ตอนที่ 7 — ความเงียบงันใต้รากพฤกษา
ความมืดมิดไม่ใช่เพียงการขาดหายไปของแสง แต่มันคือมวลอากาศที่หนักอึ้งและเย็นเยียบจนแทบจะกลายเป็นของเหลว ธาราพยายามลืมตาในความมืดที่ดูเหมือนจะไม่มีจุดสิ้นสุด เสียงสุดท้ายที่เธอจำได้คือเสียงครืนครั่นราวกับโลกกำลังฉีกขาด และความรู้สึกวูบโหวกที่กระชากร่างของเธอกับครามดิ่งลงสู่ขุมนรกที่มองไม่เห็น เมื่อสติเริ่มกลับคืนมา สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือกลิ่นอายของดินชื้นแฉะและกลิ่นสาบจางๆ ของรากไม้ที่เน่าเปื่อย
“คราม...” เธอพึมพำ เสียงของเธอแหบพร่าและเบาบางราวกับเสียงใบไม้แห้งที่ถูกเหยียบย่ำ
ไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงเสียงหยดน้ำที่ตกลงกระทบหินดัง แปะ... แปะ... เป็นจังหวะที่ชวนให้ประสาทเสีย ธาราขยับกายอย่างระมัดระวัง ความเจ็บปวดแล่นริ้วจากหัวไหล่ลงมาถึงลำตัว ร่างกายของเธอเต็มไปด้วยรอยขีดข่วนจากกิ่งไม้และเศษดินที่แทรกซึมเข้าไปในเสื้อผ้าทอหยาบ เธอใช้มือคลำหาแสงสว่าง แต่ไม่มีสิ่งใดนอกจากความมืดที่โอบล้อม
“คราม! ตอบฉัน!” เธอตะโกนดังขึ้น คราวนี้ความเจ็บปวดจากลำคอทำให้เธอต้องนิ่วหน้า
“ฉัน... อยู่ตรงนี้...” เสียงที่ตอบกลับมาดูห่างไกลและอ่อนแรง ครามอยู่ห่างออกไปไม่กี่ช่วงแขน เขาหมอบอยู่ข้างโคนรากไม้ขนาดมหึมาที่ดูเหมือนจะทำหน้าที่เป็นทั้งที่พักและกรงขัง แสงสว่างเพียงน้อยนิดเริ่มปรากฏขึ้นเมื่อดวงตาของเธอเริ่มปรับสภาพ มันไม่ใช่แสงอาทิตย์หรือแสงจากคบไฟ แต่มันคือแสงเรืองรองสีฟ้าหม่นที่แผ่ออกมาจากเส้นใยรากไม้ที่พันเกี่ยวกันไปมาเหมือนเส้นเลือดของโลก
ธาราพยุงตัวขึ้นนั่ง มองไปรอบๆ ด้วยความตระหนก สิ่งที่เธอเห็นไม่ใช่ถ้ำธรรมดา แต่มันคือ ‘ห้องโถงแห่งราก’ พื้นที่ใต้ดินที่กว้างขวางจนมองไม่เห็นเพดาน รากไม้ขนาดมหึมาที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของต้นไม้ใหญ่บนพื้นดิน บัดนี้มันขดตัวและแผ่ขยายอยู่ในความมืดราวกับอสุรกายที่กำลังหลับใหล เส้นใยเรืองแสงสีฟ้าอ่อนๆ วิ่งพล่านไปตามรากเหล่านั้น แต่มันไม่ใช่แสงที่ให้ความรู้สึกสงบเหมือนในป่าปกติ มันเป็นแสงที่กะพริบถี่ๆ อย่างไม่เป็นจังหวะ ราวกับหัวใจที่กำลังเต้นผิดจังหวะด้วยความหวาดกลัว
“เราตกลงมาลึกแค่ไหนกัน” ครามถามพลางพยายามยันตัวขึ้น ใบหน้าของเขาเปื้อนไปด้วยโคลนและรอยเลือดที่แห้งกรัง
“ฉันไม่รู้” ธาราตอบ สายตาของเธอจดจ้องไปยังเส้นใยเรืองแสง “แต่มันมีบางอย่างผิดปกติ คราม... ฟังเสียงนั่นสิ”
ครามชะงัก เขาพยายามเงี่ยหูฟัง ในความเงียบสงัดของใต้ดินนั้น หากตั้งใจฟังจริงๆ จะได้ยินเสียงสั่นสะเทือนต่ำๆ ที่ไม่ได้มาจากอากาศ แต่มันมาจากพื้นดินที่พวกเขานั่งอยู่ มันคือเสียง หึ่ง... หึ่ง... ที่สม่ำเสมอและทรงพลังจนรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนในกระดูก
“มันเหมือนเสียงเครื่องจักร...” ครามกระซิบ ใบหน้าของเขาซีดเผือด “พวกนักสำรวจ... พวกเขาตามเราลงมาด้วยหรือ?”
