ตอนที่ 2 — เสียงกึกก้องแห่งความสูญเสีย
ควันสีเทาหม่นลอยเอื่อยออกจากรอยแตกของผืนดินที่เพิ่งถูกฉีกกระชากด้วยแรงระเบิด กลิ่นไหม้ของดินปืนและยางไม้ที่ถูกเผาไหม้ฉุนกึกจนแสบจมูก ธาราพยายามยันกายขึ้นจากพื้นดินที่ยังสั่นสะเทือนไม่หาย มือของเธอเปื้อนไปด้วยดินโคลนและเศษใบไม้ที่แหลกละเอียด เสียงอื้ออึงในหูยังคงดังระงมแข่งกับเสียงหัวใจที่เต้นรัวราวกับกลองศึก เธอรีบหันมองไปรอบกายด้วยความตื่นตระหนก สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาไม่ใช่ความสงบเงียบของป่าดงพญาเย็นที่เธอคุ้นเคย แต่เป็นรอยแผลขนาดใหญ่ที่ถูกกรีดลงบนผิวโลก แสงเรืองรองจากรากไม้ใต้ดินที่เคยส่องสว่างอย่างอ่อนโยนบัดนี้กระพริบถี่ราวกับคนกำลังจะขาดใจตาย
“ไม่... ไม่นะ...” เสียงพึมพำหลุดออกจากริมฝีปากที่สั่นเทาของเธอ ธารารีบคลานไปที่ขอบหลุมระเบิด ที่นั่นเธอเห็นต้นไม้โบราณต้นหนึ่งที่เคยเป็นเสาหลักของผืนป่าส่วนนี้ บัดนี้กิ่งก้านของมันหักโค่นและมีเปลวไฟลุกไหม้อยู่ที่โคนต้น ความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านผ่านกระแสประสาทสัมผัสของเธอไม่ได้มาจากบาดแผลบนร่างกาย แต่มาจาก ‘เสียง’ ของป่าที่กรีดร้องผ่านระบบราก มันเป็นเสียงที่โหยหวนและแตกสลายจนเธอต้องยกมือขึ้นปิดหู
ท่ามกลางกลุ่มควัน เสียงฝีเท้าหนักๆ ของรองเท้าบูทหนังและเสียงกระทบกันของโลหะดังใกล้เข้ามา ธารารีบดึงตัวเข้าหาพุ่มไม้หนาที่ยังไม่ถูกทำลาย ลมหายใจของเธอแผ่วเบาจนแทบจะกลมกลืนไปกับอากาศ เธอพยายามควบคุมจังหวะหัวใจไม่ให้ส่งเสียงดังเกินไป ในขณะที่สายตาจับจ้องไปยังเงาร่างของกลุ่มคนในชุดเครื่องแบบหนาหนัก พวกเขาไม่ได้มาเพื่อสำรวจ แต่มาเพื่อช่วงชิง
“ดูนั่น! ผลึกยางไม้ตรงรอยแยกนั่นยังไม่ถูกดึงออกมาทั้งหมด!” เสียงตะโกนแหบพร่าของชายคนหนึ่งดังขึ้น เขาคือหนึ่งในกลุ่มนักสำรวจที่สวมเสื้อคลุมสีน้ำตาลเข้มประดับด้วยตราสัญลักษณ์ของอาณาจักรไกลโพ้น ในมือของเขาถืออุปกรณ์โลหะที่มีรูปร่างคล้ายคีมขนาดใหญ่ที่ส่องประกายด้วยพลังงานเวทมนตร์สีฟ้าซีด “ถ้าเราขุดลึกเข้าไปอีกนิด เครื่องจักรขุดเจาะจะสามารถดึงแกนกลางออกมาได้โดยไม่ต้องเสียเวลามากนัก”
“ระวังด้วยหัวหน้า” ชายอีกคนเตือน เสียงของเขาเต็มไปด้วยความระแวง “ป่านี้ไม่เหมือนที่อื่น ข้าได้ยินเสียงแปลกๆ ตั้งแต่ก้าวเข้ามาในเขตนี้ มันเหมือนมีใครบางคนกำลังจ้องมองเราอยู่ตลอดเวลา”
“ไร้สาระ!” หัวหน้ากลุ่มตวาด “นั่นมันก็แค่เสียงลมพัดผ่านใบไม้ หรือไม่ก็เสียงสัตว์ป่าที่ตื่นตกใจเพราะแรงระเบิดเมื่อครู่ พวกลูกจ้างที่เชื่อเรื่องผีสางในป่ามันก็มีแต่พวกขี้ขลาดเท่านั้นแหละ รีบจัดการงานให้เสร็จก่อนที่พวกพรานป่าท้องถิ่นจะแห่กันมา”
