← 章節目錄

The Scales of Oakmere

章節 62免費

ตอนที่ 62 — รอยแยกบนผืนดินและดวงตาที่เฝ้ามอง

ความเงียบสงัดในยามเช้าของเดือนฮาร์ธเวนไม่ได้ให้ความรู้สึกถึงความสงบ แต่มันคือความเงียบที่หนักอึ้งเหมือนอากาศก่อนพายุจะตั้งเค้า กลิ่นดินชื้นแฉะจากรอยแตกบนพื้นถนนโอ๊คเมียร์ลอยขึ้นมาปะทะจมูก ผสมกับกลิ่นไหม้จางๆ ของฟืนที่ถูกเผาในเตาผิงของชาวบ้าน อัลดริกยืนอยู่บนเนินดินที่เคยเป็นทุ่งข้าวสาลีอันอุดมสมบูรณ์ ทว่าบัดนี้มันกลับดูคล้ายกับผิวหนังของสิ่งมีชีวิตที่กำลังปริแตก รอยแยกสีเทาหม่นพาดผ่านผืนดินราวกับแผลเป็นที่ไม่มีวันสมาน มันไม่ได้เป็นเพียงรอยแยกของชั้นดิน แต่มันคือรอยแยกของความเป็นจริงที่กำลังขยายตัวออกไปอย่างช้าๆ และเงียบเชียบ

เขารู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนที่ไม่ได้มาจากใต้ฝ่าเท้า แต่มันสั่นสะเทือนมาจากภายในช่องว่างที่เขาเคยสร้างไว้ในตัวตน อัลดริกไม่ได้รู้สึกถึงความเจ็บปวดแบบมนุษย์อีกต่อไป ความรู้สึกเหล่านั้นถูกแทนที่ด้วยความว่างเปล่าที่เย็นเยียบและมั่นคง ทว่าความว่างเปล่านั้นกำลังถูก 'บางอย่าง' กัดกิน เขาสัมผัสได้ถึงความพยายามที่จะแทรกซึมผ่านรอยร้าวในจิตวิญญาณของเขา มันเหมือนกับมดนับล้านที่พยายามไชผ่านผนังห้องที่กำลังพังทลาย สิ่งลี้ลับเหล่านั้นไม่ได้รุกรานด้วยกำลัง แต่มันรุกรานด้วยการใช้ 'ช่องว่าง' ที่เขาจงใจทิ้งไว้เพื่อเชื่อมโยงมิติเป็นทางผ่าน

“ท่านลอร์ด... ดูนี่สิ” เสียงของคาเอลดังขึ้นท่ามกลางความสลัวของรุ่งสาง หลานชายของเขาเดินเข้ามาด้วยท่าทางที่ดูเหนื่อยล้า ใบหน้าของเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยคราบดินและรอยวิตก คาเอลชี้ไปที่ขอบของรอยแยกที่อยู่ใกล้กับขอบเขตของโรงสี “มันขยายตัวอีกแล้ว และดูเหมือน... มันไม่ได้แค่แยกดิน แต่มันกำลังดูดเอาสีสันของโลกออกไปด้วย”

อัลดริกเดินเข้าไปใกล้ รอยแยกนั้นดูเหมือนจะกลืนกินแสงสว่างรอบข้าง พื้นดินที่แตกร้าวไม่ได้เผยให้เห็นหินหรือรากไม้ แต่มันเผยให้เห็นความมืดมิดที่ลึกเกินกว่าสายตาจะหยั่งถึง ความมืดที่ดูเหมือนจะมีความนึกคิด มันขยับเขยื้อนราวกับมีชีพจร และในความมืดนั้นเอง อัลดริกเห็นมัน... ดวงตาขนาดมหึมาที่ไม่ได้เปิดขึ้นเพื่อมองเห็น แต่เปิดขึ้นเพื่อ 'จ้องมอง' มันเป็นดวงตาที่ไร้รูม่านตา เป็นเพียงวงกลมแห่งความว่างเปล่าที่จ้องตรงมายังเขา ราวกับกำลังประเมินค่าของสิ่งมีชีวิตที่พยายามจะเล่นบทเป็นผู้รักษาความสมดุล