“ไม่ใช่เครื่องจักรของพวกนั้น” ธาราส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว “นี่คือเสียงของป่า... แต่มันไม่ใช่เสียงเพลงที่ฉันเคยได้ยิน มันคือเสียงกรีดร้องที่ถูกกักขังไว้”
ธาราหลับตาลง เธอพยายามใช้ความสามารถ ‘ฟังเสียงใบไม้’ แม้ในที่ที่ไม่มีใบไม้แม้แต่ใบเดียว แต่รากไม้เหล่านี้คือส่วนขยายของจิตวิญญาณพฤกษา เมื่อเธอเชื่อมต่อสัมผัสเข้ากับความสั่นสะเทือนใต้ฝ่ามือ ภาพนิมิตที่บิดเบี้ยวก็หลั่งไหลเข้ามาในหัว เธอเห็นรากไม้ที่เคยแข็งแกร่งกำลังถูกกัดกินด้วยบางสิ่งที่ดำมืดและหนืดเหนียว มันไม่ใช่การกัดกินทางกายภาพ แต่เป็นการสูบเอา ‘สาระสำคัญ’ หรือจิตวิญญาณออกไป ทิ้งไว้เพียงเปลือกที่ว่างเปล่าและไร้ชีวิต
ทันใดนั้น เสียงสั่นสะเทือนที่เคยเป็นจังหวะสม่ำเสมอก็เปลี่ยนไป มันกลายเป็นเสียงครูดคราดหนักๆ เหมือนมีบางอย่างขนาดมหึมาพยายามตะเกียกตะกายผ่านชั้นดินหนา
“ถอยออกมา!” ธาราตะโกนลั่น พร้อมกับกระชากแขนครามให้ล้มลงข้างหลัง
พื้นดินใต้เท้าของพวกเขาแยกออก รากไม้ที่เคยนิ่งสงบเริ่มบิดเกลียวเหมือนงูที่ถูกรบกวน แสงสีฟ้าที่เคยเรืองรองเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานราวกับเลือดที่กำลังเดือดพล่าน สิ่งที่ทะยานขึ้นมาจากความมืดเบื้องล่างไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่มีเนื้อหนัง แต่มันคือมวลของรากไม้และดินที่รวมตัวกันเป็นรูปร่างกึ่งมนุษย์กึ่งพฤกษา ขนาดของมันสูงตระหง่านจนหัวเกือบจรดเพดานถ้ำ ดวงตาของมันคือโพรงว่างเปล่าที่ปล่อยแสงสีแดงหม่นออกมา
“นั่นมัน... ผู้พิทักษ์งั้นหรือ?” ครามถามด้วยเสียงสั่นเครือ มือของเขาคว้ามีดสั้นที่ยังติดตัวอยู่มาถือไว้แน่น
“ไม่ใช่...” ธารารู้สึกถึงความเย็นเยียบที่แล่นผ่านสันหลัง “นั่นคือสิ่งที่เหลืออยู่ของจิตวิญญาณที่ถูกบิดเบือน... ป่ากำลังคลุ้มคลั่ง และเรากำลังอยู่ท่ามกลางศูนย์กลางของความบ้าคลั่งนั้น”
อสุรกายรากไม้คำราม—เสียงของมันไม่ใช่เสียงจากลำคอ แต่เป็นเสียงไม้ที่หักโค่นและดินที่ถล่มทลาย มันพุ่งเข้าหาพวกเขาด้วยความเร็วที่ขัดกับขนาดตัว ธาราและครามกระโดดหลบไปทางซ้าย ทันทีที่อสุรกายนั้นฟาดแขนที่เป็นรากไม้ลงมา พื้นดินตรงที่พวกเขาเคยอยู่ก็แตกกระจายกลายเป็นหลุมลึก
“เราต้องหนี!” ครามตะโกน เขาพยายามหาทางออกจากพื้นที่นี้ แต่ทุกทิศทางที่เขามองไป มีเพียงทางเดินที่แคบลงเรื่อยๆ จากการเคลื่อนที่ของรากไม้ที่ขยับขยายเหมือนกำแพงที่มีชีวิต
