ตอนที่ 9 — แรงสั่นสะเทือนที่ถูกปล้นชิง
ความหนาวเหน็บไม่ได้มาในรูปแบบของอุณหภูมิเพียงอย่างเดียว แต่มันมาในรูปแบบของความว่างเปล่าที่กัดกินความรู้สึก เมฆายืนนิ่งอยู่ท่ามกลางเศษซากของความพ่ายแพ้ ลมพายุที่พัดกรรโชกผ่านซอกหินไม่ได้ส่งเสียงหวีดหวิวให้เขาได้ยิน แต่มันส่งผ่านแรงปะทะที่ทำให้ผิวหนังแสบร้อนและสั่นสะเทือนไปถึงกระดูก เขาพยายามมองหาทิศทางผ่านม่านหิมะที่ขาวโพลน แต่ 'ถุงหินนำทาง' ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยให้เขาสามารถหยั่งรู้เส้นทางท่ามกลางพายุคลั่งได้ถูกพรากไปแล้ว ความมืดมิดในหูของเขายังคงเงียบงัน แต่ความสับสนในใจนั้นกึกก้องยิ่งกว่าเสียงฟ้าผ่าใดๆ
เขาก้าวเท้าลงบนพื้นหิมะที่แข็งตัวเป็นน้ำแข็ง สัมผัสผ่านฝ่าเท้าบอกเขาว่าโลกกำลังไม่มั่นคง แรงสั่นสะเทือนใต้ดินที่เคยเป็นจังหวะสม่ำเสมอของขุนเขา บัดนี้กลับกลายเป็นจังหวะที่บ้าคลั่งและไม่เป็นระเบียบ มันเหมือนกับหัวใจของยักษ์ที่กำลังเต้นผิดจังหวะด้วยความโกรธแค้น เมฆาพยายามประคองสติ เขาไม่มีไม้เท้า ไม่มีคัมภีร์ ไม่มีแม้แต่แสงสว่างจากตะเกียงศักดิ์สิทธิ์ สิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงร่างกายที่อ่อนแรงและสัมผัสอันเปราะบางที่พยายามตีความความหมายจากแรงสั่นสะเทือนที่บิดเบี้ยว
ทันใดนั้น พื้นดินใต้เท้าของเขาก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง แต่มันไม่ใช่แรงสั่นสะเทือนจากธรรมชาติ มันเป็นจังหวะที่หนักแน่นและเป็นระเบียบ—จังหวะของการก้าวเดินที่มีเป้าหมาย เมฆาชะงัก เขาพยายามหลับตาลงเพื่อใช้สัมผัสทางกายภาพให้มากที่สุด แรงสั่นสะเทือนนั้นเคลื่อนที่เข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ มันไม่ได้มาเพียงหนึ่ง แต่มาเป็นกลุ่ม ท่วงท่าการก้าวเดินนั้นหนักแน่นเหมือนเสียงกลองศึกที่ดังมาจากความว่างเปล่า
เขารีบหลบเข้าหลังโขดหินใหญ่ที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็ง หิมะที่ตกลงมาบดบังทัศนวิสัย แต่สัมผัสที่ฝ่าเท้ากลับชัดเจนขึ้น กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งกำลังเดินตรงมายังทิศทางที่เขาซ่อนตัวอยู่ พวกเขาไม่ได้เดินอย่างระแวดระวังเหมือนนักเดินทางทั่วไป แต่เดินด้วยความโอหังและทรงพลัง ทุกย่างก้าวที่เหยียบลงบนพื้นหิมะสร้างคลื่นความถี่ที่แหลมคมและรุนแรงจนเมฆารู้สึกเจ็บปวดที่ขมับ
เมื่อกลุ่มคนเหล่านั้นปรากฏกายในระยะที่แสงสลัวจากฟ้าแลบส่องถึง เมฆาก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความหวาดหวั่น พวกเขาไม่ใช่กลุ่มนักบวชแห่งเสียงสวดที่เคยบุกปล้นหมู่บ้าน แต่เป็นกลุ่มคนที่สวมชุดคลุมสีเทาหม่นที่ดูเรียบง่ายทว่าขรึมขลัง บนหน้าอกของพวกเขามีตราสัญลักษณ์รูปคลื่นที่ซ้อนทับกันเป็นวงกลม—'ผู้พิทักษ์จังหวะแห่งบรรพชน' กลุ่มผู้ที่อ้างตนว่าเป็นผู้รักษาความสมดุลของแรงสั่นสะเทือนแห่งคีรีอัสนี
