← 章節目錄

The Scales of Oakmere

章節 100免費

ตอนที่ 100 — รอยจารึกแห่งความวิปริต

ความเงียบสงบที่แท้จริงไม่มีอยู่จริง มีเพียงความเงียบที่ถูกกดทับด้วยแรงกดดันมหาศาลเท่านั้น อัลดริกตระหนักถึงข้อนี้ขณะที่เขาลอยล่องอยู่ในสภาวะกึ่งมีกึ่งไม่มี ตัวตนของเขาไม่ได้สลายหายไปเหมือนในยามแรก แต่มันถูกแปรสภาพ กลายเป็นเส้นใยแห่งความว่างเปล่าที่ถักทอขึ้นใหม่เพื่อรองรับมวลสารอันบิดเบี้ยวของสิ่งลี้ลับที่กำลังพยายาม 'ก่อร่าง' ขึ้นมาใหม่ผ่านพิมพ์เขียวที่เขาเป็นผู้สร้างขึ้นเอง ความเจ็บปวดนั้นไม่ได้เกิดขึ้นที่ผิวหนังหรือกระดูก แต่มันเกิดขึ้นในมิติที่ความรู้สึกนึกคิดเคยทำหน้าที่เป็นเข็มทิศ บัดนี้เขารู้สึกเหมือนถูกกรีดด้วยใบมีดที่ทำจากความว่างเปล่า ทุกครั้งที่สิ่งลี้ลับพยายามสถาปนาตัวตนใหม่ในโลกเบื้องบน มันจะดึงเอาเศษเสี้ยวแห่งความทรงจำที่หลงเหลืออยู่เพียงน้อยนิดของเขาไปใช้เป็นโครงสร้าง ราวกับว่าเขาคือดินเหนียวที่ไร้ชีวิตซึ่งถูกมือที่มองไม่เห็นบีบเค้นให้กลายเป็นรูปทรงที่น่าเกลียดน่ากลัว

ท่ามกลางความบิดเบี้ยวของมิติที่ทับซ้อน อัลดริกเห็นภาพสะท้อนของโอ๊คเมียร์—ไม่ใช่โอ๊คเมียร์ที่เขารู้จัก แต่เป็นโอ๊คเมียร์ที่ถูกฉาบด้วยเงาที่ไม่มีต้นกำเนิด เมืองทั้งเมืองดูเหมือนจะสั่นไหวเหมือนภาพสะท้อนในน้ำที่ถูกก้อนหินโยนลงไป ตึกรามบ้านช่องและโรงสีที่เขาเคยดูแลกำลังถูกบิดเบือนด้วยเจตจำนงของสิ่งที่กำลังก่อตัวขึ้นจากตัวเขาเอง เขาเห็นแสงสว่างประหลาดที่ไม่ใช่แสงแดด แต่เป็นแสงที่เกิดจากการหักเหของความเป็นจริงที่แตกสลาย มันวูบวาบและเต้นเป็นจังหวะเดียวกับชีพจรของกลไกโบราณที่ยังคงฝังลึกอยู่ใต้พื้นดิน

'เจ้ากำลังทำลายทุกสิ่งที่เจ้าพยายามปกป้อง' เสียงหนึ่งดังขึ้นในมโนสำนึก มันไม่ใช่เสียงของมนุษย์ และไม่ใช่เสียงของสิ่งลี้ลับ แต่มันคือเสียงที่ก้องกังวานมาจากเจตจำนงดั้งเดิมของผู้พิทักษ์ดั้งเดิม (The Primordial Wardens) เสียงนั้นเย็นเยียบและไร้ความเมตตา มันไม่ได้มาเพื่อช่วย แต่มาเพื่อตัดสิน 'เจ้าคือความผิดเพี้ยน... เจ้าคือรอยร้าวที่ต้องได้รับการอุด หรือไม่ก็ต้องถูกลบเลือนทิ้งเพื่อให้โลกกลับมาสอดคล้องกัน'

อัลดริกพยายามจะตอบโต้ แต่เขากลับพบว่าแม้แต่ 'คำพูด' ก็ยังเป็นเรื่องที่ไกลตัวเกินไปสำหรับตัวตนที่กลายเป็นเพียงช่องว่างมิติ เขาต้องใช้สิ่งที่เหลืออยู่เพียงอย่างเดียว—ความเที่ยงตรง—เป็นเครื่องมือในการควบคุมแรงกระแทกนี้ เขาพยายามจัดระเบียบความว่างเปล่าในตัวให้เป็นระเบียบที่สุดเท่าที่สิ่งที่ไร้รูปร่างจะทำได้ เขาพยายามสร้าง 'กฎ' ขึ้นมาในความไม่มีกฎ เพื่อไม่ให้สิ่งที่กำลังก่อร่างขึ้นมานั้นล้นทะลักออกไปสู่โลกเบื้องบนมากเกินไป เขาต้องแบกรับความวิปริตนี้ไว้ในฐานะกรงขังที่ไร้ขอบเขต

