ตอนที่ 3 — เถ้าถ่านและเสียงเพรียกที่ขาดหาย
กลิ่นไหม้ของยางไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกแผดเผาด้วยพลังงานมหาศาลยังคงอบอวลอยู่ในอากาศ ผสมปนเปกับกลิ่นดินที่ถูกพลิกคว่ำและควันไฟที่พวยพุ่งขึ้นสู่ยอดไม้สูงระฟ้า ธาราทรุดเข่าลงบนพื้นดินที่ยังอุ่นจัด ความเงียบที่ตามมาหลังการระเบิดนั้นไม่ใช่ความสงบ แต่มันคือความว่างเปล่าที่น่าหวาดหวั่น มันคือเสียงเงียบของป่าที่กำลังช็อกจากการสูญเสียชิ้นส่วนของจิตวิญญาณไปในพริบตา เธอพยายามอ้าปากเพื่อสูดอากาศ แต่สิ่งที่เข้าไปกลับมีเพียงเถ้าถ่านละเอียดที่บาดลึกในลำคอ
“คราม...” เธอเค้นเสียงเรียกผ่านความมืดมัวที่ยังหลงเหลืออยู่ในสายตา
เสียงไออย่างหนักหน่วงตอบกลับมาไม่ไกลนัก ธาราพยุงร่างที่สั่นเทาของตนเองผ่านซากปรักหักพังของรากไม้ที่แตกกระจาย แสงเรืองรองสีฟ้าครามที่เคยไหลเวียนอยู่ในเส้นใยของพฤกษาบัดนี้ดับวูบลง เหลือเพียงความมืดสลัวที่ถูกขับเน้นด้วยแสงไฟจากค่ายพักของพวกนักสำรวจที่อยู่ไกลออกไป ซึ่งดูเหมือนจะกำลังวุ่นวายกับการจัดการความเสียหายที่พวกเขาเป็นผู้ก่อ เธอพบครามหมอบอยู่ใต้เงาของต้นไม้ใหญ่ที่ลำต้นร้าวลึก ใบหน้าของเขาเปื้อนเขม่าและคราบเลือด แต่นัยน์ตายังคงฉายแววตื่นตระหนก
“มัน... มันไม่ใช่แค่การระเบิด ธารา” ครามกระซิบ เสียงของเขาสั่นพร่าขณะพยายามยันตัวขึ้น “ป่ากำลังกรีดร้อง แต่ไม่มีใครได้ยิน... แม้แต่ข้า”
ธาราหลับตาลง พยายามจะ ‘ฟัง’ อย่างที่เธอเคยทำมาตลอดชีวิต แต่สิ่งที่เธอได้รับกลับเป็นเพียงความเงียบงันที่เย็นยะเยือก ราวกับว่าสายใยที่เชื่อมต่อเธอกับพฤกษาได้ถูกตัดขาดลงด้วยคมมีดที่มองไม่เห็น ความเจ็บปวดที่เธอเคยสัมผัสได้ผ่านการสั่นสะเทือนของรากไม้ บัดนี้กลายเป็นเพียงหลุมดำที่ดูดกลืนความรู้สึกของเธอไปจนสิ้น
“พวกมันทำลายสมดุลไปแล้ว” ธารากล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความขมขื่น เธอหันไปมองทางทิศที่เครื่องจักรขุดเจาะตั้งอยู่ แสงไฟจากตะเกียงเวทมนตร์ของพวกมนุษย์จากต่างทวีปยังคงสว่างไสว ดูราวกับปรสิตที่กำลังกัดกินร่างของยักษ์ใหญ่ที่กำลังหลับใหล “การระเบิดนั่นไม่ใช่แค่การปะทะ แต่มันคือการทำลายแกนกลางสื่อสารของป่าชั่วคราว”
ขณะที่ทั้งสองกำลังประคองกันท่ามกลางความสับสน เสียงฝีเท้าหนักๆ ของกลุ่มคนก็ดังใกล้เข้ามา ธาราคว้ามีดสั้นที่ทำจากกระดูกสัตว์ป่าขึ้นมาถือไว้แน่น ครามขยับตัวมาบังหน้าเธอตามสัญชาตญาณพราน แต่แทนที่จะเป็นทหารของกลุ่มนักสำรวจ สิ่งที่ปรากฏกายออกมาจากม่านหมอกควันกลับเป็นกลุ่มพรานป่าในชุดหนังหยาบๆ ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความโกรธแค้นและหวาดกลัว
“เจ้าทำอะไรลงไป! ธารา!” เสียงตวาดดังมาจากชายร่างสูงใหญ่ที่มีรอยแผลเป็นพาดผ่านดวงตาข้างหนึ่ง เขาคือ ‘พรานสิงขร’ ผู้นำกลุ่มพรานป่าที่เคยแตกแยกและไม่เคยยอมรับการนำของชนเผ่าดั้งเดิม “เจ้าล่อพวกมันเข้ามาที่นี่! เจ้าทำให้ป่าพิโรธจนเกิดเรื่องบ้าๆ นี่ขึ้น!”
