← 章節目錄

The Call of Thunder Peak

章節 7免費

ตอนที่ 7 — จังหวะที่ถูกดับสูญ

ความมืดมิดในหมู่บ้านไม่ใช่เพียงแค่การขาดหายไปของแสงสว่าง แต่มันคือความหนาวเหน็บที่กัดกินเข้าไปถึงกระดูกเมื่อตะเกียงน้ำมันศักดิ์สิทธิ์แห่งแสงอัสนีถูกพรากไป เมฆานั่งคู้ตัวอยู่บนพื้นหินที่เย็นเยียบภายในเศษซากของบ้านไม้ที่เหลือเพียงโครงสร้าง ความมืดรอบกายหนาทึบจนเขารู้สึกเหมือนกำลังถูกฝังอยู่ใต้ดินลึก แม้ดวงตาจะมองไม่เห็นสิ่งใด แต่สัมผัสผ่านฝ่ามือที่วางแนบกับพื้นดินกลับทำงานอย่างหนักหน่วง

แรงสั่นสะเทือนจากใต้ดินที่เขาได้รับรู้ในช่วงก่อนหน้านี้ไม่ได้จางหายไป แต่มันกลับทวีความรุนแรงขึ้นเป็นจังหวะที่แปลกประหลาด มันไม่ใช่การเคลื่อนที่ของแผ่นดินไหวตามธรรมชาติ แต่มันคือ ‘จังหวะการเต้น’ ที่สม่ำเสมอ ทว่าหนักหน่วงและกดดัน ราวกับมีหัวใจขนาดยักษ์กำลังสูบฉีดโลหิตที่เป็นสายฟ้าอยู่ลึกลงไปใต้เทือกเขาคีรีอัสนี ทุกครั้งที่แรงสั่นสะเทือนนั้นกระแทกขึ้นมา เมฆาจะรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่แล่นริ้วขึ้นมาตามสันหลัง ราวกับร่างกายของเขากำลังถูกบังคับให้เต้นไปตามจังหวะที่เขาไม่ได้เป็นคนกำหนด

เขาสูดลมหายใจเข้าปอด พยายามควบคุมอาการสั่นเทาของร่างกาย ความเงียบสงัดรอบตัวช่างน่ากลัว แม้เขาจะไม่ได้ยินเสียงลมหวีดหวิวหรือเสียงพายุที่กำลังตั้งเค้าอยู่ภายนอก แต่เขารู้ดีว่าอากาศรอบตัวกำลังสั่นไหวด้วยความถี่ที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เมฆาพยายามนึกถึงสิ่งที่เหลืออยู่ เขาไม่มีไม้เท้าคลื่นสั่นสะเทือน ไม่มีคัมภีร์ ไม่มีแม้แต่แสงสว่างเพื่อนำทาง สิ่งเดียวที่เขามีคือร่างกายที่รับรู้ถึงความตายที่กำลังคืบคลานมาในรูปแบบของแรงสั่นสะเทือน

ทันใดนั้น พื้นดินใต้ร่างของเขาก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนเขาเสียหลักล้มลง แรงกระแทกนั้นไม่ได้มาจากใต้ดินเพียงอย่างเดียว แต่มันมาจากทิศทางหนึ่งที่มุ่งตรงมายังที่พักของเขา เมฆาสัมผัสได้ถึงน้ำหนักของฝีเท้าที่หนักแน่นและมั่นคง มันไม่ใช่ฝีเท้าของชาวบ้านที่เดินอย่างระแวดระวัง แต่เป็นฝีเท้าของกลุ่มคนที่มาพร้อมกับอำนาจและการบังคับบัญชา จังหวะการก้าวเดินนั้นสม่ำเสมอจนน่าขนลุก สอดประสานไปกับแรงสั่นสะเทือนประหลาดจากใต้ดินอย่างน่าประหลาด

เขารีบขยับตัวไปหลบหลังซากเสาไม้ที่ผุพัง พยายามทำให้ร่างกายแนบชิดกับพื้นดินที่สุดเพื่อลดการเคลื่อนไหว แต่สัมผัสที่ฝ่าเท้ากลับบอกเขาว่า ‘ผู้มาเยือน’ กำลังเข้าใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แรงสั่นสะเทือนจากฝีเท้าของพวกเขานั้นมีลักษณะพิเศษ มันมีความถี่ที่สอดรับกับเสียงสวดที่เขาเคยรับรู้ผ่านการสั่นสะเทือนในอากาศ มันคือคลื่นเสียงที่ถูกบีบอัดให้กลายเป็นแรงกดดันทางกายภาพ

แสงสว่างจากปลายคทาเริ่มปรากฏขึ้นในความมืด มันไม่ใช่แสงที่อบอุ่นเหมือนตะเกียงน้ำมันศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกชิงไป แต่มันเป็นแสงสีฟ้าจัดที่สั่นระริกและแผ่รังสีแห่งความเย็นชา เมฆาเห็นเงาร่างของมนุษย์หลายคนเดินผ่านซากปรักหักพัง พวกเขาไม่ได้สวมชุดนักบวชธรรมดา แต่สวมเกราะเบาที่ทำจากโลหะสะท้อนแสงอัสนี ทุกย่างก้าวของพวกเขาทำให้พื้นดินรอบข้างสั่นสะเทือนจนฝุ่นผงปลิวว่อน

