← 章節目錄

The Monsoon Pier

章節 3免費

ตอนที่ 3 — กลิ่นดอกมะลิในหมอกยามเช้า

เสียงเครื่องยนต์เรือเหล็กของพวกนายหัวเดชายังดังสะท้อนอยู่ในโสตประสาท แม้รินจะถอยห่างออกมาจนถึงท้ายเรือนแพไม้ไผ่หลังเก่าของเธอแล้วก็ตาม ร่างกายของเธอสั่นเทา ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะความเหนื่อยล้าที่กัดกินลึกไปถึงกระดูกหลังจากต้องวิ่งวุ่นประสานงานกับชาวบ้านทั้งคืนเพื่อเตรียมรับมือกับพวกกลุ่มทุนที่จะมาวางเสาเข็มปิดทางน้ำในวันพรุ่งนี้

"ริน... กินน้ำขิงอุ่นๆ หน่อยไหม? หน้าซีดเหมือนคนไม่ได้นอนมาสามวัน" คามินเดินถือถ้วยกระเบื้องใบเล็กเข้ามาหา เสียงไม้กระดานใต้เท้าเขาสั่นเบาๆ ตามจังหวะการเดิน เขาพยายามทำตัวให้ปกติที่สุด แต่รินสังเกตเห็นว่าปลายนิ้วของเขาที่กำลังจัดวางถ้วยนั้นสั่นเล็กน้อย

"ขอบใจนะคามิน แต่ฉันว่าฉันแค่ต้องพัก" รินรับถ้วยมา มือของเธอที่กร้านจากการดึงเชือกและจับไม้พายสั่นจนน้ำขิงกระฉอก "พวกเรือเหล็กพวกนั้น... ถ้าพวกมันเริ่มตอกเสาเข็มเมื่อไหร่ กระแสน้ำตรงหัวโค้งนี้จะเปลี่ยนทิศทันที เรือแพของพวกเราจะกลายเป็นขยะที่ถูกซัดไปติดตลิ่งตายกันหมด"

"ผมเข้าใจเรื่องแรงดันน้ำดี ริน... โครงสร้างไม้ของแพพวกเราไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรับแรงปะทะจากคลื่นที่เปลี่ยนทิศกะทันหันแบบนั้น" คามินขยับแว่นสายตา พลางมองไปที่รอยต่อของเสาแพ "ถ้าเราไม่หาทางเบี่ยงน้ำ หรือไม่ทำให้พวกเขารู้ว่าการสร้างเขื่อนตรงนี้จะทำลายระบบนิเวศของปากแม่น้ำทั้งหมด..."

"มันไม่มีทางเลือกอื่นหรอกคามิน" รินขัดขึ้น เสียงของเธอแหบพร่า "นายหัวเดชาไม่ได้มาเพื่อเจรจา เขามาเพื่อยึดสิทธิ์การเดินเรือ เราต้องสู้ด้วยกฎแห่งกระแสน้ำ แต่เราไม่มีอำนาจพอจะหยุดเรือเหล็กนั่นได้"

คามินไม่ได้ตอบอะไร เขาเพียงแต่พยักหน้าช้าๆ แล้วเดินเลี่ยงไปตรวจเช็คความมั่นคงของรอกยกสินค้าที่หัวเรือทิ้งให้รินอยู่กับความเงียบสงัดของยามเช้ามืดที่แสงอาทิตย์ยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้ามรสุม

รินเอนหลังพิงเสาเรือนแพ หลับตาลงหวังจะให้ความมืดช่วยชะล้างความวุ่นวายในหัว แต่ภาพเรือเหล็กขนาดมหึมาที่บดขยี้ผืนน้ำกลับยิ่งชัดเจนขึ้นในมโนภาพ ทันใดนั้น ความรู้สึกหนึ่งก็แทรกซึมเข้ามา มันไม่ใช่ความหนาวเย็นของไอหมอก แต่เป็นความรู้สึกเหมือนมีใครบางคนกำลังยืนอยู่ข้างๆ เธอ...

"ริน..."

เสียงนั้นเบาบางเหมือนเสียงลมพัดผ่านใบตอง รินสะดุ้งลืมตาขึ้นทันที เธอขยี้ตาแรงๆ พลางมองไปรอบๆ "คามิน? นายแกล้งฉันเหรอ?"

ไม่มีเสียงตอบรับ ไม่มีแม้แต่เงาของคามิน มีเพียงเสียงน้ำกระทบกราบแพเป็นจังหวะสม่ำเสมอ รินส่ายหัว 'หลอนไปเองแน่ๆ' เธอคิดในใจ พลางขยับตัวจะลุกขึ้น แต่แล้วความรู้สึกแปลกประหลาดก็จู่โจมประสาทสัมผัสของเธออีกครั้ง

มันไม่ใช่เสียง แต่มันคือกลิ่น...

