← 章節目錄

The Scales of Oakmere

章節 63免費

ตอนที่ 63 — เงาที่ขยับผ่านรอยร้าว

กลิ่นดินชื้นแฉะและไอเย็นจัดของเดือนฮาร์ธเวนลอยวนอยู่ในอากาศ ราวกับจะตอกย้ำว่าฤดูหนาวไม่ได้มาเพียงเพื่อพรากความอบอุ่น แต่มาเพื่อแช่แข็งความจริงทุกอย่างให้หยุดนิ่ง ทว่าสำหรับอัลดริก ความนิ่งสงบนั้นไม่มีอยู่จริง แผ่นดินใต้ฝ่าเท้าของเขายังคงสั่นไหวด้วยจังหวะที่ผิดเพี้ยน—ไม่ใช่แรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวตามธรรมชาติ แต่เป็นแรงกระเพื่อมจากมิติที่กำลังปริแตกอย่างช้าๆ

เขายืนอยู่ตรงขอบของรอยแยกที่ขยายตัวออกบนทุ่งข้าวสาลีที่เหลือเพียงตอซัง แสงสลัวของยามเช้าไม่ได้ช่วยให้เขามองเห็นทางออก แต่มันกลับทำให้เห็น 'เงา' ที่ผิดปกติ เงาเหล่านั้นไม่ได้ทอดตัวตามทิศทางของแสงอาทิตย์ แต่มันขยับไหวราวกับมีชีวิต มีความพยายามที่จะแทรกซึมเข้าไปในรอยแยกที่ดูเหมือนจะกลืนกินทุกสิ่ง อัลดริกสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบที่ไม่ได้มาจากอากาศ แต่มันพุ่งตรงมาจาก 'ช่องว่าง' ในจิตวิญญาณของเขาเอง ความว่างเปล่าที่เขาเคยใช้เป็นสะพานเชื่อมมิติ บัดนี้กำลังกลายเป็นรอยรั่วที่สิ่งลี้ลับใช้เป็นเครื่องนำทาง

“ท่านลอร์ด... ดูนั่นสิ” เสียงของคาเอลดังขึ้นข้างกาย น้ำเสียงของหลานชายสั่นพร่าด้วยความหวาดกลัว เด็กหนุ่มชี้ไปยังรอยแยกที่อยู่ห่างออกไปไม่กี่หลา ตรงนั้น พื้นดินไม่ได้เพียงแค่แตกออก แต่มันกำลัง 'บิดเบี้ยว' ราวกับภาพสะท้อนในน้ำที่ถูกก้อนหินขว้างใส่ ความเป็นจริงตรงนั้นดูพร่าเลือน ข้าวสาลีที่แห้งตายถูกดูดกลืนหายไปในความว่างเปล่าที่ไม่มีก้นบึ้ง และสิ่งที่น่าสยดสยองที่สุดคือ ดวงตาปริศนาที่อัลดริกเคยเห็นในนิมิต—มันไม่ได้อยู่ไกลอีกต่อไป แต่มันกำลังเฝ้ามองผ่านรอยแยกนั้น ราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังจ้องมองเหยื่อผ่านช่องว่างของกรง

อัลดริกไม่ตอบ เขาไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวในแบบที่มนุษย์ควรจะรู้สึก ความรู้สึกของเขาถูกตัดขาดและแปรสภาพเป็นเพียงการวิเคราะห์เชิงตรรกะที่เย็นชา เขาเห็นแรงดึงดูดที่กำลังทำงาน เห็นกระแสพลังงานจากราชสำนักที่พยายามจะ 'สูบ' พลังจากแกนกลางผ่านรอยแยกเหล่านี้ พลังงานสีทองจางๆ ที่ดูเหมือนเส้นใยที่มองไม่เห็นกำลังถูกดึงออกไปสู่ทิศทางของเอลเดอร์เมียร์ มันคือความโลภที่กำลังเร่งปฏิกิริยาให้รอยแยกขยายตัวเร็วขึ้น

“ถอยไป คาเอล” อัลดริกสั่ง เสียงของเขาเรียบเฉยจนน่าใจหาย มันเป็นเสียงของคนที่ไม่ได้ใช้ความรู้สึกในการสื่อสารอีกต่อไป “มันไม่ใช่แค่ดินที่แตก แต่มันคือความจริงที่กำลังหลุดลอย”

ทันใดนั้น แรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงก็กระแทกเข้าที่ฝ่าเท้า อัลดริกทรงตัวได้อย่างมั่นคงด้วยสัญชาตญาณที่ฝังลึกในกลไก แต่คาเอลกลับล้มลง เสียงกรีดร้องของเด็กหนุ่มถูกกลบด้วยเสียงคำรามต่ำๆ ที่ดังมาจากใต้ดิน—เสียงที่ฟังดูเหมือนเครื่องจักรขนาดยักษ์ที่กำลังบดเคี้ยวหินและกระดูก อัลดริกหลับตาลง พยายามเชื่อมโยงความว่างเปล่าในตัวเข้ากับกระแสพลังงานรอบข้าง เขาพยายามจะเบี่ยงเบนแรงดึงดูดของราชสำนักไม่ให้ไปกระตุ้นการขยายตัวของรอยแยก แต่เขากลับพบว่า 'สิ่งนั้น' กำลังใช้จังหวะการไหลของพลังงานที่เขาสร้างขึ้นเป็นสะพานข้ามมา