ผู้นำของกลุ่มนั้นเป็นชายร่างสูงสง่า ผมสีขาวโพลนราวกับหิมะที่ปกคลุมยอดเขา ดวงตาของเขาไม่ได้มองหาความผิดปกติในพายุ แต่มองหา 'ความผิดปกติในกระแสเสียง' ของโลก เขาไม่ได้ใช้หูฟัง แต่เขากำลังใช้ไม้เท้าสั้นที่ทำจากกระดูกสัตว์อสูรเคาะลงบนพื้นหิมะเบาๆ ทุกครั้งที่เคาะ เมฆาสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่แผ่กระจายออกไปเป็นวงกว้าง เหมือนการส่งสัญญาณเรดาร์ที่กวาดผ่านทุกอณูของพื้นที่
เมฆาพยายามขยับตัวอย่างเงียบเชียบที่สุด แต่ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยก็เกิดขึ้น เมื่อเขาเผลอเหยียบลงบนกิ่งไม้แห้งที่ซ่อนอยู่ใต้หิมะ แม้เขาจะไม่ได้ยินเสียง 'เปรี้ยะ' แต่แรงสั่นสะเทือนจากการหักของไม้กลับส่งตรงเข้าสู่ฝ่าเท้าของเขาอย่างรุนแรงจนเขาเผลอสะดุ้ง
ในวินาทีนั้นเอง ผู้นำกลุ่มผมขาวก็หยุดชะงัก เขาหันขวับมาทางโขดหินที่เมฆาซ่อนอยู่ทันที ไม่มีการตะโกนเรียก ไม่มีการใช้คำพูด แต่แรงสั่นสะเทือนจากการก้าวเดินของคนกลุ่มนั้นเปลี่ยนไป มันเปลี่ยนจากจังหวะเดินปกติกลายเป็นจังหวะที่รุกคืบและกดดัน เมฆารู้สึกได้ถึงแรงกดอากาศที่เปลี่ยนไปรอบตัวเขา ราวกับว่าอากาศกำลังสั่นสะเทือนเพื่อบีบอัดตัวเขาออกมาจากที่ซ่อน
“ออกมาเสีย เจ้าผู้มีสัมผัสที่ผิดเพี้ยน”
แม้เมฆาจะไม่ได้ยินเสียงพูด แต่เขาสัมผัสได้ถึง 'แรงสั่นสะเทือนของคำพูด' ที่พุ่งตรงมายังเขา มันเป็นคลื่นเสียงที่มีความถี่สูงและคมกริบจนเขารู้สึกเหมือนถูกเข็มเล็กๆ นับพันทิ่มแทงที่ผิวหน้า เมฆาไม่มีทางเลือก เขาค่อยๆ ก้าวออกมาจากหลังโขดหิน ร่างกายสั่นเทาด้วยความหนาวและความกดดัน
ชายผมขาวจ้องมองเมฆาด้วยสายตาที่เย็นชาและเต็มไปด้วยการพิพากษา “เจ้าคือผู้ที่รวบรวมสิ่งผิดปกติไว้กับตัวมากเกินไป เมฆา... เจ้าทำให้จังหวะของคีรีอัสนีปั่นป่วนด้วยการพยายามฝืนโชคชะตา”
เมฆาพยายามจะแสดงท่าทางว่าเขาไม่ได้ต้องการทำลายสมดุล แต่ชายคนนั้นไม่เปิดโอกาสให้เขาอธิบาย เขาชูไม้เท้ากระดูกขึ้นมา แรงสั่นสะเทือนรอบตัวชายผู้นั้นเริ่มก่อตัวเป็นวงกลมที่หมุนวน มันรุนแรงจนหิมะรอบข้างถูกเหวี่ยงออกไปเหมือนถูกระเบิด
“พวกเราไม่ได้มาเพื่อทำลายหมู่บ้านของเจ้า...” ชายผมขาวกล่าวต่อ คลื่นความถี่ของเขาเริ่มเปลี่ยนเป็นโทนที่หนักแน่นและมั่นคง “แต่พวกเรามาเพื่อนำ 'โล่สั่นสะเทือนนิรันดร์' กลับคืนสู่แท่นบูชา สิ่งที่เจ้าถือครองอยู่—ความรู้และเครื่องมือที่เจ้าพยายามรวบรวม—มันคือชิ้นส่วนที่จำเป็นต่อการสร้างเกราะป้องกันที่จะช่วยรักษา 'แกนกลางเสียง' ของขุนเขาแห่งนี้ไว้”
