← สารบัญตอน

เสียงเพรียกจากหุบเขาอัสนี

ตอนที่ 23ฟรี

ตอนที่ 23 — จังหวะแห่งการสูญเสียที่ไม่อาจหวนคืน

ความมืดมิดในถ้ำลึกไม่ได้เป็นเพียงการขาดหายไปของแสงสว่าง แต่มันคือความว่างเปล่าที่กัดกินประสาทสัมผัสจนถึงแก่น เมฆานั่งคู้ตัวอยู่บนพื้นหินที่เย็นจัด ร่างกายของเขาสั่นเทาไม่ใช่เพียงเพราะความหนาวเหน็บจากไอพายุที่เล็ดลอดเข้ามาตามรอยแยก แต่เพราะความเงียบที่เขากำลังเผชิญอยู่นั้นมัน 'หนัก' เกินกว่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะแบกรับไหว หลังจากที่กลุ่มผู้พิทักษ์จังหวะแห่งทิวาบรรพกาลพราก 'แกนกลางลมหายใจแห่งพายุ' ไป สิ่งที่เคยเป็นจุดเชื่อมโยงสุดท้ายระหว่างเขากับกระแสพลังของขุนเขาได้ขาดสะบั้นลง เขารู้สึกเหมือนดวงตาถูกควักออก แม้จะยังลืมตาอยู่ในความมืด แต่โลกทั้งใบกลับกลายเป็นเพียงก้อนหินที่ไร้ชีวิตและไร้ซึ่งแรงสั่นสะเทือน

เขายื่นมือที่สั่นเทาไปตามพื้นถ้ำ พยายามมองหาเศษซากของอะไรก็ตามที่พอจะช่วยให้เขายึดเหนี่ยวความเป็นมนุษย์เอาไว้ได้ แต่สิ่งที่เขาสัมผัสได้มีเพียงความหยาบกร้านของหินและฝุ่นผงที่ไร้ความหมาย ทุกอย่างที่เขาเคยสะสม ทุกอย่างที่เป็นเครื่องยืนยันว่าเขาคือ 'เมฆา' ผู้ที่เคยฟังเสียงของโลกได้ บัดนี้ถูกปล้นชิงไปจนสิ้นซาก เขาเป็นเพียงร่างที่ไร้วิญญาณ ท่ามกลางพายุที่กำลังกรีดร้องอยู่ภายนอกถ้ำ เสียงลมหวีดหวิวที่เขาไม่สามารถได้ยินด้วยหู แต่สัมผัสได้ผ่านแรงกดอากาศที่เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน ทำให้เขารู้ว่าพายุนิรันดร์กำลังทวีความรุนแรงขึ้น

ทันใดนั้น แรงสั่นสะเทือนที่เขาไม่คุ้นเคยก็พุ่งเข้าปะทะกับพื้นถ้ำ มันไม่ใช่แรงสั่นสะเทือนที่นุ่มนวลของชีพจรขุนเขา หรือแรงกระแทกที่ดุดันของพายุ แต่มันคือจังหวะที่ 'เป็นระเบียบ' เกินไป มันเป็นจังหวะของการย่ำเท้าที่พร้อมเพรียงกันอย่างน่าขนลุก เมฆาพยายามยันตัวขึ้น หัวใจเต้นระรัวด้วยความหวาดระแวง แม้เขาจะไม่ได้ยินเสียงฝีเท้า แต่แรงสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านจากฝ่ามือสู่พื้นหินบอกเขาว่า มีผู้มาเยือนกลุ่มใหญ่กำลังมุ่งตรงมายังจุดที่เขาซ่อนตัวอยู่

แสงสว่างสีขาวนวลที่ดูผิดที่ผิดทางเริ่มสว่างขึ้นที่ปากถ้ำ มันไม่ใช่แสงฟ้าแลบที่แปรปรวน แต่เป็นแสงจากคบเพลิงเวทมนตร์ที่ส่องสว่างอย่างมั่นคง เมฆาพยายามถอยร่นเข้าไปในมุมมืดที่ลึกที่สุด แต่แรงสั่นสะเทือนนั้นกลับใกล้เข้ามาเรื่อยๆ พร้อมกับความรู้สึกถึงมวลอากาศที่ถูกกดทับด้วยอำนาจบางอย่าง ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมยาวสีขาวขลิบทองปรากฏขึ้นที่ปากถ้ำ พวกเขาเดินเข้ามาด้วยท่วงท่าที่สง่างามแต่เยือกเย็น ราวกับเทพเจ้าที่ลงมาพิพากษาคนบาป

