นมา และถอยออกไปจากเขตหวงห้ามของราชสำนักเสีย มิเช่นนั้นเราจะถือว่าเจ้าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในการก่อกบฏ!”
Anwen หันไปมองกลุ่มทหารที่กำลังล้อมเข้ามา ความโกรธเริ่มผุดขึ้นมาในใจแทนที่ความกลัว “กบฏงั้นหรือ? โรงเตี๊ยมของข้าพังพินาศเพราะความโลภของพวกเจ้า และพวกเจ้ายังกล้าพูดเรื่องกฎหมายอีกหรือ!”
สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นทันที ทหารกลุ่มใหม่ไม่ได้มาเพียงลำพัง พวกเขาพกพาอุปกรณ์ประหลาดที่ดูเหมือนจะใช้ควบคุมพลังงานสีครามได้ เมื่อพวกเขาขยับเข้าใกล้เครื่องจักรโบราณ แสงสีฟ้าที่เคยสงบนิ่งกลับเริ่มบิดเบี้ยวและแผ่รังสีที่รุนแรงขึ้น ร่างเงาสีครามที่แฝงตัวอยู่ในความมืดเริ่มขยับกายเข้าหาทหารเหล่านั้นด้วยท่าทางที่ดุร้าย
“พวกมันมาแล้ว!” ทหารคนหนึ่งร้องตะโกนด้วยความตระหนก เมื่อเงาสีครามพุ่งเข้าใส่พวกเขาด้วยความเร็วที่สายตามนุษย์แทบมองไม่ทัน
เสียงโลหะปะทะกันดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วห้องโถง การต่อสู้ระหว่างทหารที่พยายามใช้เทคโนโลยีควบคุมกับสิ่งมีชีวิตที่เป็นดั่งจิตวิญญาณของเครื่องจักรเริ่มต้นขึ้นอย่างบ้าคลั่ง Anwen พบว่าตัวเองยืนอยู่ตรงกลางของสมรภูมิที่เธอไม่ได้ก่อ เธอเห็นแผ่นจารึกที่เคยสัมผัสพลังงานเมื่อครู่ วางอยู่บนแท่นหินที่สั่นสะเทือน แสงสีฟ้าจากจารึกกำลังเต้นระบำล้อไปกับแสงจากการปะทะกันของดาบและเงา
ในจังหวะที่ความวุ่นวายถึงขีดสุด หญิงสาวโปร่งแสงก็ขยับเข้าใกล้ Anwen อีกครั้ง เธอไม่ได้โจมตี แต่กลับยื่นมือที่ดูเหมือนจะสลายกลายเป็นละอองแสงมาทาง Anwen ความร้อนแรงของพลังงานแผ่ซ่านออกมาจนผิวหนังของ Anwen รู้สึกแสบพร่า
“เลือก...” หญิงสาวกระซิบผ่านกระแสจิต “เลือกที่จะเห็น... หรือเลือกที่จะเป็น...”
Anwen ชะงัก ความคิดในหัวตีกันยุ่งเหยิง หากเธอเลือกที่จะเดินหนีไปตามทางเดินที่มืดมิด เธออาจจะมีชีวิตรอดและกลับไปซ่อมแซมโรงเตี๊ยมของเธอ แต่หากเธอเลือกที่จะสัมผัสพลังงานนั้น เธออาจจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของความลับที่กำลังจะทำลายโลกใบนี้ หรืออาจจะเป็นคนเดียวที่หยุดยั้งมันได้
ทหารนายหนึ่งพุ่งผ่านหน้าเธอไปพร้อมกับเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด เมื่อถูกเงาสีครามตะปบเข้าที่ไหล่ เลือดสีแดงฉานกระเด็นลงบนพื้นหินที่เย็นเยียบ ตัดกับแสงสีฟ้าอย่างน่าสยดสยอง Anwen มองเห็นความพินาศที่กำลังขยายตัว รอยแยกใต้ดินเริ่มขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ ราวกับว่าโลกกำลังพยายามจะกลืนกินทุกสิ่งที่อยู่ในห้องโถงนี้ลงไปในท้องของมัน
สายตาของเธอเหลือบไปเห็นแผ่นจารึกอีกครั้ง มันไม่ใช่แค่โลหะ แต่มันคือหัวใจของความโกลาหลนี้ และเธอก็รู้ดีว่าหากเธอไม่ทำอะไรสักอย่าง ทุกอย่างที่เธอรัก—Fin, Granny Nessa, และแม้แต่ตัวเธอเอง—จะสูญสิ้นไปในความมืดมิดที่ไม่มีวันสิ้นสุดนี้
Anwen รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี เธอไม่ได้วิ่งหนีไปยังทางออก แต่เธอกลับวิ่งตรงไปยังแท่นหินที่มีแผ่นจารึกวางอยู่ ท่ามกลางคมดาบและเงาสีครามที่พุ่งพล่านรอบกาย
“ข้าจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาทำลายสิ่งที่ข้าปกป้องอีก!” เธอคำรามในใจ ขณะที่มือของเธอกำลังจะเอื้อมไปสัมผัสกับความลับที่สั่นสะเทือนโลก
--- Anwen ตกอยู่ในวงล้อมของการต่อสู้ระหว่างทหารราชสำนักและสิ่งมีชีวิตเงาสีครามในห้องเครื่องจักรโบราณ ท่ามกลางความโกลาหล เธอต้องตัดสินใจว่าจะหนีเอาชีวิตรอดหรือจะคว้าแผ่นจารึกเพื่อเผชิญหน้ากับความจริงที่กำลังจะกลืนกินทุกสิ่ง