← 章節目錄

The Call of Thunder Peak

章節 37免費

ตอนที่ 37 — เสียงกึกก้องของมหาอัสนี

ความมืดมิดแผ่คลุมราวกับผืนผ้าปูที่ปูด้วยความว่างเปล่า ท้องฟ้าเหนือศีรษะไม่ใช่ท้องฟ้าอีกต่อไป แต่มันคือเพดานของมิติที่บิดเบี้ยว สีดำสนิทกลืนกินทุกสิ่งแม้แต่แสงที่ลอดผ่านเข้ามาจากรอยแยกบางๆ เมฆาคุกเข่าอยู่บนพื้นผิวที่เย็นเยียบ ราวกับพื้นดินที่ถูกแช่แข็งจนถึงแก่นกลาง ดวงตาของเขาเบิกกว้าง จ้องมองไปยังภาพตรงหน้าด้วยความตกตะลึง

เบื้องหน้าเขาคือ 'ระฆังทองคำต้นกำเนิด' มันไม่ได้ตั้งตระหง่านอย่างที่เคยจินตนาการ มันผุกร่อนและแตกร้าว ท่ามกลางรอยร้าวเหล่านั้น มีแสงสีแดงฉานส่องลอดออกมาเป็นลำๆ ราวกับเลือดที่ไหลซึมออกจากบาดแผลลึก พลังงานโบราณที่เขาเคยสัมผัสได้จากระยะไกล บัดนี้มันพลุ่งพล่านราวกับภูเขาไฟที่พร้อมจะระเบิด การสั่นสะเทือนที่เคยขาดหายไป กลับมาเยือนอีกครั้ง แต่ไม่ใช่การสั่นสะเทือนที่คุ้นเคย มันรุนแรง โหดร้าย และเต็มไปด้วยความโกรธแค้น

เสียงคร่ำครวญของแผ่นดินที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น ดังสะท้อนก้องอยู่ในหัวของเมฆา แม้เขาจะไม่ได้ยินเสียงด้วยหู แต่สัมผัสพิเศษที่เหลืออยู่ของเขา—การรับรู้แรงสั่นสะเทือนผ่านฝ่าเท้าและอากาศ—กำลังกรีดร้องบอกเขาถึงภัยพิบัติที่กำลังจะมาถึง ธาตุบรรพกาลที่ถูกปลุกขึ้นมาจากการรบกวนอันมหาศาลของการแตกสลายของแกนกลางเสียง กำลังแสดงพลังอำนาจของมัน

เขาเงยหน้ามองรอบตัว แผ่นดินใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เศษหินและฝุ่นผงร่วงหล่นลงมาจากเพดานมิติที่บิดเบี้ยว สภาพแวดล้อมโดยรอบเริ่มเปลี่ยนไป จากความมืดมิดอันว่างเปล่า กลายเป็นภาพของก้อนหินสีดำขนาดมหึมาที่กำลังลอยเคว้งคว้างอยู่รอบตัวเขา แต่ละก้อนสั่นสะเทือนราวกับมีชีวิต

“นี่หรือคือระฆังทองคำ…” เสียงกระซิบที่แหบแห้งหลุดออกจากริมฝีปากของเมฆา เขาเอื้อมมือออกไปข้างหน้า พยายามจะสัมผัสเศษเสี้ยวแกนเสียงที่ชายหน้ากากโลหะมอบให้ มันเย็นเยียบและแตกร้าว แต่กลับสั่นสะเทือนตอบรับกับพลังงานอันมหาศาลที่กำลังปะทุขึ้น

จู่ๆ ภาพเบื้องหน้าของเขาก็พร่าเลือน ภาพของ 'อสูรคลื่นสูญญากาศ' ปรากฏขึ้นตรงหน้า ความว่างเปล่าสีดำที่ไร้รูปร่างกำลังขยายตัวออก กลืนกินทุกสิ่ง เสียงกรีดร้องที่ไร้เสียงดังอื้ออึงในโสตประสาทแห่งการรับรู้ของเขา มันคือความว่างเปล่าที่กำลังจะกลืนกินทุกสรรพสิ่ง

“หยุดนะ!” เมฆาตะโกน แม้ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปาก เขากระชับเศษเสี้ยวแกนเสียงในมือแน่น พยายามจะใช้ 'เครื่องรับแรงสั่นสะเทือนจำลอง' ที่ยังคงติดอยู่ที่แขนซ้ายของเขา เพื่อเชื่อมต่อกับพลังของระฆังทองคำ