“เจ้าคือผู้ที่ครอบครองสิ่งที่ไม่ควรเป็นของเจ้า” เสียงหนึ่งดังขึ้น แม้เมฆาจะไม่ได้ยินด้วยหู แต่แรงสั่นสะเทือนของเสียงนั้นทรงพลังจนเขารู้สึกได้ถึงการสั่นไหวในช่องอก มันคือเสียงที่เต็มไปด้วยอำนาจและการบังคับ

เมฆาพยายามจะส่งเสียงร้อง แต่ลำคอของเขากลับแห้งผากและตีบตัน เขาทำได้เพียงมองดูเงาร่างเหล่านั้นที่ล้อมรอบตัวเขาไว้ กลุ่มคนที่ปรากฏตัวขึ้นนี้ไม่ใช่พวกภาคีที่เขาเคยเจอมาก่อน พวกเขาไม่ได้ดูบ้าคลั่งหรือต้องการทำลายล้าง แต่พวกเขามีความนิ่งสงบที่น่ากลัวยิ่งกว่า ความนิ่งสงบที่ต้องการจะ 'จัดระเบียบ' ทุกอย่างให้เข้าที่ทางตามความต้องการของตนเอง

“ข้าคืออาคันตุกะจากภาคีผู้คุมกฎแห่งท่วงทำนองศักดิ์สิทธิ์” ชายผู้นำกลุ่มกล่าว พร้อมกับก้าวเดินเข้ามาหาเมฆาอย่างช้าๆ แรงสั่นสะเทือนจากการก้าวเดินของเขานั้นหนักแน่นและมั่นคงจนพื้นถ้ำสั่นไหวเป็นจังหวะสม่ำเสมอ “เราได้รับรายงานว่ามีสิ่งของที่ขัดต่อจังหวะแห่งสวรรค์ถูกซ่อนไว้ในหุบเขาแห่งนี้ และดูเหมือนว่าเจ้าจะเป็นผู้ที่ถือครองมันไว้เป็นคนสุดท้าย”

เมฆาส่ายหน้าอย่างสิ้นหวัง เขาไม่มีอะไรเหลือแล้วจริงๆ ไม่มีแผนที่ ไม่มีเข็มทิศ ไม่มีแม้แต่สัมผัสที่เคยมี เขาเป็นเพียงคนพิการที่หลงทางในความมืด แต่ชายผู้นั้นกลับไม่ได้สนใจความอ่อนแอของเขา สายตาที่มองผ่านความมืด (ซึ่งเมฆาสัมผัสได้จากทิศทางของแรงกดอากาศ) กลับจ้องตรงมาที่ตำแหน่งที่เขานั่งอยู่

“อย่าปฏิเสธในสิ่งที่สวรรค์กำหนด” ชายผู้นั้นกล่าวต่อ “สิ่งที่เจ้ามี... สิ่งที่เจ้าคิดว่าเป็นเครื่องมือในการกอบกู้... แท้จริงแล้วมันคือ 'สิ่งแปลกปลอม' ที่สร้างความปั่นป่วนให้กับกระแสเสียงแห่งโลก มันต้องถูกนำไปไว้ในที่ที่คู่ควร เพื่อให้จังหวะของโลกกลับมาบริสุทธิ์อีกครั้ง”

เมฆารู้สึกถึงความเย็นวาบที่แล่นพล่านไปทั่วสันหลัง สิ่งที่เขาคิดว่าเขาไม่มีแล้ว... แต่ดูเหมือนว่าเขายังมีบางอย่างที่พวกมันต้องการ สิ่งนั้นไม่ใช่เครื่องมือเวทมนตร์ที่เขาเคยครอบครอง แต่มันคือบางอย่างที่ลึกซึ้งกว่านั้น

“เจ้ามี 'จังหวะแห่งชีพจรดั้งเดิม' ซ่อนอยู่ในกาย” ชายผู้นั้นยื่นมือออกมา มือของเขาสวมถุงมือโลหะสีเงินที่สะท้อนแสงสว่างจ้า “มันคือจังหวะที่ไม่ได้ถูกขัดเกลา มันคือความโกลาหลที่แฝงอยู่ในสายเลือดของเจ้า ซึ่งขัดขวางการบรรลุถึงท่วงทำนองที่สมบูรณ์แบบของพวกเรา”

