ตอนที่ 7 — เสียงกรีดร้องแห่งเงามืด
เสียงหวีดหวิวที่บิดเบี้ยว โหดร้าย และเต็มไปด้วยความโกรธแค้น ดังก้องมาจากส่วนลึกที่สุดของโถงใต้ดิน ราวกับเสียงกรีดร้องของสรรพสิ่งที่ไม่เคยรู้จักแสงสว่าง มันแผ่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่แค่เสียงที่ได้ยินด้วยหู แต่เป็นแรงสั่นสะเทือนที่แทรกซึมเข้าสู่กระดูก เข้าสู่จิตวิญญาณ ไพลินเบิกตากว้าง ร่างกายผุดลุกขนลุกไปทั่วทุกอณู แม้ว่าคลื่นพลังแห่งการเยียวยาจากขลุ่ยวิญญาณโบราณจะยังคงไหลเวียนอยู่ในกายเธอ แต่เสียงอันน่าสะพรึงกลัวนี้กลับก่อให้เกิดความเจ็บปวดที่ต่างออกไป มันคือความกลัวดิบๆ ความกลัวที่ไร้รูปร่าง ไร้ที่มา ที่พยายามจะกัดกินความกล้าหาญสุดท้ายของเธอ
“ซี! เกิดอะไรขึ้น!” ไพลินตะโกนพลางคว้าแขนของซีไว้แน่น สัตว์วิเศษตัวน้อยสั่นเทา ดวงตาโตเบิกกว้างมองไปยังเบื้องล่างของโถงที่มืดมิดที่สุด เสียงหวีดหวิวยังคงดังต่อเนื่อง แต่ซีกลับเงยหน้ามองไพลินด้วยแววตาที่ฉายประกายบางอย่างที่ไพลินไม่เคยเห็นมาก่อน มันไม่ใช่ความกลัว แต่เป็นความมุ่งมั่นบางอย่าง
“มัน... มันกำลังพยายามจะกลืนกินเสียงเพลงของเรา ไพลิน” ซีตอบเสียงสั่น “เสียงแห่งการเยียวยา... มันไม่ชอบ”
คำพูดของซีทำให้ไพลินนึกถึงภาพแผ่นหินสลักของพ่อ ภาพวิถีแห่งดวงดาวที่เชื่อมโยงกัน ภาพธารดาวที่ไหลรินไม่ขาดสาย และบัดนี้ ภาพแท่นบูชาผลึกจันทราที่พังทลายลงมา แต่สิ่งที่ชัดเจนที่สุดในใจของเธอคือเสียงเพลง เสียงเพลงที่เธอได้ยินเพียงแผ่วเบาจากขลุ่ยวิญญาณโบราณ เสียงเพลงที่ควรจะนำมาซึ่งการเยียวยา แต่กลับปลุกสิ่งชั่วร้ายที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องล่างขึ้นมา
“เราต้องทำอะไรสักอย่าง” ไพลินกล่าวเสียงหนักแน่น เธอรู้สึกได้ถึงพลังที่ไหลเวียนจากขลุ่ยวิญญาณโบราณในมือ มันยังคงอบอุ่น และให้ความรู้สึกมั่นคง แต่คลื่นเสียงแห่งความโกรธแค้นนั้นกำลังพยายามจะกลบเสียงเพลงแห่งการเยียวยาที่เพิ่งค้นพบ “เราต้องใช้เพลงนี้... ปิดมัน!”
