← 章節目錄

The Emerald Ink

章節 134免費

ตอนที่ 134 — รอยหมึกบนฝ่ามือที่สั่นเทา

“ไมโล! วิ่งไปทางทิศตะวันตก อย่าหันกลับมามอง!” เสียงตะโกนของเซราฟิน่าดังแว่วมาตามลมหมอกที่หนาทึบของที่ราบสูงคีรีคราม แต่มันช่างห่างไกลเหลือเกินเมื่อเทียบกับเสียงฝีเท้าหนักๆ ของเจ้าหน้าที่สภาจารึกที่กำลังไล่กวดมาด้านหลัง

ไมโลหอบหายใจจนหน้าอกกระเพื่อมไหว เขากระชับห่อผ้าใบเก่าๆ ในอ้อมแขนแน่นขึ้น ภายในนั้นไม่ใช่ทองคำหรือแร่หมึกล้ำค่า แต่มันคือเศษแผ่นหินสลักที่เขาแอบขโมยออกมาจากหอจดหมายเหตุลับ เขามองลงไปที่หลังมือของตัวเอง รอยอักขระรูปวงกลมที่เคยคมชัดบัดนี้เริ่มมีขอบที่เบลอและเลือนลางเหมือนหมึกที่โดนน้ำหยดใส่ มันคือสัญญาณเริ่มต้นของ ‘โรคหมึกละลาย’ ที่เขากลัวที่สุด

“ถ้าฉันหยุดตอนนี้... ทุกอย่างที่ฉันจำได้จะหายไปหมดเลยใช่ไหม?” เขาพึมพำกับตัวเอง พลางกวาดสายตามองหาที่ซ่อน ท่ามกลางหมอกสีเทาที่ปกคลุมยอดเขาคีรีคราม ความตายไม่ได้มาในรูปแบบของคมดาบเสมอไป แต่มันมาในรูปแบบของความว่างเปล่าในสมองเมื่ออักขระบนผิวหนังจางหายไป

“หยุดอยู่ตรงนั้น! เจ้าเด็กนอกคอก!” เสียงกังวานทรงอำนาจของเจ้าหน้าที่สภาจารึกดังขึ้นใกล้กว่าเดิม ไมโลเห็นแสงสีฟ้าจางๆ จากอักขระบนชุดเกราะของพวกเขากำลังพุ่งตรงมาทางนี้ พวกเขาไม่ได้มองว่าเขาคือเด็กหนุ่มที่กำลังหนีตาย แต่มองว่าเขาคือ ‘รอยเปื้อน’ ที่ต้องถูกกำจัดทิ้งเพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของระบบตามคำสั่งของอาวุโสคัลลัน

ไมโลตัดสินใจกระโดดข้ามโขดหินขนาดใหญ่ เขาไถลลงไปตามทางลาดชันของเนินเขาหิน จนกระทั่งเขารู้สึกถึงความเย็นเยียบของน้ำค้างและกลิ่นอับชื้นของถ้ำเล็กๆ แห่งหนึ่ง เขาคลานเข้าไปซ่อนตัวในซอกหิน หัวใจเต้นรัวจนแทบจะกระดอนออกมานอกอก เขาพยายามข่มลมหายใจให้เบาที่สุด

“ใครน่ะ?” เสียงกระซิบแผ่วเบาและแหบพร่าดังขึ้นจากมุมมืดของถ้ำ

ไมโลสะดุ้งสุดตัว เมื่อดวงตาหลายคู่ปรากฏขึ้นในความสลัว เขาเห็นกลุ่มคนในสภาพที่น่าเวทนา ผิวหนังของพวกเขาไม่ได้เรียบเนียนเหมือนชาวเมืองทั่วไป แต่เต็มไปด้วยรอยเปื้อนสีดำที่ไหลเยิ้มเหมือนน้ำหมึกที่ละลายผิดรูป อักขระบนหน้าผากและลำคอของพวกเขาบิดเบี้ยวจนอ่านไม่ออก

“พวกเรา... พวกเราเป็นผู้ติดเชื้อ” หญิงชราคนหนึ่งพูดขึ้น พลางพยายามใช้แขนที่สั่นเทาปัดรอยหมึกที่กำลังลามขึ้นมาบนข้อมือ “พวกสภาจารึกไล่ล่าเราเหมือนไม่ใช่คน พวกเขาบอกว่าเราคือความผิดพลาดของระบบ”

ไมโลมองดูพวกเขาด้วยความรู้สึกที่ปนเปกันระหว่างความกลัวและความเห็นใจ เขารู้ดีว่าตามตรรกะของคัลลัน คนเหล่านี้ควรถูกเผาทำลายเพื่อไม่ให้ความแปดเปื้อนลามไปสู่แหล่งหมึกเวทมนตร์ แต่เมื่อเขามองเห็นแววตาที่ยังคงมีความเป็นมนุษย์ เขาก็ไม่สามารถละสายตาได้

“ผม... ผมมีวิธี” ไมโลพูดออกไปอย่างลืมตัว เขาขยับเข้าไปใกล้กลุ่มผู้ติดเชื้อที่ถอยกรูดด้วยความระแวง “ผมไม่ได้มาเพื่อทำร้าย แต่ผมศึกษาเรื่องโครงสร้างการไหลของหมึก... อักขระที่พวกคุณมี มันไม่ได้กำลังจะหายไป แต่มันกำลังเปลี่ยนทิศทาง”

“เจ้าเด็กน้อย เจ้าจะรู้อะไร?” ชายร่างใหญ่ที่อักขระบนแขนละลายจนดูเหมือนรอยไหม้แค่นหัวเราะ “ความทรงจำของข้ากำลังหลุดลอยไปเหมือนควันไฟ เจ้าจะเอาอะไรมาหยุดมันได้?”