เครื่องรับแรงสั่นสะเทือนจำลองของเขาเริ่มทำงาน มันเปล่งแสงสีฟ้าอ่อนๆ ออกมา สั่นสะเทือนเบาๆ พยายามจะจับความถี่ของสิ่งที่อยู่ตรงหน้า แต่ยิ่งมันพยายามมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งพบกับความต้านทานอันมหาศาล พลังงานของธาตุบรรพกาลที่ถูกปลุกขึ้นมานั้นรุนแรงเกินกว่าที่เครื่องมือจำลองจะรับมือไหว

“เจ้าไม่เข้าใจ!” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากที่ไหนสักแห่ง ราวกับมาจากทุกทิศทุกทาง เสียงนั้นไม่ได้ดังผ่านโสตประสาท แต่สั่นสะเทือนเข้าสู่กระดูกสันหลังของเมฆา

เมฆาหันขวับมองไปรอบตัว แต่ก็ไม่พบสิ่งมีชีวิตใดๆ

“ระฆังทองคำต้นกำเนิด มิใช่สิ่งที่จะนำมาควบคุม มันคือหัวใจของโลกใบนี้… และบัดนี้หัวใจดวงนั้นกำลังจะแตกสลาย!”

ภาพของชายหน้ากากโลหะปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเขาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ ใบหน้าของเขาดูเคร่งเครียดกว่าเดิม แสงสีแดงจากระฆังทองคำสะท้อนบนหน้ากากโลหะ ทำให้มันดูเหมือนกำลังมีเลือดไหล

“เจ้าปลุกมันขึ้นมาแล้ว เมฆา… เจ้าปลุก 'วายุเทพ' ซึ่งเป็นธาตุบรรพกาลแห่งสายฟ้าให้ตื่นขึ้น” ชายหน้ากากโลหะกล่าว “พลังของมันรุนแรงเกินกว่าที่ใครจะจินตนาการได้ และมันกำลังจะทำลายทุกสิ่ง…”

ทันใดนั้นเอง แผ่นดินใต้เท้าของเมฆาก็แยกออกเป็นรอยร้าวขนาดใหญ่ เปลวไฟสีแดงฉานและกระแสไฟฟ้าสีฟ้าอมม่วงพวยพุ่งออกมาจากรอยแยกนั้น ราวกับปอดของโลกที่กำลังหายใจเอาพลังงานดิบออกมา

“นี่ไม่ใช่การตื่นของธาตุ… นี่คือการปฏิสนธิของความว่างเปล่า!”

เสียงของชายหน้ากากโลหะแปรเปลี่ยนเป็นคำเตือนที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง

“อสูรคลื่นสูญญากาศ… มันไม่ต้องการกลืนกินโลก… มันต้องการกลืนกิน 'เสียง' ที่จะเกิดขึ้นจากการตื่นของวายุเทพ!”

เมฆามองภาพตรงหน้าด้วยความตื่นตระหนก รอยร้าวบนระฆังทองคำเริ่มขยายใหญ่ขึ้น แสงสีแดงฉานรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และเสียงคร่ำครวญของแผ่นดินก็ดังสนั่นหวั่นไหว

“พลังงานที่หล่อเลี้ยงโลก… กำลังถูกแปรเปลี่ยน…” เสียงของชายหน้ากากโลหะแผ่วเบาลง “หากวายุเทพปะทะกับอสูรคลื่นสูญญากาศ… โลกทั้งใบจะถูกกลืนกินด้วยความเงียบที่ไร้จุดสิ้นสุด…”

เมฆาพยายามจะลุกขึ้นยืน แต่แรงสั่นสะเทือนรุนแรงเกินไป เขาเห็นเงาสีดำไร้รูปร่างของอสูรคลื่นสูญญากาศกำลังลอยเข้ามาใกล้ พร้อมกับเสียงกรีดร้องที่ไร้เสียงแต่กลับดังก้องอยู่ในหัวของเขา

“ข้าต้องทำอะไรสักอย่าง…” เขาคิด

เขากัดฟัน พยายามจะส่งกระแสความรู้สึกผ่านเศษเสี้ยวแกนเสียงที่อยู่ในมือไปยังเครื่องรับแรงสั่นสะเทือนจำลอง เขาต้องการที่จะเข้าใจ… ต้องการที่จะควบคุม…