ไพลินสูดลมหายใจลึก พยายามรวบรวมสติที่กำลังแตกกระเจิง เธอเงยหน้ามองเพดานถ้ำที่สูงลิบลิ่ว พยายามหาจุดยึดเหนี่ยวทางจิตใจ แต่กลับมีเพียงความมืดและความว่างเปล่าที่รอคอยอยู่ตรงหน้า เธอหลับตาลงอีกครั้ง พยายามฟังเสียงหัวใจของตนเอง เสียงเพลงที่เต้นเป็นจังหวะอยู่ภายในกาย เสียงเพลงที่เชื่อมโยงเธอกับบรรพบุรุษ กับหุบผาวิญญาณแห่งนี้
“ถ้าเพลงแห่งการเยียวยาคือความหวัง... งั้นเสียงนี้... มันคืออะไรกันแน่?” ไพลินครุ่นคิด ขณะที่เสียงหวีดหวิวยังคงดังกระหึ่ม ราวกับจะเจาะทะลวงทุกการป้องกันของเธอ
ทันใดนั้นเอง แผ่นหินสลักที่เคยส่องแสงเรืองรองจากกล่องมรดกของพ่อ ซึ่งไพลินพกติดตัวมาตลอด กลับสั่นไหวอย่างรุนแรง! แสงสีฟ้าอ่อนๆ ที่เคยส่องสว่าง บัดนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานราวกับเลือด ไพลินตกใจ รีบหยิบมันขึ้นมาดู ปรากฏภาพสัญลักษณ์แปลกประหลาดที่ไม่เคยเห็นปรากฏขึ้นบนพื้นผิวหิน สัญลักษณ์เหล่านั้นหมุนวนและเรืองแสงอย่างน่าหวาดหวั่น
“นี่มัน...” ไพลินพึมพำ “นี่มันอะไรกัน?”
ซีที่ยืนอยู่ข้างๆ กระโดดขึ้นไปบนไหล่ของไพลิน มันชี้ไปที่แผ่นหินด้วยอุ้งเท้าเล็กๆ “แสง... แสงมันเปลี่ยนไป! มันไม่เหมือนเดิม!”
ไพลินสังเกตเห็นว่าสัญลักษณ์ที่ปรากฏบนแผ่นหินนั้นกำลังค่อยๆ ขยับเข้าหากัน ก่อตัวเป็นรูปร่างที่ซับซ้อนและน่าขนลุก มันไม่ใช่แผนที่ ไม่ใช่ตำนานที่เธอเคยอ่าน แต่เป็นเหมือน 'บางสิ่ง' ที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากความมืด
“บางที... สิ่งนี้อาจจะไม่ใช่แค่ 'เพลงแห่งการเยียวยา' อย่างที่พ่อคิดไว้” ไพลินกล่าวเสียงแผ่วเบา ความหวังที่เคยมีเริ่มสั่นคลอน เธอสัมผัสได้ถึงแรงดึงดูดประหลาดจากแผ่นหิน มันดูดกลืนแสงสว่างจากขลุ่ยวิญญาณโบราณที่เธอถืออยู่ ทำให้แสงสีฟ้าอ่อนๆ ค่อยๆ จางลง
“มัน... มันกำลังจะเปิดออก!” ซีร้องเตือนเสียงดัง
เมื่อพูดจบ สัญลักษณ์บนแผ่นหินสลักก็รวมตัวกันเป็นวงกลมที่สว่างวาบขึ้นมาอย่างรุนแรง! ภาพตรงหน้าของไพลินพร่าเลือนไปชั่วขณะ ก่อนจะกลับมาเป็นปกติ แต่สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าเธอไม่ใช่โถงใต้ดินที่คุ้นเคยอีกต่อไป
เบื้องหน้าของไพลินคือภาพที่ไม่อาจบรรยายได้ เป็นเหมือนมิติที่บิดเบี้ยว เต็มไปด้วยสีสันที่แปลกประหลาด แสงสว่างที่ผิดธรรมชาติ และเสียงที่ดังผสมปนเปกันจนน่าเวียนหัว ไพลินรู้สึกราวกับถูกดึงเข้าไปในภาพวาดที่ไร้เหตุผล
“นี่มัน... ที่ไหนกัน?” ไพลินถามอย่างสับสน
“มันคือ... รอยแยก” ซีตอบเสียงสั่น “รอยแยกของเสียง... ที่ถูกบิดเบือน”
ไพลินพยายามมองหาต้นตอของเสียงหวีดหวิวอันน่ากลัว แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่าที่ดูดกลืนทุกสิ่งทุกอย่างเข้าไป ราวกับว่าเสียงนั้นกำลังก่อตัวขึ้นมาจากความว่างเปล่าเอง
“เสียงที่ถูกบิดเบือน...” ไพลินทวนคำ “หมายความว่า... มันคือต้นกำเนิดของโรคประหลาดนั่นหรือ?”