“ข้าไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็นแบบนี้ สิงขร!” ธาราโต้กลับ ความเหนื่อยล้าทำให้เสียงของเธอดูอ่อนแรงลง “พวกมันต่างหากที่ขุดเจาะเข้าไปในจุดที่ห้ามแตะต้อง ถ้าข้าไม่ทำอะไรเลย ป่าจะถูกสูบจนแห้งเหือดไปมากกว่านี้!”
“แล้วดูผลลัพธ์สิ!” สิงขรชี้ไปที่ท้องฟ้าที่มืดมิดและไร้แสงเรืองรองของแมลงปีกแข็ง “ป่าเงียบไปแล้ว... เงียบจนข้าได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้น มันเป็นลางร้าย! พวกเราต้องหนีออกไปจากเขตนี้ก่อนที่ป่าจะคลั่งจนทำลายพวกเราทุกคน!”
ความขัดแย้งเริ่มก่อตัวขึ้นท่ามกลางซากปรักหักพัง พรานคนอื่นๆ เริ่มจับกลุ่มแบ่งฝ่าย บ้างก็เห็นด้วยกับสิงขรว่าควรจะถอยทัพและทิ้งป่าผืนนี้ให้เป็นไปตามยถากรรม บ้างก็มองมาที่ธาราด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามและความไม่ไว้วางใจ ความแตกแยกที่เคยมีอยู่เดิมบัดนี้กลับขยายวงกว้างขึ้นเพราะความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากการพยายามปกป้อง
“ถ้าเราหนีตอนนี้ เราจะไม่มีวันได้ป่านี้คืนมาอีกเลย” ธาราก้าวออกมาข้างหน้า แม้ขาจะยังสั่น “พวกนักสำรวจจะกลับมาพร้อมเครื่องจักรที่ใหญ่กว่าเดิม พร้อมอาวุธที่ร้ายกาจกว่าเดิม พวกมันไม่ได้มาเพื่อศึกษา แต่มันมาเพื่อช่วงชิงแกนกลางของโลกนี้ไป!”