“มันไม่ใช่แค่รอยร้าวในดิน คาเอล” อัลดริกตอบด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบจนน่ากลัว น้ำเสียงที่ไร้ซึ่งอารมณ์ร่วมเหมือนเครื่องจักรที่กำลังรายงานผลการทดสอบ “มันคือการตอบสนองของโลกต่อสิ่งที่ราชสำนักกำลังทำ”

เขาไม่ได้พูดถึงการกระทำของเซอร์กัลเลนโดยตรง แต่เขารู้ดีว่าพลังงานที่ถูกสูบออกไปจากแกนกลางโดยพวกเอลเดอร์เมียร์ กำลังทำให้สมดุลของ 'ผู้เฝ้าประตู' บิดเบี้ยว เมื่อมีการดึงออกอย่างบ้าคลั่ง ธรรมชาติก็พยายามจะดึงกลับ และสิ่งที่ถูกดึงกลับมาไม่ใช่แค่พลังงาน แต่เป็นสิ่งลี้ลับที่หลบซ่อนอยู่ในช่องว่างระหว่างมิติ

ในขณะที่เขากำลังยืนจ้องมองรอยแยกอยู่นั้น ความรู้สึกถึงการถูกเฝ้ามองจากเบื้องบนก็ถาโถมเข้ามา มันไม่ใช่สายตาของชาวเมืองที่ตื่นตระหนก แต่มันคือสายตาที่เต็มไปด้วยความโลภและแผนการ อัลดริกสัมผัสได้ถึงกระแสพลังงานที่พุ่งตรงมาจากทิศทางของราชสำนัก มันเป็นพลังงานที่พยายามจะ 'ควบคุม' และ 'ตักตวง' พลังงานที่เขากำลังพยายาม 'ประคอง' ไว้

“พวกเขายังไม่หยุดใช่ไหม?” เอลิดี้ปรากฏตัวขึ้นจากด้านหลัง เงาของเธอทอดยาวไปตามพื้นดินที่แตกร้าว เธอไม่ได้ดูตื่นตระหนกเหมือนชาวเมืองคนอื่นๆ แต่แววตาของเธอกลับเต็มไปด้วยความกังวลที่ลึกซึ้ง “ข่าวจากเอลเดอร์เมียร์บอกว่า พวกเขาสามารถดึงพลังงานจากรอยแยกได้มากขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาคิดว่าพวกเขาพบขุมทรัพย์ที่ไม่มีวันหมดสิ้น”

“ขุมทรัพย์ที่ไม่มีวันหมดสิ้น คือหลุมศพที่ไม่มีวันเต็ม” อัลดริกเอ่ยขึ้นเบาๆ เขามองเห็นภาพนิมิตของกุญแจในมือของเอลิดี้ มันส่องแสงรำไรท่ามกลางความมืดมิดรอบตัว “ยิ่งพวกเขาดึงพลังงานออกไปมากเท่าไหร่ รอยแยกก็จะยิ่งกว้างขึ้น และเมื่อรอยแยกกว้างเกินกว่าที่ความว่างเปล่าในตัวข้าจะรับไหว... เมื่อนั้นสิ่งที่อยู่ข้างล่างจะไม่ได้แค่จ้องมองเรา แต่มันจะก้าวข้ามมา”