ธาราขบกรามแน่นจนปวดกราม ความโกรธแค้นเริ่มก่อตัวขึ้นแทนที่ความหวาดกลัว เธอเห็นพวกเขาเดินตรงไปยังจุดที่ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ล้มลง พวกเขาใช้เครื่องมือโลหะทิ่มแทงลงไปในเนื้อไม้ที่ยังสดใหม่ ราวกับกำลังทิ่มแทงลงบนผิวหนังของสิ่งมีชีวิต ทุกครั้งที่ปลายโลหะสัมผัสกับยางไม้เรืองแสง ธาราจะรู้สึกเหมือนมีเข็มแหลมคมทิ่มแทงเข้ามาในใจกลางความรู้สึกของเธอ มันคือความเจ็บปวดที่ไร้เสียงแต่รุนแรงมหาศาล
ขณะที่พวกเขากำลังเริ่มขุดเจาะลึกลงไป แรงสั่นสะเทือนจากการทำงานของเครื่องจักรก็ทำให้พื้นดินรอบๆ เริ่มทรุดตัว ธาราเห็นเงาร่างหนึ่งเคลื่อนไหวอยู่ในเงามืดไม่ไกลจากจุดที่เธอนอนอยู่ มันคือชายร่างสูงโปร่งในชุดหนังพรานป่าที่ดูเก่าแก่และเต็มไปด้วยรอยปะ ชายผู้นั้นคือ ‘คราม’ พรานป่าผู้มีชื่อเสียงเรื่องความดื้อรั้นและไม่ยอมรับการรวมกลุ่มกับใคร เขาเป็นหนึ่งในพรานที่เคยปฏิเสธการเรียกตัวของสภาพรานเมื่อหลายปีก่อน
ครามไม่ได้มองมาที่เธอ แต่เขากำลังจ้องมองกลุ่มนักสำรวจด้วยสายตาที่เย็นเยียบ ในมือของเขาถือธนูไม้ดำที่ดูเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยพลังบางอย่าง ธาราพยายามจะส่งสัญญาณให้เขา แต่ความหวาดกลัวว่าพวกนักสำรวจจะเห็นเธอก็รั้งเธอไว้
“แกเห็นเหมือนที่ข้าเห็นไหม?” ครามกระซิบเบาๆ ราวกับพูดกับสายลม แต่ธารารู้ว่าเขากำลังพูดกับเธอ
“พวกเขาจะทำลายหัวใจของป่า” ธาราตอบกลับด้วยเสียงที่เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ขณะที่เธอค่อยๆ ขยับเข้าหาเขา “เราต้องหยุดพวกเขา คราม... ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป”
ครามแค่นหัวเราะในลำคอ “หยุดงั้นหรือ? เจ้าเด็กน้อย เจ้าคิดว่าอาวุธเหล็กกล้าและระเบิดพวกนั้นจะแพ้ทางธนูไม้ของข้าหรือ? พวกมันมากันเป็นกองทัพ และพวกพรานคนอื่นๆ ก็ยังคงมัวแต่เถียงกันเรื่องเขตแดนล่าสัตว์ ไม่สนใจเลยว่าป่ากำลังจะตาย”
“เพราะอย่างนั้นเราถึงต้องรวมกัน!” ธารากระซิบอย่างหนักแน่น ดวงตาของเธอวาวโรจน์ด้วยความมุ่งมั่น “ถ้าเราปล่อยให้พวกเขาขุดผลึกแกนกลางออกมาได้ พลังงานที่ไหลเวียนอยู่ในป่าจะหยุดชะงัก และเมื่อนั้นป่าดงพญาเย็นจะกลายเป็นเพียงป่าที่ตายแล้ว และพวกเรา... ก็จะไม่มีที่ให้ยืนอีกต่อไป”
ในจังหวะที่การโต้เถียงกำลังดำเนินไป เสียงเครื่องจักรขุดเจาะก็แผดร้องดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับแสงสีฟ้าสว่างจ้าที่พุ่งออกมาจากหลุมขุดเจาะ แรงอัดอากาศทำให้ฝุ่นดินฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ กลุ่มนักสำรวจต่างตะโกนด้วยความดีใจเมื่อเห็นแสงสีทองระยิบระยับของผลึกยางไม้ศักดิ์สิทธิ์ปรากฏขึ้นที่ปลายเครื่องมือ
“นั่นไง! เจอแล้ว!” หัวหน้ากลุ่มตะโกน “เตรียมตัวดึงแกนกลางออกมาเดี๋ยวนี้!”
