ตอนที่ 48 — เสียงเพรียกจากรอยแยกแห่งอัตลักษณ์
อากาศในมิติที่บิดเบี้ยวนั้นไม่ได้ประกอบด้วยออกซิเจนหรือไนโตรเจนอย่างที่มันควรจะเป็น แต่มันคือมวลสารของความทรงจำที่ถูกฉีกขาดและเศษเสี้ยวของความเป็นไปไม่ได้ ธารารู้สึกเหมือนกำลังจมดิ่งลงในมหาสมุทรของเศษแก้วที่มองไม่เห็น ทุกครั้งที่เธอขยับกาย ความรู้สึกถึงการมีอยู่ของตนเองจะกระเด็นหลุดออกไปราวกับเกล็ดผิวหนังที่ถูกลอกออกด้วยแรงดึงดูดที่มองไม่เห็น ร่างกายของเธอไม่ได้เป็นเพียงเนื้อหนังอีกต่อไป แต่มันคือขอบเขตที่พร่าเลือนระหว่างความจริงที่กำลังแตกสลายกับความว่างเปล่าที่หิวโหย
“ธารา! อย่าปล่อยมือ!” เสียงของครามดังแว่วมาจากที่ไหนสักแห่ง—มันไม่ใช่เสียงที่เดินทางผ่านอากาศ แต่มันคือแรงสั่นสะเทือนที่กระแทกเข้าสู่โสตประสาทโดยตรง ธาราพยายามหันกลับไปมอง แต่สิ่งที่เธอเห็นมีเพียงเส้นสายของแสงสีครามที่บิดเบี้ยวเป็นเกลียวคล้ายพายุทอร์นาโด และเงาร่างของครามที่ดูเหมือนจะยืดออกและหดสั้นลงตามจังหวะการเต้นของหัวใจที่ผิดจังหวะของเธอ
เบื้องหน้าของพวกเขา ‘แก่นแท้แห่งความไม่สมบูรณ์’ (Essence of Imperfection) ไม่ได้ปรากฏในรูปแบบของวัตถุที่จับต้องได้ แต่มันคือจุดศูนย์กลางของความโกลาหลที่หมุนวนอย่างบ้าคลั่ง มันคือรอยแยกที่งดงามและน่าสยดสยองที่สุดเท่าที่มนุษย์จะจินตนาการได้ มันคือที่ซึ่งกฎเกณฑ์ของจักรวาลพ่ายแพ้ต่อความโกลาหลที่บริสุทธิ์ ทว่าก่อนที่เธอจะก้าวไปถึง รอยแยกนั้นกลับถูกแทรกแซงด้วยสิ่งที่ดูขัดแย้งอย่างรุนแรง
กลุ่ม Inquisitors ไม่ได้มาเพื่อทำลาย แต่พวกเขามาเพื่อ ‘นิยาม’ เครื่องจักรกลมิติขนาดมหึมาที่ลอยคว้างอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่าส่งเสียงครางกระหึ่มของฟันเฟืองเวทมนตร์ที่พยายามจะบดเคี้ยวความโกลาหลให้กลายเป็นระเบียบ ลำแสงสีขาวบริสุทธิ์จากปืนยิงอนุภาคจัดระเบียบสาดส่องไปทั่วบริเวณ ราวกับพยายามจะเย็บรอยแยกของมิติให้กลับมาเป็นระเบียบที่ตายซาก แสงนั้นช่างเย็นชาและไร้ความรู้สึก มันพยายามจะลบเลือนความงดงามของความไม่สมบูรณ์ทิ้งไป
“หยุดนะ!” ธาราคำรามออกมา แต่น้ำเสียงของเธอกลับกลายเป็นเสียงสะท้อนของสิ่งมีชีวิตนับพันที่ตายไปแล้วในป่าดงพญาเย็น ร่างกายของเธอสั่นสะท้านเมื่อ The Echoes เริ่มเคลื่อนไหว พวกมันไม่ใช่แค่เงาอีกต่อไป แต่เป็นกลุ่มก้อนของความทรงจำที่หิวโหย พวกมันพุ่งเข้าใส่แสงสีขาวของ Inquisitors ราวกับฝูงหมาป่าที่โหยหาเนื้อสด สิ่งที่พวกมันต้องการไม่ใช่การทำลายล้าง แต่คือการ ‘ขโมย’—ขโมยความหมาย ขโมยรูปร่าง และขโมยเศษเสี้ยวของอัตลักษณ์ที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดในตัวของธารา
หนึ่งใน The Echoes พุ่งเข้าใส่ธารา ร่างของมันพร่าเลือนเหมือนหมอกควันที่มีดวงตาเป็นประกายแสงเย็นเยือก มันไม่ได้โจมตีทางกายภาพ แต่มันพยายามจะแทรกซึมเข้าไปในช่องว่างที่ตัวตนของเธอเริ่มแตกสลาย ธารารู้สึกถึงความเย็นเยียบที่กัดกินเข้าไปในความทรงจำเกี่ยวกับป่าดงพญาเย็น ความทรงจำเกี่ยวกับกลิ่นดินหลังฝนตก ความทรงจำเกี่ยวกับเสียงใบไม้ที่กระซิบเตือนภัย—มันกำลังถูกดึงออกไป!