กลิ่นดอกมะลิสดที่เพิ่งถูกเด็ดมาจากต้น กลิ่นหอมนวล อบอุ่น และสะอาดสะอ้าน กลิ่นที่ควรจะไม่มีทางพบได้ในที่ราบสามเหลี่ยมปากแม่น้ำที่มีแต่กลิ่นโคลน กลิ่นเกลือ และกลิ่นน้ำมันเครื่องแบบนี้ รินชะงักงัน กลิ่นนี้มันคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด มันคือกลิ่นเดียวกับที่ปู่ของเธอชอบใช้โรยบนหมอนก่อนนอนทุกคืนในสมัยที่เธอยังเป็นเด็ก

"ปู่..." รินพึมพำออกมาด้วยความตกใจ เธอรีบมองไปที่กองบันทึกเก่าๆ ของปู่ที่วางระเกะระกะอยู่บนโต๊ะไม้ข้างตัว "เป็นไปไม่ได้... ปู่เสียไปตั้งนานแล้ว"

เธอพยายามบอกตัวเองว่ามันคืออาการประสาทหลอนจากการพักผ่อนน้อย กลิ่นอาจจะลอยมาจากเรือขายดอกไม้ของใครสักคนในตลาดไกลๆ ก็ได้ แต่กลิ่นนี้มันเข้มข้นและวนเวียนอยู่รอบตัวเธอ ราวกับว่ามันถูกบรรจุอยู่ในอากาศที่เธอกำลังหายใจเข้าออก

รินเอื้อมมือที่สั่นเทาไปหยิบสมุดบันทึกเล่มหนึ่งขึ้นมา มันเป็นบันทึกที่ปู่เขียนไว้เกี่ยวกับทิศทางลมและตำนานคำทำนายแห่งดวงดาวที่พวกหมอผีริมน้ำมักจะเล่าขานกันถึงราชินีที่จะมาจุติเพื่อรวมโลกเป็นหนึ่ง เธอเปิดไปหน้าที่มีรอยคราบน้ำจางๆ และพบว่ามีตัวอักษรใหม่ที่ดูเหมือนจะไม่ใช่ลายมือของปู่ แต่มันกลับดูอ่อนน้อมและนุ่มนวลอย่างประหลาด

‘อย่ากลัวกระแสน้ำที่เชี่ยวกรำ เพราะน้ำที่นิ่งที่สุดคือพื้นฐานของแรงส่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด’

รินเบิกตากว้าง ตัวอักษรนั้นยังดูเหมือนเพิ่งถูกเขียนลงไป หมึกยังดูเข้มและสดใหม่ราวกับมันเพิ่งซึมลงในเนื้อกระดาษเมื่อวินาทีที่เธอมองเห็น เธอหันขวับไปมองรอบตัวอีกครั้ง คราวนี้เธอไม่ได้มองแค่ความว่างเปล่า แต่เธอจ้องมองไปที่พื้นที่ว่างข้างตัวเธอราวกับจะจับผิดสิ่งที่มองไม่เห็น

"ใครน่ะ! ออกมานะ!" รินตะโกน เสียงของเธอสั่นเครือด้วยความตื่นตระหนกที่ผสมกับความสงสัย "ถ้าเป็นพวกนายหัวส่งมาแกล้งฉันล่ะก็ บอกเลยว่าเสียเวลาเปล่า!"

ความเงียบยังคงเป็นคำตอบเดียวที่ได้รับ แต่กลิ่นดอกมะลิกลับยิ่งรุนแรงขึ้น มันไม่ได้จางหายไป แต่มันกลับโอบล้อมตัวเธอไว้เหมือนผ้าห่มที่อบอุ่น ท่ามกลางความหนาวเหน็บของมรสุมที่กำลังจะมาถึง รินรู้สึกได้ถึงความเย็นเยียบที่ไม่ได้มาจากอากาศ แต่เป็นสัมผัสที่เบาบางเหมือนกระแสลมที่ลูบผ่านไหล่ของเธอไปอย่างแผ่วเบา

เธอก้มมองบันทึกในมืออีกครั้ง และคราวนี้เธอเห็นบางอย่างที่ชัดเจนกว่าเดิม... มันไม่ใช่แค่ตัวอักษร แต่มันคือรอยประทับของนิ้วมือที่จางหายไปบนหน้ากระดาษ ราวกับมีใครบางคนเพิ่งวางมือลงตรงนั้นเพื่อปลอบโยนเธอ

รินไม่ได้รู้สึกกลัวเหมือนตอนแรก ความเหนื่อยล้าที่เคยหนักอึ้งกลับถูกแทนที่ด้วยความสงสัยที่รุนแรงยิ่งกว่า เธอไม่ได้อยู่คนเดียวในเรือนแพลำนี้ และสิ่งที่อยู่กับเธอนั้น... ไม่ใช่สิ่งที่เธอจะสามารถอธิบายด้วยกฎแห่งกระแสน้ำหรือกลไกของเครื่องยนต์เรือเหล็กได้เลย

--- รินเผชิญกับอาการเหนื่อยล้าและเริ่มเห็นภาพหลอนหลังการปะทะกับกลุ่มทุน แต่เธอกลับพบหลักฐานที่ชัดเจนว่ามีตัวตนบางอย่างกำลังสื่อสารกับเธอผ่านกลิ่นดอกมะลิและข้อความในบันทึกเก่าของปู่