“มันอยู่แถวนี้” เสียงหนึ่งไม่ได้ผ่านหูของเมฆา แต่มันส่งผ่านแรงสั่นสะเทือนในอากาศมาถึงหน้าอกของเขา เป็นคลื่นความถี่ที่เข้มข้นและทรงพลังจนเขารู้สึกอึดอัด “แรงสั่นสะเทือนของ ‘หัวใจศิลา’ ยังคงเต้นอยู่ในบริเวณนี้ มันไม่ควรจะหายไปพร้อมกับพวกนักบวชชั้นต่ำพวกนั้น”

เมฆาใจหายวูบ ‘หัวใจศิลา’ งั้นหรือ? เขาไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน แต่เขารู้สึกได้ทันทีว่าสิ่งที่พวกเขากำลังตามหาคือสิ่งที่เขากำลังสัมผัสอยู่—แรงสั่นสะเทือนประหลาดที่เต้นอยู่ใต้ฝ่าเท้าของเขานั่นเอง

เงาร่างหนึ่งเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าซากที่เขาหลบอยู่ เมฆาพยายามกลั้นหายใจ แต่แรงสั่นสะเทือนจากการก้าวเท้าของชายผู้นั้นกลับรุนแรงจนเขาแทบจะคุมกล้ามเนื้อไม่อยู่ ชายผู้นั้นไม่ใช่แค่นักบวช แต่เป็น ‘ผู้คุมจังหวะ’ (Rhythm Warden) ตามที่เขาเคยได้ยินชื่อผ่านการสั่นสะเทือนของกลุ่มผู้คุมกฎ ชายคนนี้มีรัศมีแห่งอำนาจที่กดทับอากาศรอบตัวให้หนักอึ้ง

“ออกมาเสีย อย่าให้ข้าต้องใช้คลื่นทำลายล้างกวาดล้างซากปรักหักพังพวกนี้” คำสั่งนั้นมาในรูปแบบของคลื่นกระแทกที่ทำให้เสาไม้ที่เมฆาหลบอยู่สั่นสะเทือนจนแทบจะถล่มลงมา

เมฆาไม่มีทางเลือก เขาต้องเผชิญหน้า เขาค่อยๆ ยันตัวขึ้นจากพื้นดิน ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยฝุ่นและรอยขีดข่วน เมื่อเขาปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางแสงสีฟ้าจากคทา เขาเห็นชายในชุดเกราะสีเงินยวงยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ใบหน้าของชายผู้นั้นเรียบเฉยราวกับสลักจากหินผา ดวงตาของเขามองผ่านความมืดมายังเมฆา ราวกับมองเห็นความสั่นสะเทือนที่ซ่อนอยู่ภายในตัวเขา

“เจ้า...” ชายผู้คุมจังหวะเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาเป็นคลื่นความถี่ที่ราบเรียบแต่ทรงพลัง “เจ้าคือผู้ที่มี ‘สัมผัสแห่งพื้นพิภพ’ สินะ”

เมฆาไม่ตอบ เขาเพียงแค่ยืนนิ่ง สัมผัสถึงแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นรอบตัว

“สิ่งที่เจ้ากำลังปกป้อง... สิ่งที่เจ้ากำลังพยายามจะเชื่อมต่อกับมัน...” ชายผู้นั้นชี้คทาลงไปที่พื้นดิน ตรงจุดที่แรงสั่นสะเทือนจากใต้ดินกำลังปะทุขึ้นมา “มันไม่ใช่ของเจ้า และมันไม่ใช่ของหมู่บ้านที่กำลังจะตายแห่งนี้ แต่มันคือ ‘หัวใจศิลาแห่งคีรีอัสนี’ ซึ่งเป็นสมบัติแห่งวิหารเสียงสวดที่ต้องถูกนำไปใช้เพื่อสยบพายุ ไม่ใช่เพื่อการค้นหาทางรอดส่วนบุคคล”

เมฆาขมวดคิ้ว เขาพยายามจะสื่อสารว่าเขาไม่ได้ต้องการครอบครองมัน แต่เขาต้องการใช้มันเพื่อหยุดยั้งพายุนิรันดร์ที่จะทำลายทุกคน ทว่าก่อนที่เขาจะทันได้แสดงท่าทีใดๆ ชายผู้นั้นก็ขยับคทา

“ในเมื่อเจ้ามีความสามารถในการรับรู้ถึงมัน เจ้าก็ย่อมรู้ดีว่ามันกำลังจะตื่นขึ้น” ชายผู้คุมจังหวะกล่าวต่อ “และตามกฎแห่งเสียงสวด สิ่งใดที่ตื่นขึ้นโดยปราศจากการควบคุม จะต้องถูกผนึกไว้ในวิหารเท่านั้น”