เมฆาขมวดคิ้ว เขาพยายามสื่อสารด้วยการเคลื่อนไหวร่างกายว่าเขาต้องการปกป้องหมู่บ้าน แต่ความต้องการของชายตรงหน้านั้นขัดแย้งอย่างสิ้นเชิง หากพวกเขาใช้เครื่องมือที่เขาพยายามรักษาไว้เพื่อสร้าง 'โล่' สิ่งนั้นจะถูกใช้เพื่อปกป้องเพียง 'แกนกลางเสียง' หรือจิตวิญญาณของขุนเขาเท่านั้น แต่มันจะทิ้งให้หมู่บ้านที่อยู่เบื้องล่างต้องเผชิญกับพายุนิรันดร์โดยไม่มีสิ่งป้องกันใดๆ เลย
“เจ้าจะรักษาความสมดุลของโลก หรือจะรักษาชีวิตของคนเพียงกลุ่มเล็กๆ?” คำถามนั้นมาในรูปแบบของแรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงจนเมฆาต้องทรุดเข่าลงกับพื้น “ความเห็นแก่ตัวของเจ้ากำลังทำให้จังหวะของโลกเสียไป”
ก่อนที่เมฆาจะทันได้ขยับตัวทำอะไร ชายผมขาวก็สะบัดไม้เท้าลงบนพื้นหิมะอย่างแรง แรงกระแทกนั้นไม่ได้ส่งผลต่อพื้นดิน แต่มันส่งคลื่นความถี่ที่เจาะลึกเข้าไปในจิตวิญญาณของเมฆา มันคือพลังที่พุ่งเป้าไปที่ 'สัมผัส' ของเขาโดยเฉพาะ
เมฆารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบที่เขาเคยรับรู้ผ่านแรงสั่นสะเทือนกำลังถูกกระชากออกไป ความรู้สึกที่เคยเชื่อมต่อกับพื้นดิน อากาศ และหินผา เริ่มพร่าเลือนและจางหายไป เหมือนแสงเทียนที่ถูกลมพัดแรง เขาพยายามยึดเหนี่ยวสัมผัสสุดท้ายไว้ แต่ความเจ็บปวดที่แล่นพล่านไปทั่วประสาทสัมผัสทำให้เขาต้องกรีดร้องออกมาอย่างไร้เสียง
และในขณะที่เขากำลังจะสูญเสียการรับรู้ทั้งหมด ชายผมขาวก็ก้าวเข้ามาใกล้ และยื่นมือออกไป สิ่งที่เขาไม่ได้ต้องการคือร่างกายของเมฆา หรือชีวิตของเขา แต่สิ่งที่เขาต้องการคือ 'สิทธิ์ในการครอบครองความถี่'
“เจ้าไม่คู่ควรที่จะเป็นผู้รับฟังอีกต่อไป”
ทันใดนั้น แรงสั่นสะเทือนมหาศาลก็พุ่งเข้าจู่โจมเมฆา และสิ่งที่ถูกพรากไปจากเขาในวินาทีนั้นไม่ใช่สิ่งของที่เป็นวัตถุ แต่มันคือ 'แกนกลางการรับรู้แรงสั่นสะเทือน' (Vibration Core) — ความสามารถในการสื่อสารกับโลกที่เขาใช้เป็นเครื่องมือเดียวในการมีชีวิตอยู่และทำความเข้าใจโลก บัดนี้มันถูกดึงออกไปจากจิตวิญญาณของเขาด้วยพลังของกลุ่มผู้พิทักษ์ ทิ้งให้เมฆากลายเป็นเพียงชายหนุ่มที่ไม่ได้ยินเสียง และไม่ได้สัมผัสถึงแรงสั่นสะเทือนใดๆ อีกต่อไป เขาตกอยู่ในความเงียบงันที่แท้จริง... ความเงียบที่แม้แต่โลกก็ไม่อาจสื่อสารกับเขาได้อีก
--- เมฆาเผชิญหน้ากับกลุ่มผู้พิทักษ์จังหวะแห่งบรรพชนที่ต้องการใช้เครื่องมือที่เขารวบรวมไว้เพื่อปกป้องแกนกลางของขุนเขาแทนที่จะเป็นหมู่บ้าน และเขาถูกพรากความสามารถในการรับรู้แรงสั่นสะเทือนไป ทำให้เขาตกอยู่ในสภาวะสูญเสียสัมผัสสุดท้ายในการสื่อสารกับโลก