← 章節目錄

The Scales of Oakmere

章節 123免費

ตอนที่ 123 — เสียงเพรียกแห่งความว่างเปล่า

ความเงียบสงัดที่เกิดขึ้นหลังจากพายุแห่งความบ้าคลั่งสงบลงนั้น ไม่ใช่ความเงียบที่ให้ความรู้สึกสงบ แต่มันคือความเงียบที่หนักอึ้งราวกับอากาศถูกแทนที่ด้วยตะกั่ว อัลดริกยืนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของมิติที่แตกสลาย ร่างกายของเขาไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป มันคือกลุ่มก้อนของความว่างเปล่าที่พยายามรักษารูปทรงอันบิดเบี้ยวเอาไว้ เขาหายใจเข้า—หากสิ่งที่เขาทำอยู่นั้นยังเรียกว่าการหายใจ—ความเย็นเยียบจากความว่างเปล่าไหลเวียนผ่านช่องว่างที่ควรจะเป็นปอด แต่มันกลับไม่สร้างความรู้สึกใดๆ นอกจากความว่างเปล่าที่ลึกซึ้งกว่าเดิม

เบื้องหน้าของเขา ตัวตนลึกลับที่เขาเพิ่งจะกระตุ้นให้ตื่นขึ้นด้วยการพยายามสร้างความบกพร่อง กำลังแผ่ขยายตัวออกไปในลักษณะที่ขัดต่อทุกกฎเกณฑ์ของสสาร มันไม่ใช่แสง ไม่ใช่เงา แต่มันคือ 'ความไม่มี' ที่มีน้ำหนักและเจตจำนง ตัวตนนี้ไม่ได้พยายามจะทำลายโลกด้วยการกระแทกหรือเผาไหม้ แต่มันกำลัง 'ลบ' ความเป็นจริงออกไปทีละส่วน ราวกับใครบางคนกำลังใช้ยางลบที่ทำจากความมืดสนิทขูดรีดภาพวาดของโลกใบนี้ทิ้งไป

“เจ้า... ทำลาย... สิ่งที่ควรจะเป็น...”

เสียงนั้นไม่ได้ดังมาจากอากาศ แต่มันดังมาจากภายในรอยแยกของความจริงที่อัลดริกเป็นผู้สร้างขึ้น มันเป็นเสียงที่ไม่มีระดับสูงต่ำ ไม่มีจังหวะการพูดที่มนุษย์จะเข้าใจได้ แต่มันกลับสั่นสะเทือนไปถึงแก่นแท้ของมิติที่เขากำลังพยายามประคองไว้ อัลดริกพยายามจะขยับปากเพื่อตอบโต้ แต่สิ่งที่ออกมาจากลำคอที่ไร้เนื้อหนังของเขากลับเป็นเพียงแรงสั่นสะเทือนที่ไร้ทิศทาง

เขารู้ดีว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่กราคอสอีกต่อไป กราคอสคือสิ่งลี้ลับที่มีรูปร่างและมีชื่อ แต่นี่คือสิ่งที่อยู่เหนือกว่านั้น มันคือ 'ความสมบูรณ์แบบแห่งการดับสูญ' ตัวตนที่มองเห็นความบกพร่องของมนุษย์ ความวุ่นวายของอารมณ์ และความไม่เที่ยงตรงของตาชั่ง เป็นเพียง 'มลทิน' ที่ต้องถูกชำระล้างออกไปเพื่อให้เหลือเพียงความว่างเปล่าที่บริสุทธิ์

ทันใดนั้น พื้นที่รอบข้างก็เริ่มสั่นสะเทือนอีกครั้ง ไม่ใช่จากการขยับของกลไกโบราณ แต่เป็นการสั่นสะเทือนจากการที่กฎเกณฑ์ของโลกกำลังพยายามต่อสู้เพื่อคงอยู่ หน่วยชำระล้างจากราชสำนักที่เหลือรอดจากการปะทะครั้งก่อนยังคงวนเวียนอยู่ในมิติที่บิดเบี้ยวนั้น พวกเขาไม่ได้สู้กับกราคอสอีกต่อไป แต่พวกเขากำลังสู้กับ 'ความว่างเปล่า' ที่กำลังลบเลือนทุกสิ่ง อัลดริกเห็นเงาร่างของทหารในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์พยายามจะใช้ดาบและเวทมนตร์แห่งระเบียบเข้าฟาดฟันกับความว่างเปล่า แต่ดาบเหล่านั้นกลับจมหายไปในความไม่มี ราวกับฟันลงบนอากาศที่ไม่มีอยู่จริง