ทันใดนั้น พื้นดินใต้เท้าของพวกเขาเริ่มสั่นสะเทือนอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่แรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวปกติ มันเป็นจังหวะที่หนักหน่วงและสม่ำเสมอ เหมือนเสียงกลองศึกที่ดังมาจากก้นบึ้งของโลก รอยแยกที่อยู่เบื้องหน้าเริ่มขยายตัวออกอย่างรวดเร็ว แสงสีม่วงคล้ำประหลาดวาบขึ้นจากก้นบึ้ง และในวินาทีนั้น อัลดริกสัมผัสได้ว่าสิ่งลี้ลับที่เขากำลังเผชิญอยู่ ไม่ได้เพียงแค่เรียนรู้วิธีการผ่านช่องว่างในตัวเขา แต่มันกำลังเริ่ม 'สร้าง' ช่องว่างของมันเองขึ้นมาในโลกเบื้องบน

เขารู้สึกถึงความเย็นเยียบที่รุกรานเข้ามาในจิตใจ ความว่างเปล่าที่เขาใช้เป็นเกราะป้องกันกำลังถูกบิดเบือน มันกำลังกลายเป็นประตูที่เปิดกว้างขึ้นเรื่อยๆ สำหรับสิ่งที่ไม่ควรมีตัวตนอยู่ในโลกนี้ อัลดริกพยายามจะใช้เจตจำนงเพื่อปิดกั้น แต่มันเหมือนกับการพยายามใช้ปลายนิ้วหยุดยั้งเขื่อนที่กำลังแตก

“เราต้องกลับไปที่ตาชั่งหลวง” เอลิดี้คว้าแขนของเขาไว้ มือของเธอสั่นเทา “ถ้าพวกเขายังคงสูบพลังงานผ่านกลไกที่เชื่อมต่อกับตาชั่ง เราต้องหยุดพวกเขา ก่อนที่รอยแยกนี้จะกลืนกินโอ๊คเมียร์ไปทั้งเมือง!”

อัลดริกพยักหน้าช้าๆ สายตาของเขายังคงตรึงอยู่ที่ดวงตาปริศนาในรอยแยกนั้น เขารู้ว่าการต่อสู้ครั้งต่อไปจะไม่ใช่การประคองสมดุลอีกต่อไป แต่มันคือการป้องกันการล่มสลายของความเป็นจริงทั้งหมด เขาต้องเลือกระหว่างการรักษาความเที่ยงตรงของตาชั่งที่เขาเคยยึดถือ กับการทำลายเครื่องมือชิ้นนั้นทิ้งเพื่อหยุดยั้งการเชื่อมโยงที่กำลังจะนำพาหายนะมาสู่โลก

ขณะที่เขากำลังก้าวเดินกลับไปยังเมือง เสียงกระซิบที่ฟังไม่ได้ศัพท์ก็ดังขึ้นในหัวของเขา มันไม่ใช่ภาษาของมนุษย์ แต่มันคือเสียงของความว่างเปล่าที่กำลังหัวเราะเยาะความพยายามอันริบหรี่ของเขา และในเงามืดที่ขอบสายตา เขาเห็นเงาร่างของทหารหลวงกลุ่มหนึ่งกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ พร้อมกับอุปกรณ์ประหลาดที่ดูเหมือนจะเป็นเครื่องมือในการดึงพลังงานโดยเฉพาะ

สงครามระหว่างความโลภของมนุษย์และความสมดุลของโลกกำลังจะเริ่มต้นขึ้นที่นี่ และอัลดริก... ชายผู้สูญเสียความเป็นมนุษย์เพื่อรักษาโลกใบนี้... คือผู้เดียวที่ต้องยืนอยู่ตรงกลางของพายุที่กำลังจะมาถึง

--- รอยแยกบนพื้นดินของโอ๊คเมียร์เริ่มขยายตัวและดูดกลืนความเป็นจริง ในขณะที่อัลดริกสัมผัสได้ว่าสิ่งลี้ลับเริ่มใช้ช่องว่างในตัวเขาเพื่อแทรกซึมเข้ามา และการแทรกแซงจากราชสำนักกำลังเร่งให้หายนะใกล้เข้ามาเร็วขึ้น