แต่ทันใดนั้นเอง เสียงที่ธาราไม่เคยได้ยินมาก่อนก็ดังขึ้น มันไม่ใช่เสียงของลม ไม่ใช่เสียงของสัตว์ แต่มันคือเสียงคำรามต่ำที่มาจากใต้ดินลึกลงไปใต้รากไม้ เสียงนั้นหนักแน่นและเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว ราวกับป่ากำลังตัดสินใจที่จะตอบโต้ด้วยตัวเอง
พื้นดินใต้เท้าของพวกนักสำรวจเริ่มแยกออกเป็นรอยร้าวขนาดใหญ่ เครื่องจักรขุดเจาะเริ่มเสียการควบคุมและสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนเหล่านักสำรวจต้องกระโดดหนีตายกันอลหม่าน ครามขมวดคิ้วแน่น “นี่ไม่ใช่เรื่องปกติแล้ว... ป่ากำลังจะระเบิด!”
ธารารู้สึกได้ถึงคลื่นพลังงานมหาศาลที่พุ่งขึ้นมาจากใต้ดิน มันเป็นพลังที่ดิบเถื่อนและควบคุมไม่ได้ เธอรู้ดีว่านี่ไม่ใช่การป้องกันตัวของป่า แต่มันคือการทำลายล้างที่เกิดจากความไม่สมดุล หากผลึกแกนกลางถูกรบกวนด้วยความรุนแรงขนาดนี้ พลังงานที่สะสมมานับพันปีอาจจะระเบิดออกและเผาผลาญทุกสิ่งในรัศมีหลายไมล์ให้กลายเป็นเถ้าถ่าน
“เราต้องหยุดเครื่องจักรนั่น!” ธาราตะโกนสั่งคราม เธอไม่ได้รอให้เขาตอบรับ ร่างของเธอพุ่งทะยานออกจากพุ่มไม้มุ่งตรงไปยังกลุ่มควันและแสงสีฟ้า เธอรู้ว่าการเผชิญหน้าครั้งนี้อาจหมายถึงชีวิต แต่ความเจ็บปวดของป่าที่ยังคงก้องอยู่ในโสตประสาทนั้นรุนแรงกว่าความตายหลายเท่านัก
ครามสบถเบาๆ ก่อนจะง้างธนูขึ้น “ยัยเด็กบ้า! ถ้าจะตายก็อย่ามาตายขวางทางข้า!” เขาปล่อยลูกธนูพุ่งแหวกอากาศไปทางกลุ่มนักสำรวจเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ
ท่ามกลางความโกลาหล ธาราเห็นภาพสุดท้ายก่อนที่แสงสีทองจะระเบิดออกเป็นวงกว้าง—คือภาพของหัวหน้านักสำรวจที่กำลังพยายามคว้าผลึกนั้นไว้ด้วยมือเปล่า ราวกับคนบ้าที่กำลังไขว่คว้าหาทองคำในกองไฟ และในวินาทีนั้นเอง แสงสว่างมหาศาลก็กลืนกินทุกอย่างไปจนสิ้น!
--- ธาราและครามพยายามหยุดยั้งกลุ่มนักสำรวจที่กำลังขุดเจาะผลึกยางไม้ศักดิ์สิทธิ์ แต่ความรุนแรงทำให้ป่าเกิดปฏิกิริยาตอบโต้ที่รุนแรงจนนำไปสู่การระเบิดของพลังงานมหาศาล