ก่อนที่ซีจะได้ตอบ แผ่นหินสลักในมือของไพลินก็ส่องแสงสีแดงจัดจ้าขึ้นมาอีกครั้ง! ภาพสัญลักษณ์ที่หมุนวนอยู่บนนั้นเริ่มฉายภาพซ้ำๆ เป็นภาพของ ‘บางสิ่ง’ ที่มีรูปร่างคล้ายกับเงามืดขนาดใหญ่ กำลังล่องลอยอยู่ในความว่างเปล่า มันไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่คุ้นเคย มันไม่ใช่ภูตผีปีศาจที่เธอเคยได้ยินมา แต่มันคือ ‘เสียง’ ที่มีรูปร่าง... หรือ ‘รูปร่าง’ ที่มีเสียง?
“มัน... มันกำลังจะมา!” ซีร้องเสียงหลง
ไพลินเงยหน้าขึ้นมองรอบตัว ภาพมิติที่บิดเบี้ยวเริ่มสั่นคลอนมากขึ้น แสงสีแดงจากแผ่นหินสลักส่องสว่างเจิดจ้าขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะมองไม่เห็นสิ่งอื่นใด เสียงหวีดหวิวอันน่าสะพรึงกลัวเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ได้มาจากเบื้องล่าง แต่มาจากทุกทิศทุกทาง ราวกับว่ามิติแห่งนี้กำลังจะฉีกขาดออกเป็นเสี่ยงๆ
“เราต้องออกไปจากที่นี่!” ไพลินตัดสินใจ เธอพยายามหมุนตัวกลับ แต่กลับพบว่าทางที่เธอเข้ามานั้นปิดสนิทไปแล้ว แสงสีแดงที่ส่องสว่างจากแผ่นหินสลักดูเหมือนจะกลืนกินทางออกไปเสียหมดสิ้น
“ทางออก... หายไปไหน?” ไพลินถามเสียงสั่น
“มัน... มันถูกดูดกลืนเข้าไปแล้ว” ซีตอบพลางสั่นกลัว “ดูเหมือนว่า... แผ่นหินนั่น... มันไม่ได้พาเรามาที่นี่... แต่มันกำลังจะพา 'สิ่งนั้น' ออกไป...”
ทันใดนั้นเอง เสียงหวีดหวิวอันน่าสะพรึงกลัวก็เปลี่ยนไป มันไม่ใช่เสียงแห่งความโกรธแค้นอีกต่อไป แต่มันคือเสียงแห่งความหิวกระหาย เสียงที่กำลังพุ่งตรงมาหาพวกเธอ! ไพลินสัมผัสได้ถึงพลังงานอันมหาศาลที่กำลังถาโถมเข้ามา มันไม่ใช่แค่เสียง แต่มันคือ ‘คลื่น’ พลังงานที่มองไม่เห็น ซึ่งกำลังจะกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเธอ
ไพลินกำขลุ่ยวิญญาณโบราณแน่น เธอสัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกที่เริ่มแผ่ซ่านเข้ามาในอากาศ แม้ว่าพลังแห่งการเยียวยาจะยังคงอยู่ในตัวเธอ แต่มันก็ดูเหมือนจะอ่อนแอลงเมื่อเทียบกับพลังอันมหาศาลที่กำลังคุกคามอยู่ตรงหน้า “ข้าต้องใช้เพลงแห่งการเยียวยา... เพื่อหยุดยั้งมัน!” เธอคิดในใจ