“หยุด... อย่า...” อัลดริกพยายามส่งสารออกไปผ่านความว่างเปล่าในตัวเขา เขาต้องการบอกพวกเขาว่า การพยายามใช้ระเบียบมาจัดการกับความว่างเปล่าคือการเร่งให้ทุกอย่างดับสูญเร็วขึ้น ยิ่งพวกเขามอบ 'ระเบียบ' ให้กับความว่างเปล่ามากเท่าไหร่ ความว่างเปล่านั้นก็จะยิ่งเรียนรู้วิธีการ 'ลบ' ระเบียบเหล่านั้นได้อย่างแม่นยำมากขึ้นเท่านั้น

แต่ไม่มีใครได้ยิน เสียงของเขาเป็นเพียงความเงียบที่ไร้ความหมาย ในขณะเดียวกัน กราคอส—ร่างที่เกิดจากความบ้าคลั่ง—ก็กำลังดิ้นรนอยู่ในวังวนแห่งการลบเลือนนี้ มันพยายามจะรักษาตัวตนที่มันเพิ่งจะสร้างขึ้นมาได้สำเร็จ แต่ตัวตนนั้นกลับถูกความว่างเปล่ากัดกินราวกับเศษเนื้อที่ถูกมดกัดกิน กราคอสส่งเสียงคำรามที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวและเจตจำนงที่บิดเบี้ยว มันพยายามจะยึดเหนี่ยวความเป็นจริงเอาไว้ด้วยความโกลาหล แต่นั่นกลับยิ่งสร้างแรงกระเพื่อมที่ทำให้ความว่างเปล่าขยายตัวออกไปกว้างขวางขึ้น

อัลดริกตระหนักถึงความจริงที่น่าสยดสยอง: เขาไม่ได้เป็นเพียงกรงขัง หรือแม้แต่ผู้ทำลายพิมพ์เขียวอีกต่อไป แต่เขาได้กลายเป็น 'จุดศูนย์กลางของแรงดึงดูด' ระหว่างสองขั้วที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรง ระหว่าง 'ระเบียบที่พยายามจะคงอยู่' และ 'ความว่างเปล่าที่พยายามจะลบเลือน' และเขาก็เป็นจุดที่ทั้งสองขั้วนี้กำลังบดขยี้กันและกัน

เขารู้สึกถึงความเจ็บปวด—ไม่ใช่ความเจ็บปวดทางกาย เพราะเขาไม่มีกาย—แต่เป็นความเจ็บปวดทาง 'ความหมาย' ความหมายของเขาในฐานะลอร์ดแห่งโอ๊คเมียร์ ในฐานะผู้ดูแลตาชั่ง ในฐานะมนุษย์ กำลังถูกลบเลือนไปพร้อมกับมิติรอบข้าง เขาเริ่มจำไม่ได้ว่ารสชาติของข้าวสาลีเป็นอย่างไร จำไม่ได้ว่าความอบอุ่นจากมือของมาร่าเป็นอย่างไร ความทรงจำเหล่านั้นกำลังถูกความว่างเปล่าดูดซับไปเพื่อเป็น 'เชื้อเพลิง' ในการขยายขอบเขตของการลบเลือน

'ถ้าข้าไม่สามารถหยุดมันได้... ข้าต้องทำให้มันไม่สามารถคงอยู่ได้' อัลดริกคิดด้วยเศษเสี้ยวของตรรกะที่ยังหลงเหลืออยู่

เขาตัดสินใจทำในสิ่งที่ขัดต่อสัญชาตญาณของการมีอยู่ เขาจะไม่พยายามรักษาความสมดุล ไม่พยายามประคองความจริง และไม่พยายามต้านทานความว่างเปล่า แต่เขาจะทำสิ่งที่บ้าคลั่งยิ่งกว่านั้น เขาจะ 'ทำลายความหมาย' ของตัวเขาเองลงให้สิ้นซาก หากเขาเป็นแม่พิมพ์ที่เชื่อมต่อระหว่างโลกและความว่างเปล่า เขาก็จะกลายเป็นแม่พิมพ์ที่ 'เสีย' จนไม่สามารถใช้พิมพ์อะไรได้อีกเลย

