← สารบัญตอน

เสียงเพรียกจากหุบเขาอัสนี

ตอนที่ 22ฟรี

ตอนที่ 22 — เศษเสี้ยวแห่งลมหายใจที่ถูกช่วงชิง

ความหนาวเหน็บไม่ใช่สิ่งที่เมฆาสัมผัสได้ด้วยผิวหนังอีกต่อไป แต่มันแทรกซึมเข้าไปในระดับมวลกระดูก ราวกับว่าความเย็นเยือกของคีรีอัสนีได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างร่างกายเขาไปเสียแล้ว ในความมืดมิดที่ไร้ซึ่งแสงสว่างและไร้ซึ่งเสียงอันเป็นนิรันดร์ เมฆานั่งขดตัวอยู่ในมุมหนึ่งของถ้ำที่พังทลาย สัมผัสที่เคยเป็นดั่งดวงตาที่สอง—แรงสั่นสะเทือนที่เคยบอกเล่าเรื่องราวของเม็ดฝนที่ตกกระทบหิน หรือจังหวะการเต้นของหัวใจของสรรพชีวิต—บัดนี้กลับดับสนิทลงราวกับตะเกียงที่ถูกราดด้วยหยาดน้ำค้างแห่งความเงียบ เขาเหลือเพียงความว่างเปล่าที่หนักอึ้งในอก ความรู้สึกเหมือนถูกขังอยู่ในสุญญากาศที่ไม่มีแม้แต่แรงกดอากาศให้รับรู้ว่าเขายังมีชีวิตอยู่

เขาสูญเสียทุกสิ่งไปแล้ว... ตั้งแต่เข็มทิศที่นำทาง ไปจนถึงจี้หินที่ยึดเหนี่ยวจิตวิญญาณ ล่าสุดคือ 'จี้หินแห่งรากฐานวิญญาณ' ที่ถูกกลุ่มภาคีผู้คุมกฎแห่งจังหวะวิถีธรรมกระชากออกไปจากอก ทิ้งไว้เพียงรอยแผลเป็นจางๆ และความรู้สึกโหว่เหวงที่ไม่อาจเติมเต็ม เมฆาพยายามขยับปลายนิ้วเพื่อตรวจหาแรงสั่นสะเทือนจากพื้นดิน แต่มันกลับเงียบงันจนน่าใจหาย ราวกับว่าโลกทั้งใบได้ตายจากไปแล้ว เหลือเพียงเขาที่ถูกทิ้งไว้ในสุสานแห่งความเงียบ

ทันใดนั้น แรงสั่นสะเทือนที่เขาไม่ได้สัมผัสมานานแสนนานก็เริ่มก่อตัวขึ้น แต่มันไม่ใช่แรงสั่นสะเทือนที่นุ่มนวลของธรรมชาติ มันคือจังหวะที่หนักหน่วง กระแทกกระทั้น และเต็มไปด้วยอำนาจที่บีบคั้น มันสั่นสะเทือนผ่านชั้นหินและอากาศที่หนักอึ้งเข้ามาสู่ร่างกายของเขา เมฆาเบิกตากว้างในความมืด ร่างกายที่อ่อนแรงพยายามจะยันตัวขึ้น แม้จะยังไม่สามารถ 'มองเห็น' ผ่านแรงสั่นสะเทือนได้ชัดเจน แต่มันคือจังหวะของการย่างกรายที่เปี่ยมด้วยระเบียบวินัยและการทำลายล้าง

ตึก... ตึก... ตึก...

เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและสม่ำเสมอราวกับเสียงกลองศึกดังขึ้นในความรู้สึกของเขา มันไม่ใช่ฝีเท้าของสัตว์ร้ายที่วิ่งพล่าน แต่เป็นฝีเท้าของกลุ่มคนที่มีจุดมุ่งหมายชัดเจน เมฆาพยายามถอยร่นไปจนหลังชนกับผนังถ้ำที่เย็นเฉียบ ลมหายใจของเขาขาดช่วง ความหวาดกลัวที่เริ่มก่อตัวขึ้นในใจนั้นรุนแรงกว่าความหนาวเย็นใดๆ ที่เขาเคยเผชิญ