ในขณะที่พวกเขากำลังจะถอยหนี ธาราก็สังเกตเห็นบางอย่างที่ผิดปกติท่ามกลางความโกลาหล แสงสีแดงจากอสุรกายไม่ได้แผ่ออกมาอย่างไร้ทิศทาง แต่มันถูกดึงดูดเข้าหาจุดหนึ่ง... จุดที่มีโลหะสีดำสนิทตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางรากไม้
มันคือเครื่องจักรขุดเจาะขนาดเล็กที่ดูเหมือนจะตกหล่นลงมาพร้อมกับพวกเขา แต่มันไม่ได้อยู่ในสภาพที่พังทลาย ในทางกลับกัน มันกำลัง ‘ทำงาน’ อยู่ แขนกลของมันกำลังปักลึกลงไปในรากไม้หลักของป่า และทุกครั้งที่มันขยับ มันจะดูดซับแสงสีแดงที่บิดเบี้ยวจากอสุรกายเข้าไปในถังเก็บพลังงานของมัน
“พวกมันไม่ได้แค่ตามเรามา...” ธาราสังเกตเห็นความจริงที่น่าขนลุก “พวกมันกำลังใช้ความโกรธแค้นของป่าเป็นเชื้อเพลิง! เครื่องจักรนั่นกำลังล่า ‘ความบ้าคลั่ง’ เพื่อเปลี่ยนมันเป็นพลังงาน!”
ความเข้าใจนี้ทำให้หัวใจของเธอเต้นรัวด้วยความหวาดกลัว หากกลุ่มนักสำรวจสามารถควบคุมความบิดเบี้ยวนี้ได้ พวกเขาจะไม่ใช่แค่ผู้รุกราน แต่จะเป็นผู้ที่ครอบครองพลังที่สามารถทำลายล้างสมดุลของโลกได้ทั้งหมด
“ธารา! ระวัง!”
เสียงของครามทำให้เธอสะดุ้ง อสุรกายรากไม้อีกตนหนึ่งกำลังพุ่งตรงมาทางเธอ มันไม่ได้มาเพียงตัวเดียว แต่เสียงสั่นสะเทือนใต้ดินบอกเธอว่า มี ‘บางอย่าง’ ที่ใหญ่กว่านั้นกำลังเคลื่อนที่อยู่ลึกลงไปข้างใต้ และมันกำลังมุ่งหน้ามาที่นี่
ธาราคว้ากิ่งไม้แหลมที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมา มือของเธอสั่นเทา แต่ดวงตาของเธอกลับวาวโรจน์ด้วยความมุ่งมั่นที่ปนไปด้วยความสิ้นหวัง เธอรู้ดีว่าการหนีอาจไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป หากเธอไม่หยุดยั้งเครื่องจักรที่กำลังสูบกินความบ้าคลั่งนี้ ป่าดงพญาเย็นจะไม่ได้แค่ตาย แต่มันจะกลายเป็นสัตว์ร้ายที่ไม่มีวันดับสูญและจะกลืนกินทุกสรรพสิ่งในที่สุด
เสียงครืนครั่นจากใต้ดินดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันแรงจนพื้นดินเริ่มปริแตกเป็นแนวยาว ราวกับมีมังกรยักษ์ที่ทำจากดินและรากไม้กำลังจะโผล่พ้นขึ้นมา และในวินาทีนั้นเอง แสงสีแดงจากเครื่องจักรและแสงสีฟ้าจากรากไม้ก็ปะทะกันจนเกิดเป็นคลื่นกระแทกที่ทำให้ทุกอย่างมืดดับลงอีกครั้ง
--- ธาราและครามตื่นขึ้นในห้องโถงรากไม้ใต้ดินที่เต็มไปด้วยความบิดเบี้ยว และพบว่าเครื่องจักรของนักสำรวจกำลังใช้พลังงานจากความคลุ้มคลั่งของป่าเป็นเชื้อเพลิง ในขณะที่อสุรกายรากไม้เริ่มโจมตีและบางสิ่งที่ใหญ่กว่ากำลังตื่นขึ้นจากใต้ดิน