อัลดริกเริ่มรวบรวมเศษเสี้ยวของความบกพร่อง ความทรงจำที่แหลกสลาย และความโกลาหลที่เหลืออยู่ภายในตัวเขา แล้วแทนที่จะใช้มันเพื่อสร้างสมดุล เขาเริ่มใช้มันเพื่อสร้าง 'ความไร้สาระ' (Absurdity) เขาเริ่มป้อนความย้อนแย้งเข้าไปในแกนกลางของมิติที่เขากำลังครองอยู่ เขาทำให้สิ่งที่ควรจะหนักกลายเป็นเบา ทำให้สิ่งที่ควรจะนิ่งกลายเป็นเคลื่อนไหว และทำให้สิ่งที่ควรจะเป็นจริงกลายเป็นเรื่องโกหก

การกระทำนี้สร้างแรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงยิ่งกว่าแผ่นดินไหวครั้งใดๆ ในประวัติศาสตร์ของโอ๊คเมียร์ มิติที่เคยแตกสลายเริ่มเกิดอาการ 'สำลัก' ความเป็นจริง กราคอสที่กำลังจะก่อตัวสมบูรณ์เริ่มสูญเสียรูปร่างเพราะพื้นฐานของความจริงที่มันใช้ยึดเหนี่ยวเริ่มไม่เสถียร หน่วยชำระล้างต่างล้มลงเพราะกฎเกณฑ์ที่พวกเขาใช้ควบคุมโลกเริ่มเปลี่ยนไปตามอารมณ์ของความว่างเปล่าที่เขาสร้างขึ้น

แต่มันก็มีราคาที่ต้องจ่าย... ทุกครั้งที่เขาปล่อยความไร้สาระออกไป ตัวตนของเขาก็ยิ่งเลือนรางลงไปอีก อัลดริกเริ่มรู้สึกว่าเขาไม่ได้เป็นแม้แต่ความว่างเปล่า เขาเป็นเพียง 'ความคิดที่กำลังจะถูกลืม' เขาเห็นภาพนิมิตของเมืองโอ๊คเมียร์ที่กำลังจมหายไปในหมอกสีขาวที่ไร้ก้นบึ้ง เมืองที่เคยเต็มไปด้วยกลิ่นดิน กลิ่นข้าว และเสียงหัวเราะของชาวเมือง กำลังถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นเพียงภาพวาดที่สีจางลงเรื่อยๆ

ท่ามกลางความโกลาหลนั้นเอง ท่ามกลางเสียงคำรามของกราคอสและความเงียบที่กรีดร้องของความว่างเปล่า อัลดริกก็ได้ยินเสียงหนึ่ง... มันไม่ใช่เสียงของกราคอส ไม่ใช่เสียงของความว่างเปล่า และไม่ใช่เสียงของราชสำนัก แต่มันเป็นเสียงที่แผ่วเบาแต่ชัดเจนอย่างประหลาด มันเป็นเสียงที่เหมือนกับการสั่นสะเทือนของสายเครื่องดนตรีที่ถูกดีดในความมืด

“จงมองดู... สิ่งที่เจ้าสร้างขึ้น...”

เขามองไปตามเสียงนั้น และพบว่าในใจกลางของพายุแห่งความไร้สาระที่เขาสร้างขึ้น มีบางสิ่งกำลังก่อตัวขึ้นใหม่ มันไม่ใช่สิ่งลี้ลับ ไม่ใช่เทพเจ้า และไม่ใช่ปีศาจ แต่มันคือ 'ความจริงชุดใหม่' ที่กำลังถือกำเนิดขึ้นจากซากปรักหักพังของทั้งระเบียบและความว่างเปล่า และสิ่งที่กำลังก่อตัวขึ้นนั้น... กำลังจ้องมองกลับมาที่เขาด้วยดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยความเข้าใจที่น่าสะพรึงกลัว

--- อัลดริกพยายามทำลายพิมพ์เขียวของกราคอสด้วยการสร้างความไร้สาระและความย้อนแย้งในมิติ แต่การกระทำนั้นกลับทำให้เขาต้องสูญเสียตัวตนจนเกือบหมดสิ้น และนำไปสู่การปรากฏตัวของความจริงชุดใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้นจากซากปรักหักพัง