แสงสว่างสีนวลตาที่ดูไม่เป็นธรรมชาติค่อยๆ เล็ดลอดเข้ามาในความมืด มันไม่ใช่แสงจากเปลวไฟที่สั่นไหวตามแรงลม แต่เป็นแสงที่นิ่งสนิทและเย็นเยียบราวกับแสงจันทร์ที่ถูกกักขังไว้ในแก้ว เมฆาหรี่ตาลงมองผ่านความมืดมิดที่เริ่มจางหายไป เงาร่างของกลุ่มคนในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ขลิบทองปรากฏขึ้น พวกเขาเดินเรียงแถวกันอย่างเป็นระเบียบ ท่ามกลางเสียงสายฟ้าฟาดด้านนอกที่เขาสัมผัสได้เพียงความสั่นสะเทือนที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

คนกลุ่มนี้ไม่ได้มาเพื่อทำลายล้างเหมือนกลุ่มก่อนหน้า แต่พวกเขามาด้วยความสงบที่น่าสยดสยอง พวกเขาคือ 'กลุ่มผู้พิทักษ์จังหวะแห่งทิวาบรรพกาล' นักบวชผู้เชื่อว่าความวุ่นวายทั้งหมดในคีรีอัสนีเกิดจาก 'เสียงที่ผิดเพี้ยน' และทางเดียวที่จะรักษาความสมดุลได้ คือการกวาดล้างทุกสิ่งที่ไม่อยู่ในจังหวะที่พวกเขากำหนด

ผู้นำของพวกเขาเดินนำหน้า ร่างสูงสง่าในชุดคลุมที่ปักลวดลายคลื่นเสียงสีทองอร่าม ใบหน้าของเขาเรียบเฉยราวกับรูปสลักหิน มือของเขากุม 'คทาจังหวะสุริยัน' ที่ส่งรัศมีสีทองอ่อนๆ ออกมา เมฆารู้สึกได้ถึงแรงกดดันที่แผ่ออกมาจากชายผู้นี้ มันเป็นแรงกดดันที่พยายามจะจัดระเบียบทุกอะตอมในอากาศให้สยบยอม

"ผู้หลงทางในความเงียบ..." เสียงนั้นไม่ได้ผ่านหูของเมฆา แต่มันสั่นสะเทือนผ่านอากาศและกระดูกของเขาโดยตรง เป็นเสียงที่กังวานและเปี่ยมด้วยอำนาจจนเขารู้สึกเหมือนอวัยวะภายในกำลังสั่นไหว "เจ้าครอบครองสิ่งที่ไม่อาจเป็นเจ้าของได้อีกต่อไป"

เมฆาพยายามจะเปล่งเสียง แต่ลำคอของเขาแห้งผาก เขาไม่มีแม้แต่แรงจะเอ่ยถามว่าพวกเขาต้องการอะไร สิ่งที่เขาทำได้มีเพียงการจ้องมองด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก

นักบวชผู้นั้นเดินเข้ามาใกล้จนเมฆาสัมผัสได้ถึงความร้อนจากแสงของคทา เขาไม่ได้มองเมฆาด้วยความโกรธแค้น แต่มองด้วยความเวทนา... ความเวทนาที่น่ากลัวที่สุดสำหรับผู้ที่กำลังดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด

"เรามาเพื่อคืนความสงบให้แก่ขุนเขา" นักบวชกล่าวต่อ จังหวะเสียงของเขาสม่ำเสมอจนน่าขนลุก "และเพื่อชิงเอา 'ลมหายใจแห่งพายุ' คืนจากมือของผู้ที่ทำลายจังหวะแห่งสวรรค์"

เมฆาใจหายวาบ 'ลมหายใจแห่งพายุ' คือสิ่งที่เขาเพิ่งจะค้นพบและกำลังพยายามจะทำความเข้าใจผ่านเศษเสี้ยวของสัญชาตญาณที่เหลืออยู่ มันคือกระแสพลังงานที่ไหลเวียนอยู่ใต้ผิวโลก ซึ่งเขาเชื่อว่าเป็นกุญแจสำคัญในการควบคุมพายุนิรันดร์และนำทางไปสู่ระฆังทองคำ

"สิ่งนั้นไม่ใช่ของพวกท่าน!" เมฆาตะโกนออกไป แม้จะเป็นเพียงเสียงแหบพร่าที่แทบจะไม่ได้ยิน แต่มันคือการขัดขืนครั้งสุดท้าย "มันคือหัวใจของขุนเขา... ถ้าพวกท่านเอาไป พายุจะยิ่งบ้าคลั่ง!"