แต่ยิ่งเขาส่งกระแสความรู้สึกออกไปมากเท่าไหร่ ยิ่งเป็นการเร่งปฏิกิริยาให้ธาตุบรรพกาลที่ถูกปลุกขึ้นมานั้น แสดงพลังของมันออกมามากขึ้นเท่านั้น

“ไม่… นี่ไม่ใช่การควบคุม… นี่คือการปลุกปีศาจ…”

ชายหน้ากากโลหะพุ่งเข้ามาประชิดตัวเมฆา “เจ้าต้องเลือก เมฆา! ปล่อยให้ระฆังทองคำแตกสลายและกลืนกินทุกสิ่ง… หรือจงพยายามเชื่อมต่อกับมัน… แม้ว่านั่นหมายถึงการเผชิญหน้ากับความโกรธเกรี้ยวของวายุเทพ!”

เมฆาหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ความเงียบงันรอบกายที่เคยเป็นเหมือนคุก บัดนี้กลับกลายเป็นสภาวะที่เขาต้องยอมรับ เขาไม่สามารถได้ยินเสียง แต่เขาสามารถ 'รู้สึก' ได้

เขาสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดของโลก สัมผัสได้ถึงความโกรธของวายุเทพ และสัมผัสได้ถึงความว่างเปล่าที่กำลังคืบคลานเข้ามา

“ข้า… จะไม่ยอมให้ความเงียบกลืนกินทุกสิ่ง…”

เขาตัดสินใจ เขาจะไม่พยายามควบคุมพลังที่เขาไม่เข้าใจ แต่เขาจะพยายาม 'สอดคล้อง' กับมัน

เมฆากระชับเครื่องรับแรงสั่นสะเทือนจำลองและเศษเสี้ยวแกนเสียงในมือแน่น เขาหลับตาลงอีกครั้ง ปล่อยให้การสั่นสะเทือนของระฆังทองคำที่กำลังแตกสลายไหลผ่านตัวเขา

ทันใดนั้นเอง แสงสีแดงฉานจากระฆังทองคำก็สว่างวาบขึ้นอย่างรุนแรง เสียงคร่ำครวญของแผ่นดินก็ดังขึ้นถึงขีดสุด และภาพของอสูรคลื่นสูญญากาศก็ถูกกลืนกินด้วยแสงสว่างอันเจิดจ้า

เมฆาอ้าปากค้าง แม้จะไม่มีเสียง แต่เขา 'เห็น' การปะทะกันของพลังอันมหาศาล พลังแห่งสายฟ้าจากวายุเทพ และพลังแห่งความว่างเปล่าจากอสูรคลื่นสูญญากาศ

“นี่คือ… เสียงกึกก้องของมหาอัสนี…” ชายหน้ากากโลหะกล่าวเสียงแผ่วเบา “มันคือการกำเนิดและการดับสูญ… ในเวลาเดียวกัน…”

เมฆาได้แต่ยืนมองด้วยความตกตะลึง ภาพเบื้องหน้าของเขาคือการต่อสู้ของพลังที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าจินตนาการ การปะทะกันของธาตุบรรพกาลที่กำลังจะตัดสินชะตากรรมของโลกใบนี้

เขาไม่รู้ว่านี่คือจุดเริ่มต้นหรือจุดสิ้นสุด… แต่เขารู้เพียงอย่างเดียวว่า พายุที่กำลังจะมาถึงนั้น จะแตกต่างจากพายุที่เคยมีมาโดยสิ้นเชิง

โลกกำลังจะถูกหล่อหลอมขึ้นใหม่… จากเสียงกึกก้องของมหาอัสนี

และเขาก็เป็นเพียงผู้เฝ้ามอง… ที่กำลังจะถูกกลืนกินไปพร้อมกับมัน.

--- เมฆาเดินทางมาถึงมิติที่ซ่อนระฆังทองคำต้นกำเนิด แต่กลับพบว่ามันกำลังแตกสลายและปลุกธาตุบรรพกาลแห่งสายฟ้า 'วายุเทพ' ขึ้นมาแทน การปะทะกันระหว่างวายุเทพกับอสูรคลื่นสูญญากาศกำลังจะทำลายล้างโลกทั้งใบ ทำให้เมฆาต้องเผชิญหน้ากับชะตากรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้.