เขารู้สึกได้ถึงบางอย่างที่ 'คลาน' ผ่านช่องว่างในใจ มันไม่ใช่ความเจ็บปวด แต่มันคือการรุกรานทางตัวตน มันคือเจตจำนงที่ไร้รูปร่างซึ่งพยายามจะหยั่งรากลึกลงในความว่างเปล่าของเขา อัลดริกพยายามรวบรวมเศษเสี้ยวความเป็นมนุษย์ที่เหลืออยู่เพื่อต้านทาน แต่มันกลับยิ่งทำให้เขารู้สึกถึงความแปลกแยกจากโลกเบื้องบนมากขึ้นทุกที เขาจำไม่ได้แล้วว่ารสชาติของขนมปังอุ่นๆ หรือกลิ่นของฝนแรกในฤดูใบไม้ผลิเป็นอย่างไร เขารู้เพียงแค่จังหวะของฟันเฟืองและน้ำหนักของความเที่ยงตรง

“หยุด... อย่าเข้ามา...” เขาพึมพำกับตัวเอง แต่มันไม่ใช่การขอร้องสิ่งลี้ลับ มันคือการสั่งการจิตใต้สำนึกของตนเอง

ท่ามกลางความโกลาหล อัลดริกเห็นเงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นที่ขอบสายตา มันคือเอลิดี้ เธอไม่ได้ดูตื่นตระหนกเหมือนชาวเมืองคนอื่นๆ แต่ดวงตาของเธอกลับเต็มไปด้วยความเศร้าสร้อยที่ลึกซึ้ง เธอมองมาที่เขา—ไม่ใช่ในฐานะลอร์ดแห่งโอ๊คเมียร์ แต่ในฐานะ 'เครื่องมือ' ที่กำลังจะแตกสลาย เธอขยับปากคล้ายจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เสียงลมพัดแรงก็พัดพาคำพูดนั้นหายไป

รอยแยกตรงหน้าเริ่มแผ่ขยายเป็นวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ พื้นดินรอบข้างเริ่มบิดเบี้ยวเป็นเกลียวคลื่น อัลดริกเห็นทหารหลวงบางส่วนที่เคยหายไปในรอยแยกก่อนหน้านี้ ปรากฏขึ้นเป็นภาพซ้อนทับที่พร่าเลือน พวกเขาไม่ได้กลับมาในฐานะมนุษย์ แต่เป็นเพียงเศษเสี้ยวของความทรงจำที่ถูกขังอยู่ในมิติที่ซ้อนทับ สิ่งเหล่านั้นกำลังพยายามจะดึงเขาลงไป พยายามจะลาก 'ผู้ประคองสมดุล' ลงไปสู่ความมืดมิดเพื่อใช้เขาเป็นจุดหมุนสุดท้ายในการทำลายล้าง

เขาต้องตัดสินใจ อัลดริกตระหนักว่าหากเขายังคงใช้ความว่างเปล่าเป็นสะพาน เขาจะกลายเป็นประตูที่เปิดกว้างให้สิ่งลี้ลับหลั่งไหลเข้าสู่โลกเบื้องบนอย่างสมบูรณ์ แต่หากเขาปิดประตูนั้น เขาอาจต้องทำลายสมดุลที่เขาพยายามรักษามาตลอด และนั่นอาจหมายถึงการยุติการมีอยู่ของโอ๊คเมียร์และอาจรวมถึงอาณาจักรทั้งหมด

ความเงียบงันที่น่าอึดอัดเข้าปกคลุมชั่วขณะหนึ่ง ก่อนที่เสียงกระแทกอย่างรุนแรงจะดังขึ้นจากใต้เท้า อัลดริกเห็นแสงสีม่วงคล้ำพุ่งขึ้นมาจากรอยแยก มันไม่ใช่แสงสว่าง แต่มันคือความมืดที่ส่องแสงได้ และในวินาทีนั้นเอง เขาสัมผัสได้ว่า 'ดวงตา' ที่เฝ้ามองอยู่เบื้องล่าง ไม่ได้เพียงแค่เฝ้ามอง... แต่มันกำลังเริ่ม 'ขยับ' เข้ามาใกล้รอยแยกนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ

--- อัลดริกเผชิญหน้ากับรอยแยกที่ขยายตัวบนพื้นดินโอ๊คเมียร์ ซึ่งกำลังถูกแทรกแซงโดยทั้งความโลภของราชสำนักและสิ่งลี้ลับที่เริ่มใช้ความว่างเปล่าในตัวเขาเป็นทางผ่านในการรุกรานโลกเบื้องบน