ในขณะเดียวกัน ที่โลกเบื้องบน... แรงสั่นสะเทือนลึกลับไม่ได้ส่งผลเพียงแค่เชิงกายภาพ แต่ความผิดปกติของมิติเริ่มส่งผลกระทบต่อความจริงในโอ๊คเมียร์อย่างเห็นได้ชัด ชาวเมืองเริ่มสังเกตเห็นว่าแสงแดดยามเช้ามีสีที่ผิดเพี้ยนไปจากเดิม มันดูหม่นหมองและมีเงาที่ทอดยาวผิดปกติแม้จะเป็นเวลาเที่ยงวัน กลิ่นดินที่เคยสดชื่นกลับมีกลิ่นอายของโลหะและเถ้าถ่านจางๆ ลอยมาตามลม เซอร์กัลเลนและกองทหารหลวงที่เข้ามาในเมืองเพื่อควบคุมสถานการณ์เริ่มตระหนักว่าสิ่งที่พวกเขาเผชิญอยู่นั้นไม่ใช่แค่การกบฏหรือความผิดปกติทางธรณีวิทยา แต่มันคือบางสิ่งที่สั่นคลอนรากฐานของความจริง

'มันไม่ใช่แค่รอยแยก' เซอร์กัลเลนกล่าวกับนายทหารคนสนิท ขณะที่เขายืนอยู่หน้าตาชั่งหลวงที่ยังคงสั่นไหวเบาๆ แม้ไม่มีใครแตะต้อง 'มันเหมือนกับว่าโลกกำลังพยายามจะขย้อนบางอย่างออกมา... และสิ่งนั้นกำลังใช้เราเป็นเครื่องมือในการเปิดประตู' สายตาของเขาเต็มไปด้วยความโลภที่ซ่อนเร้นภายใต้หน้ากากแห่งความมั่นคง เขาไม่ได้สนใจเรื่องความสมดุลของโลก สิ่งเดียวที่เขาสนใจคือพลังที่สามารถควบคุมมิติได้ พลังที่จะทำให้ราชสำนักเหนือกว่าทุกอาณาจักร

กลับมาที่แกนกลางแห่งความว่างเปล่า อัลดริกกำลังเผชิญกับความทรมานขั้นสูงสุด เมื่อสิ่งลี้ลับที่ใช้ตัวเขาเป็นพิมพ์เขียวเริ่มสร้าง 'อวัยวะ' ของมันขึ้นมาในมิติที่ซ้อนทับ เขาเห็นมัน—สิ่งที่ไม่มีรูปร่างที่แน่นอน แต่มันมีความรู้สึกของความหิวโหยที่ไร้ก้นบึง มันกำลังพยายามใช้ความไม่สมบูรณ์ของตัวตนเขาเพื่อสร้าง 'ประตู' ที่มั่นคงกว่าเดิม หากเขาไม่สามารถควบคุมแรงบิดเบี้ยวนี้นี้ได้ สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นจะกลายเป็นความจริงที่ถาวร และนั่นคือจุดจบของทุกสิ่ง

อัลดริกพยายามรวบรวมเศษเสี้ยวแห่งความจำสุดท้าย—ภาพของคาเอลที่กำลังช่วยงานในโรงสี, รอยยิ้มแห้งๆ ของมาร่า, และกลิ่นแป้งข้าวที่อบอวลในโอ๊คเมียร์—เพื่อใช้เป็นสมอเหนี่ยวรั้งตัวตนของเขาไม่ให้จมหายไปในความว่างเปล่า เขาต้องมี 'แก่น' บางอย่างที่เป็นของเขาเอง เพื่อที่จะได้มีแรงจูงใจในการกักขังสิ่งลี้ลับนี้ไว้ แต่ยิ่งเขาพยายามยึดเหนี่ยวความเป็นมนุษย์ไว้มากเท่าไหร่ สิ่งลี้ลับก็ยิ่งใช้ความเจ็บปวดจากการสูญเสียนั้นเป็นพลังงานในการขยายตัวมากขึ้นเท่านั้น

ความขัดแย้งระหว่างความต้องการจะ 'เป็นมนุษย์' เพื่อรักษาความเที่ยงตรง และความจำเป็นที่จะต้อง 'เป็นความว่างเปล่า' เพื่อเป็นกรงขัง กำลังฉีกกระชากเขาออกเป็นเสี่ยงๆ อัลดริกเริ่มเห็นภาพซ้อนของตัวเอง—หนึ่งคือลอร์ดผู้เหนื่อยล้าที่ต้องการเพียงความสงบ และอีกหนึ่งคือเงาสีดำทมิฬที่ไร้หน้าซึ่งกำลังเติบโตขึ้นจากรอยร้าวในใจของเขา

เขารู้ดีว่าตอนนี้เขาไม่ได้สู้เพื่อโอ๊คเมียร์เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป เขาไม่ได้สู้เพื่อราชอาณาจักร Castellane หรือแม้แต่เพื่อตัวเขาเอง แตเขาต้องสู้เพื่อรักษารูปทรงของความจริงไม่ให้บิดเบี้ยวไปจนไม่เหลือเค้าเดิม และเขาก็เริ่มตระหนักว่า... เขาอาจจะเป็นคนสุดท้ายที่ได้เห็นโลกในแบบที่มันควรจะเป็น ก่อนที่ความวิปริตจะกลายเป็นความจริงเพียงหนึ่งเดียว

--- อัลดริกต้องทนทุกข์จากการถูกสิ่งลี้ลับใช้ตัวตนที่สลายไปเป็นพิมพ์เขียวเพื่อสร้างตัวตนใหม่ในโลกเบื้องบน ท่ามกลางแรงกดดันจากทั้งราชสำนักที่จ้องจะใช้ประโยชน์ และเหล่าผู้พิทักษ์ดั้งเดิมที่จ้องจะลบเลือนเขาเพื่อรักษาความสมดุล