“เจ้าจะให้เราทำอย่างไร? สู้กับเหล็กกล้าด้วยกิ่งไม้รึ?” พรานหนุ่มอีกคนหัวเราะอย่างขมขื่น “ดูสภาพป่าตอนนี้สิ มันแทบจะไม่มีพลังเหลือพอจะปกป้องแม้แต่ใบไม้ของมันเองด้วยซ้ำ”
ครามขยับเข้ามาใกล้ธารา เขาไม่ได้พูดอะไร แต่แรงบีบที่มือของเขาบอกว่าเขาอยู่ข้างเธอ ทันใดนั้นเอง พื้นดินใต้เท้าของพวกเขาเริ่มสั่นสะเทือนอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่แรงระเบิด มันคือการสั่นไหวที่สม่ำเสมอและหนักแน่น ราวกับจังหวะการเต้นของหัวใจที่กำลังโกรธจัด
เสียงคำรามต่ำๆ ดังมาจากใต้ดิน ไม่ใช่เสียงสัตว์ร้าย แต่เป็นเสียงของรากไม้ขนาดมหึมาที่กำลังเคลื่อนที่อย่างรุนแรง ต้นไม้รอบข้างเริ่มบิดเบี้ยว รากของมันพุ่งทะลุขึ้นมาจากดินเหมือนงูยักษ์ที่กำลังพิโรธ พรานป่าที่กำลังโต้เถียงกันต่างพากันแตกตื่นและล้มระเนระนาด
“มันเริ่มแล้ว...” ธารากระซิบ ดวงตาของเธอเบิกกว้าง “ป่าไม่ได้เงียบเพราะมันตาย... แต่มันเงียบเพื่อรวบรวมพลังในการตอบโต้!”
แสงสีแดงเพลิงเริ่มปรากฏขึ้นตามรอยแตกของเปลือกไม้ ไม่ใช่แสงสีฟ้าที่สงบเงียบเหมือนก่อนหน้านี้ แต่เป็นแสงที่เต็มไปด้วยโทสะ พลังงานที่ป่าพยายามกักเก็บไว้จากการถูกรุกรานกำลังจะระเบิดออกมาในรูปแบบที่ไม่มีใครควบคุมได้ พรานสิงขรพยายามสั่งให้ทุกคนถอย แต่ดูเหมือนแรงดึงดูดของพลังงานนี้จะแข็งแกร่งเกินกว่าจะต้านทาน
ในจังหวะที่ความโกลาหลถึงขีดสุด ธาราเห็นบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า... ท่ามกลางแสงสีแดงนั้น เธอเห็นเงาร่างของกลุ่มนักสำรวจที่กำลังวิ่งหนีตายจากรากไม้ที่พุ่งขึ้นมา แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็เห็นเครื่องจักรขุดเจาะขนาดใหญ่ที่บัดนี้ถูกพันธนาการด้วยเถาวัลย์หนามที่แข็งแกร่งราวกับเหล็กกล้า มันกำลังถูกลากลงสู่ใต้ดินอย่างช้าๆ พร้อมกับเสียงกรีดร้องของเหล็กที่เสียดสีกัน
แต่สิ่งที่ทำให้ธาราใจหายวาบ คือการที่เธอเห็น ‘ผลึกยางไม้’ ที่ถูกขุดออกมาได้บางส่วน บัดนี้มันไม่ได้ส่องแสงอย่างสงบ แต่มันกำลังดูดซับพลังงานสีแดงจากป่าเข้าไปอย่างบ้าคลั่ง ทำให้มันขยายขนาดและเรืองแสงจนดูเหมือนดวงอาทิตย์ดวงเล็กๆ ที่กำลังจะระเบิด
“คราม! ถอยออกมา!” ธาราตะโกนสุดเสียง แต่ก่อนที่เธอจะขยับตัวได้ทัน แรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ก็กระชากร่างของเธอให้ล้มลง พื้นดินแยกออกเป็นเหวลึกเบื้องหน้าเธอ และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เธอก็เห็นดวงตาคู่หนึ่งที่ไม่ได้เป็นของมนุษย์และไม่ใช่ของพฤกษา จ้องมองลงมาจากความมืดมิดของพุ่มไม้หนา—ดวงตาที่เต็มไปด้วยความหิวโหยและรอคอยมานานแสนนาน
--- หลังจากการระเบิดครั้งใหญ่ ธาราต้องเผชิญกับความแตกแยกของกลุ่มพรานป่าที่สูญเสียความเชื่อมั่นในพลังของธรรมชาติ ขณะที่ป่าดงพญาเย็นเริ่มตอบโต้ผู้รุกรานด้วยโทสะที่รุนแรงเกินควบคุม