“ไม่!” ธาราเค้นเสียง ตวัดพลังแห่งความไม่สมบูรณ์ออกมาจากแก่นกลางของจิตวิญญาณ แทนที่จะสร้างเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งแบบระเบียบ เธอเลือกที่จะสร้าง ‘ความขัดแย้ง’ เธอปล่อยให้พลังนั้นระเบิดออกเป็นคลื่นความโกลาหลที่ไร้รูปแบบ—ไม่ใช่ระเบียบที่ป้องกันได้ และไม่ใช่ความว่างเปล่าที่ทำลายล้าง แต่เป็นสิ่งที่ ‘ไม่แน่นอน’
คลื่นพลังนั้นปะทะกับ The Echoes จนพวกมันสลายตัวไปชั่วขณะเพราะไม่สามารถยึดเหนี่ยวความจริงที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาได้ และในขณะเดียวกัน มันก็รบกวนสนามพลังของ Inquisitors ทำให้เครื่องจักรจัดระเบียบเกิดการช็อตของเวทมนตร์จนเกิดระเบิดแสงสีทองที่สว่างจ้าจนตาพร่า
แต่ราคาที่ต้องจ่ายนั้นสูงลิ่ว ทุกครั้งที่เธอใช้พลังนี้ ร่างกายของเธอจะยิ่งโปร่งแสงมากขึ้นเรื่อยๆ เธอเห็นมือของตัวเองเริ่มกลายเป็นละอองดาวที่ไหลเวียนไปตามกระแสลมมิติ ความรู้สึกของการมีตัวตน—ชื่อของเธอ ความเจ็บปวดของเธอ ความรักที่เธอมีต่อคราม—มันกำลังกลายเป็นเพียงข้อมูลที่ลอยคว้าง
ทันใดนั้น ท่ามกลางการปะทะกันอย่างบ้าคลั่งระหว่างเทคโนโลยีจัดระเบียบและความหิวโหยของวิญญาณที่แตกสลาย ความกดอากาศในมิตินั้นก็เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน มันไม่ใช่ความกดดันจากสงคราม แต่มันคือความเงียบที่หนักอึ้ง
เบื้องหลังรอยแยกของแก่นแท้แห่งความไม่สมบูรณ์ ปรากฏเงาร่างหนึ่งที่ยิ่งใหญ่จนไม่อาจบรรยายได้ มันไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่มีรูปร่างชัดเจน แต่มันคือ ‘ตัวตน’ ที่ดูเหมือนจะเป็นผู้สังเกตการณ์ที่อยู่เหนือทุกกฎเกณฑ์ ร่างนั้นไม่ได้เคลื่อนไหว แต่มิติรอบตัวมันกลับบิดเบี้ยวตามการดำรงอยู่ของมัน ราวกับว่าจักรวาลทั้งมวลกำลังก้มหัวให้แก่ความยิ่งใหญ่ที่ไร้รูปทรงนี้
สายตา—หากจะเรียกมันว่าสายตา—ของตัวตนนั้นจับจ้องมาที่ธารา มันไม่ใช่สายตาที่มุ่งร้าย หรือสายตาที่เมตตา แต่มันคือสายตาที่กำลัง ‘พิจารณา’ สิ่งมีชีวิตที่กล้าท้าทายความจริงและพยายามจะนิยามความไม่สมบูรณ์
“ธารา! ดูนั่น!” ครามตะโกนขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้เขาปรากฏตัวขึ้นจากเงาที่บิดเบี้ยว มือของเขายื่นมาหาเธอ แต่ระยะทางระหว่างพวกเขากลับดูเหมือนจะไกลออกไปเป็นล้านปีแสง แม้จะอยู่ห่างกันเพียงไม่กี่ช่วงตัวก็ตาม
ธาราพยายามจะคว้ามือของครามไว้ แต่เธอกลับพบว่ามือของเธอในตอนนี้ไม่ได้สัมผัสได้ถึงเนื้อหนังของเขา แต่มันสัมผัสได้เพียงความว่างเปล่าที่สั่นสะเทือน ตัวตนของเธอเริ่มลอยละล่องออกจากศูนย์กลางของตัวเอง ประตูสู่แก่นแท้แห่งความไม่สมบูรณ์ที่อยู่เบื้องหน้ากำลังเปิดกว้างขึ้น และมันไม่ได้เรียกร้องเพียงแค่พลัง แต่มันกำลังเรียกร้อง ‘สิ่งที่เหลืออยู่ทั้งหมด’ ของเธอเพื่อเป็นเครื่องสังเวยในการหลอมรวมครั้งสุดท้าย
เงาของตัวตนปริศนาขยายใหญ่ขึ้นจนกลบแสงทั้งหมดของสมรภูมิ ทิ้งให้ธาราและครามตกอยู่ในความมืดมิดที่งดงามและน่าหวาดหวั่นที่สุดเท่าที่เคยมีมา ก่อนที่สติของเธอจะดับวูบลงไปในหลุมดำแห่งอัตลักษณ์ที่กำลังสูบกลืนทุกสิ่ง
--- ธาราใช้พลังแห่งความไม่สมบูรณ์เข้าขัดขวางการปะทะระหว่าง Inquisitors และ The Echoes แต่ร่างกายของเธอเริ่มสลายไปจนแทบไม่เหลือตัวตน ขณะที่ตัวตนลึกลับที่ยิ่งใหญ่กว่าปรากฏขึ้นเบื้องหน้าแก่นแท้