นักบวชผู้นั้นไม่แม้แต่จะชะงัก เขาขยับคทาขึ้นช้าๆ "ความบ้าคลั่งคือความผิดพลาดของจังหวะ และเราคือผู้ที่จะแก้ไขมัน การที่เจ้าพยายามจะสื่อสารกับพายุ คือการทำลายความสงบที่แท้จริงของทิวาบรรพกาล"

ทันใดนั้น นักบวชอีกสองคนก็ก้าวเข้ามา พวกเขาไม่ได้ใช้กำลังเข้าปะทะ แต่พวกเขาเริ่มสวดบทเพลงที่ไร้เสียง เมฆาสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่แปลกประหลาด มันเป็นคลื่นความถี่ที่สูงและแหลมคมจนเขารู้สึกเหมือนเข็มพันเล่มกำลังทิ่มแทงเข้าที่สมอง มันคือการ 'จัดระเบียบ' อากาศรอบตัวเขาให้กลายเป็นกรงขังที่มองไม่เห็น

เมฆาพยายามจะคว้าเอาเศษเสี้ยวพลังที่เขารวบรวมไว้ในจิตใจเพื่อต่อต้าน แต่เขากลับพบว่ามันถูกบดขยี้ด้วยคลื่นเสียงที่ทรงพลังกว่า แรงสั่นสะเทือนที่เขารู้สึกได้รอบตัวเริ่มกลายเป็นจังหวะที่ตายตัว บีบคั้น และไร้ซึ่งความยืดหยุ่น

"ส่ง 'แกนกลางลมหายใจแห่งพายุ' มาให้เราเดี๋ยวนี้" นักบวชผู้นำสั่ง จังหวะเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นความเข้มงวด "มิเช่นนั้น เราจะทำลายทุกสิ่งที่เจ้าพยายามจะปกป้องไว้ เพื่อให้เหลือเพียงความว่างเปล่าที่บริสุทธิ์"

เมฆารู้สึกถึงสิ่งที่เขากำลังจะเสียไป มันไม่ใช่แค่พลังงาน แต่มันคือ 'โอกาสเดียว' ที่จะหยุดยั้งพายุนิรันดร์และช่วยหมู่บ้านของเขาไว้ หากนักบวชกลุ่มนี้ได้แกนกลางนี้ไป พวกเขาจะใช้มันเพื่อ 'สะกด' พายุให้หยุดนิ่งตามความต้องการของพวกเขา ซึ่งนั่นหมายถึงการทำให้ธรรมชาติหยุดเคลื่อนไหว และหมู่บ้านจะถูกฝังอยู่ใต้หิมะที่หยุดนิ่งตลอดกาล

มือของนักบวชเอื้อมมาหาเขา แสงจากคทาสว่างวาบขึ้นจนเมฆาต้องหลับตาลง แรงสั่นสะเทือนสุดท้ายที่เขารับรู้ได้คือความรู้สึกของการถูกกระชาก... สิ่งที่เขาพยายามประคับประคองไว้ด้วยจิตวิญญาณที่แตกสลายกำลังถูกพรากไปจากมือของเขาอย่างไม่ใยดี

เมฆาทำได้เพียงกรีดร้องในใจ ท่ามกลางความเงียบงันที่กำลังจะกลับมาครอบงำเขาอีกครั้ง พร้อมกับการสูญเสียสิ่งสำคัญที่สุดที่เขาเพิ่งจะค้นพบไป

--- เมฆาที่สูญเสียสัมผัสไปเกือบหมดสิ้นถูกกลุ่มผู้พิทักษ์จังหวะแห่งทิวาบรรพกาลบุกพบในถ้ำ และพวกเขาได้พราก 'แกนกลางลมหายใจแห่งพายุ' ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการควบคุมพายุนิรันดร์ไป เพื่อนำมาใช้ในการจัดระเบียบธรรมชาติให้สงบนิ่งตามความเชื่อของตน