ไมโลไม่ตอบ แต่เขาเปิดห่อผ้าใบออก เขาหยิบเศษแผ่นหินสลักและขวดแก้วขนาดเล็กที่มีของเหลวสีครามเข้มข้นออกมา มันคือหมึกเวทมนตร์เกรดต่ำที่เขาผสมขึ้นเองด้วยสูตรลับที่เขาแอบดัดแปลงจากตำราโบราณ

เขานั่งลงบนพื้นดินที่เย็นเฉียบ เริ่มลงมือขีดเขียนอักขระขนาดเล็กจิ๋วลงบนเศษหินอย่างประณีต นิ้วมือของเขาสั่นเทา แต่สมาธินั้นแน่วแน่ เขาไม่ได้พยายามจะเขียนอักขระเพื่อสั่งการพลังเวทเหมือนที่สภาทำ แต่เขาเขียนอักขระเพื่อ ‘ประคอง’ โครงสร้าง

“ช่วยนิ่งๆ หน่อยนะครับ” ไมโลบอกหญิงชรา เขาใช้ปลายเข็มเงินแตะหมึกที่เขาปรุงขึ้น แล้วค่อยๆ ลากเส้นตามรอยเปื้อนที่กำลังจะจางหายไปบนข้อมือของเธอ

“มันเจ็บ...” เธอครางออกมา

“มันจะรู้สึกเหมือนมดไต่ครับ แต่มันจะช่วยดึงรอยหมึกให้กลับมาเกาะกลุ่มกัน” ไมโลอธิบายพลางใช้ความรู้เรื่องความหนาแน่นของเส้นหมึกที่เขาแอบซุ่มศึกษา เขาไม่ได้ใช้พลังจากอักขระโดยตรง แต่เขาใช้หลักการทางกายภาพของหมึกในการสร้าง ‘ตาข่าย’ ขนาดจิ๋วเพื่อกักเก็บรอยเปื้อนนั้นไว้ไม่ให้กระจายตัว

เขาใช้เวลาอยู่นาน ท่ามกลางเสียงฝีเท้าของเจ้าหน้าที่สภาที่ยังคงตรวจตราอยู่ด้านนอกถ้ำ ไมโลค่อยๆ สร้างอุปกรณ์ชิ้นเล็กๆ ขึ้นมา มันคือแผ่นโลหะบางเฉียบที่สลักด้วยอักขระ ‘กักขัง’ และ ‘ประคอง’ ซึ่งเขาสามารถนำไปวางทับบนรอยเปื้อนเพื่อชะลอการจางหายได้

เมื่อเขาทำเสร็จ เขายื่นแผ่นโลหะนั้นให้หญิงชรา “ลองวางมันลงบนรอยที่กำลังละลายดูครับ”

ทันทีที่แผ่นโลหะสัมผัสผิวหนัง รอยหมึกที่เคยดูเหมือนจะไหลออกจากร่างของเธอเริ่มหยุดนิ่ง สีดำที่เคยพร่าเลือนเริ่มรวมตัวกันเป็นรูปร่างที่มั่นคงขึ้น แม้จะยังไม่กลับมาคมชัดเหมือนเดิม แต่มันก็ไม่ไหลออกไปอีก

หญิงชราเบิกตากว้าง “มัน... มันหยุดแล้ว ความรู้สึกที่เหมือนสมองกำลังจะว่างเปล่า... มันเบาบางลง”

ไมโลมองดูผลงานของตัวเองด้วยความตื้นตันใจ เขาเริ่มตระหนักว่าสิ่งที่สภาเรียกว่า ‘โรค’ อาจจะเป็นเพียงการที่อักขระพยายามปรับตัวเข้ากับสภาวะใหม่ และเขาก็คือคนที่จะช่วยให้การปรับตัวนั้นไม่สูญเสียตัวตนไป

“ฟังนะ” ไมโลหันไปหาคนในกลุ่ม “ผมอาจจะยังช่วยทุกคนไม่ได้ในตอนนี้ แต่ผมจะหาทางทำมัน ผมจะสร้างอุปกรณ์ที่ทำให้พวกคุณรักษาความทรงจำไว้ได้ ไม่ว่าสภาจะมองว่าพวกคุณเป็นอะไรก็ตาม”

ทันใดนั้น แสงไฟจากคบเพลิงก็สาดเข้ามาในปากถ้ำ เสียงตะโกนสั่งการดังสนั่นพร้อมกับเสียงโลหะกระทบกัน

“ตรวจพบสัญญาณหมึกเข้มข้นในถ้ำนี้! กวาดล้างให้หมด!”

ไมโลรีบเก็บอุปกรณ์ของเขาลงในห่อผ้า เขามองไปที่กลุ่มผู้ติดเชื้อที่ตอนนี้มีแววตาแห่งความหวังเล็กๆ ปรากฏขึ้น ก่อนจะหันไปมองทางปากถ้ำที่ความตายกำลังคืบคลานเข้ามา

เขากำเศษหินในมือแน่น อักขระบนหลังมือของเขาเริ่มสั่นสะเทือนตอบรับกับความมุ่งมั่นนั้น ราวกับกำลังเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เขาจะจินตนาการได้ในตอนนี้

--- ไมโลพยายามใช้ความรู้ด้านอักขระที่แอบศึกษามาเพื่อสร้างอุปกรณ์ชะลอการละลายของหมึกให้กับกลุ่มผู้ติดเชื้อที่ถูกไล่ล่า และตัดสินใจที่จะยืนหยัดเพื่อปกป้องความทรงจำของพวกเขา