แต่แล้ว ภาพของพ่อก็ปรากฏขึ้นในห้วงความคิดของเธอ พ่อที่พยายามจะรวบรวมบทเพลงนี้ พ่อที่บอกว่าบทเพลงนี้มีความลับมากกว่าที่เห็น ไพลินมองไปที่แผ่นหินสลักในมือ สัญลักษณ์สีแดงยังคงหมุนวนไม่หยุด ราวกับจะบอกใบ้บางอย่าง
“พ่อ... พ่อกำลังบอกอะไรข้าอยู่?” ไพลินครุ่นคิด
ขณะที่เธอคิด เสียงหวีดหวิวก็ดังขึ้นอีกครั้ง รุนแรงกว่าเดิม! คราวนี้มันไม่ได้มาจากรอบๆ ตัวอีกต่อไป แต่มันมาจากภายในตัวเธอเอง! ไพลินรู้สึกราวกับร่างกายของเธอถูกบิดเบือนจากภายใน เสียงกรีดร้องที่ดังออกมาไม่ใช่เสียงของเธอ แต่มันคือเสียงของ ‘บางสิ่ง’ ที่พยายามจะเข้ามาครอบงำเธอ
“อ๊ากกก!” ไพลินกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด เธอสัมผัสได้ถึงพลังงานอันมหาศาลที่พุ่งทะลวงเข้ามาในกาย เธอพยายามจะใช้พลังของขลุ่ยวิญญาณโบราณ แต่กลับพบว่ามันต่อต้านอำนาจของเสียงที่กำลังครอบงำเธออยู่
“มันกำลัง... มันกำลังจะกลืนกินข้า!”
ซีที่ยืนอยู่บนไหล่ของไพลิน พยายามจะส่งเสียงให้กำลังใจ แต่กลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาจากปากของมัน มันเห็นเพื่อนของตนเองกำลังถูกพลังงานอันมืดมิดกลืนกิน ช้าๆ แต่แน่นอน
ไพลินรู้สึกได้ว่าสติของเธอกำลังเลือนลางไปเรื่อยๆ ภาพต่างๆ เริ่มพร่ามัว เสียงเพลงแห่งการเยียวยาที่เธอเพิ่งค้นพบก็ค่อยๆ จางหายไป เหลือเพียงเสียงหวีดหวิวอันน่าสะพรึงกลัวที่ดังอยู่ภายในโสตประสาทของเธอ
“ไม่... ไม่นะ...” เธอพึมพำอย่างสิ้นหวัง “ข้า... ข้ายังไม่พร้อม...”
ขณะที่ทุกอย่างกำลังจะดับวูบไป แสงสีแดงจากแผ่นหินสลักก็ฉายภาพสุดท้ายขึ้นมา ภาพของ ‘บางสิ่ง’ ที่เป็นเงามืดขนาดใหญ่กำลังล่องลอยอยู่ในความว่างเปล่า แต่คราวนี้ ภาพนั้นไม่ได้แสดงถึงความน่ากลัวอีกต่อไป มันกลับดูเหมือน... กำลังโหยหาอะไรบางอย่าง?
“มัน... มันไม่ได้ต้องการจะทำร้ายเรา...” เสียงแผ่วเบาที่แทบจะไม่ได้ยินดังขึ้นในหัวของไพลิน “มันแค่... ต้องการที่จะถูกได้ยิน...”
แล้วทุกอย่างก็มืดสนิท... เสียงหวีดหวิวอันน่าสะพรึงกลัวได้กลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าอันไร้ที่สิ้นสุด...
--- ไพลินและซีต้องเผชิญหน้ากับคลื่นเสียงอันบิดเบี้ยวและทรงพลังที่ปลุกขึ้นจากส่วนลึกของโถงใต้ดิน แผ่นหินสลักของพ่อส่องแสงสีแดงฉานและเปิดเผยภาพมิติที่แปลกประหลาด ที่ซึ่งเสียงอันน่าสะพรึงกลัวกำลังพยายามครอบงำไพลิน