เมฆาพยายามจะลุกหนี แต่แรงกดอากาศรอบตัวเขากลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ราวกับว่าอากาศในถ้ำกำลังกลายเป็นกำแพงที่มองไม่เห็นซึ่งบีบอัดเขาไว้กับพื้นหิน เขาถูกตรึงไว้ด้วยอำนาจแห่งเสียงสวดที่ไม่ได้ยิน แต่สัมผัสได้ถึงความหนักอึ้งที่กดลงบนไหล่

“เรามาเพื่อรับ 'คัมภีร์เสียงสวดแห่งลมหายใจสุดท้าย' คืนไป” ชายผู้นั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ไร้ความปรานี “มันคือบันทึกที่บรรพชนทิ้งไว้เพื่อรักษาความปั่นป่วนของพายุ แต่มันคือสิ่งที่เป็นอันตรายต่อความสงบสุขที่แท้จริง หากมันยังอยู่ในมือของคนที่ไร้ซึ่งระเบียบเช่นเจ้า โลกนี้จะไม่มีวันพบกับจังหวะที่แท้จริง”

เมฆาเบิกตากว้างด้วยความตระหนก คัมภีร์เสียงสวดแห่งลมหายใจสุดท้าย... มันไม่ใช่ของที่เขาถือครองทางกายภาพ แต่มันคือ 'ความทรงจำแห่งเสียง' ที่เขากำลังพยายามรวบรวมขึ้นมาใหม่จากเศษเสี้ยวของความรู้สึกที่เหลืออยู่ มันคือสิ่งที่เขากำลังใช้เพื่อพยายามทำความเข้าใจพายุนิรันดร์ และเพื่อหาทางรอดให้หมู่บ้าน

“ส่งมันมา... หรือเราจะต้องใช้ 'บทสวดแห่งการสลายจังหวะ' เพื่อดึงมันออกมาจากวิญญาณของเจ้า”

ก่อนที่เมฆาจะได้ทันตั้งตัว ชายผู้นั้นก็เริ่มสวดมนต์ เสียงนั้นไม่ได้ผ่านเข้าหู แต่ผ่านแรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงจนเขารู้สึกเหมือนกระดูกทุกชิ้นในร่างกายกำลังจะแตกสลาย พื้นถ้ำสั่นสะเทือนอย่างบ้าคลั่ง แสงสีขาวจากคบเพลิงเริ่มหมุนวนเป็นวงกลมรอบตัวเขา เมฆารู้สึกได้ถึงบางอย่างที่กำลังถูกกระชากออกจากภายในอก... บางอย่างที่เป็นนามธรรมแต่สำคัญยิ่งกว่าชีวิต

มือของอาคันตุกะเอื้อมมาคว้าที่หน้าอกของเมฆา ไม่ใช่การสัมผัสเนื้อหนัง แต่เป็นการคว้าเอา 'กระแสความรู้สึก' ที่เขากำลังพยายามก่อร่างสร้างตัวขึ้นมา เมฆารู้สึกถึงความว่างเปล่าที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม เมื่อ 'คัมภีร์เสียงสวดแห่งลมหายใจสุดท้าย' ซึ่งเป็นความหวังเดียวที่จะทำให้เขาเข้าใจพายุและปกป้องหมู่บ้านได้ ถูกดึงออกไปจากจิตวิญญาณของเขาโดยกลุ่มภาคีผู้คุมกฎแห่งท่วงทำนองศักดิ์สิทธิ์

เขาทรุดตัวลงกับพื้น ความมืดมิดกลับมาเยือนอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่แค่ความมืด แต่มันคือความว่างเปล่าที่แท้จริง เขาไม่เหลือแม้แต่ 'ความเข้าใจ' ในสิ่งที่เขากำลังเผชิญอยู่ ทุกอย่างถูกพรากไป... แม้กระทั่งความหมายของการมีชีวิตอยู่ท่ามกลางเสียงเพรียกแห่งหุบเขาอัสนี

--- เมฆาถูกกลุ่มภาคีผู้คุมกฎแห่งท่วงทำนองศักดิ์สิทธิ์บุกพบในถ้ำ และพวกเขาได้พราก 'คัมภีร์เสียงสวดแห่งลมหายใจสุดท้าย' (ซึ่งเป็นความทรงจำและสัญชาตญาณในการเข้าใจพายุที่เขากำลังสร้างขึ้นใหม่) ไปจากจิตวิญญาณของเขา เพื่อใช้ในการจัดระเบียบโลกให้สงบเงียบตามความเชื่อของตน