ทันใดนั้น แรงสั่นสะเทือนใต้ดินก็พุ่งขึ้นมาอย่างรุนแรงจนพื้นดินแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เมฆารู้สึกได้ถึงพลังงานมหาศาลที่พยายามจะแทรกซึมผ่านร่างกายของเขา แต่มันกลับถูกขัดขวางด้วยคลื่นเสียงที่แผ่ออกมาจากคทาของชายผู้นั้น คลื่นนั้นทำหน้าที่เหมือนกรงขังที่มองไม่เห็น มันบีบอัดแรงสั่นสะเทือนจากใต้ดินให้กลายเป็นวงกลมแคบๆ รอบตัวเขา

“หยุดนะ!” เมฆาพยายามจะตะโกน แม้จะรู้ว่าเขาไม่มีเสียงที่จะส่งออกไป แต่ความโกรธเกรี้ยวทำให้เขาพุ่งตัวเข้าหาชายผู้นั้น

แต่เขากลับถูกหยุดไว้ด้วยกำแพงอากาศที่สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ชายผู้คุมจังหวะไม่ได้ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย เขาเพียงแค่สะบัดคทาเบาๆ แรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงก็พุ่งเข้าปะทะหน้าอกของเมฆาจนเขากระเด็นกลับไปกระแทกกับซากหิน

“เจ้าไม่มีสิทธิ์เรียกร้อง” ชายผู้นั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบ “และเจ้าจะไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะสัมผัสมันอีกต่อไป”

ทันใดนั้น สิ่งที่เมฆาคาดไม่ถึงก็เกิดขึ้น กลุ่มนักบวชคนอื่นๆ ก้าวเข้ามาข้างหน้า พวกเขาไม่ได้มาเพื่อทำร้ายเขา แต่พวกเขามาเพื่อทำบางอย่างที่ส่งผลกระทบต่อจิตวิญญาณของเขามากกว่าการทำร้ายร่างกาย ชายผู้คุมจังหวะยื่นมือออกไป และใช้พลังคลื่นเสียงดึงเอา ‘กระแสความสั่นสะเทือน’ ที่ไหลเวียนอยู่ในตัวเมฆา—สิ่งที่เขาใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารและเป็นสัมผัสพิเศษเพียงหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่—ให้ถูกแยกออกจากจิตวิญญาณของเขา

มันเจ็บปวดราวกับมีมือที่มองไม่เห็นพยายามจะกระชากวิญญาณของเขาออกไปจากร่าง เมฆารู้สึกถึงความว่างเปล่าที่ขยายตัวขึ้นในหัวใจ สัมผัสที่เขาเคยใช้รับรู้โลก ความรู้สึกที่เขามีต่อพื้นดินและอากาศ กำลังถูกช่วงชิงไป

“เราจะยึด ‘พันธสัญญาแห่งแรงสั่นสะเทือน’ ของเจ้าไป” ชายผู้นั้นประกาศ “เพื่อไม่ให้เจ้าใช้มันในการรบกวนพิธีกรรมแห่งการผนึกหัวใจศิลา”

สิ่งที่ถูกพรากไปไม่ใช่สิ่งของที่จับต้องได้ แต่มันคือ ‘พันธสัญญาแห่งแรงสั่นสะเทือน’—ความสามารถในการรับรู้และสื่อสารกับโลกผ่านแรงสั่นสะเทือนที่ติดตัวเขามาตั้งแต่เกิด และเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เขามีตัวตนในโลกที่ไร้เสียงแห่งนี้ เมื่อมันถูกกระชากออกไป เมฆารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกลายเป็นความมืดมิดที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ความมืดของแสงสว่าง แต่เป็นความมืดมิดของความรู้สึกและการดำรงอยู่

เขานอนฟุบอยู่กับพื้น หายใจหอบถี่ สัมผัสที่เคยอบอุ่นจากพื้นดินหายไปสิ้น เหลือเพียงความว่างเปล่าที่หนาวเหน็บยิ่งกว่าพายุภายนอก และในขณะที่เขากำลังจะหมดสติไป เขาก็สัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนสุดท้าย... แรงสั่นสะเทือนที่ไม่ได้มาจากใต้ดิน และไม่ได้มาจากนักบวช แต่มันคือเสียงคำรามจากสิ่งที่กำลังตื่นขึ้นมาจากการถูกพรากพันธสัญญาไป

--- เมฆาต้องเผชิญหน้ากับผู้คุมจังหวะแห่งนักบวชเสียงสวดที่บุกมาเพื่อผนึกหัวใจศิลาใต้ดิน และถูกพราก 'พันธสัญญาแห่งแรงสั่นสะเทือน' ซึ่งเป็นสัมผัสพิเศษเพียงหนึ่งเดียวที่เขาใช้สื่อสารกับโลกไป ทำให้เขาตกอยู่ในสภาวะสิ้นหวังและสูญเสียตัวตนท่ามกลางการตื่นขึ้นของบางสิ่ง