ตอนที่ 44 — รอยแยกของความจริงและบทเพลงที่ไร้คำตอบ
ความเงียบสงัดที่ตามมาหลังจากการปะทะกันระหว่างตัวตนและเจตจำนงแห่งมิติไม่ได้เป็นความเงียบที่สงบสุข แต่มันคือความเงียบที่หนักอึ้งราวกับถูกกดทับด้วยมวลน้ำมหาศาล กานต์หอบหายใจรวยริน รสชาติของฝุ่นแก้วและกลิ่นไหม้ของพลังงานที่แตกสลายอบอวลอยู่ในลำคอ ร่างกายของเขา—ซึ่งบัดนี้ไม่ใช่เพียงเนื้อหนังแต่เป็นผลึกแก้วทรายที่สลักรอยร้าวระยิบระยับ—สั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุม แสงสว่างที่เคยแผดเผาจากการเผชิญหน้ากับเจตจำนงแห่งมิติเริ่มจางลง ทิ้งไว้เพียงภาพลวงตาของเส้นสายแห่งความจริงที่กำลังบิดเบี้ยวไปมาเหมือนเปลวไฟบนผืนทรายร้อน
“กานต์... ได้ยินฉันไหม?” เสียงของเซนอสดังขึ้นท่ามกลางความสับสน มันเป็นเสียงที่แหบพร่าและเต็มไปด้วยความกังวล เซนอสยื่นมือที่สั่นเทามาคว้าไหล่ของเขาไว้ สัมผัสนั้นไม่ได้ให้ความรู้สึกถึงมนุษย์เพียงอย่างเดียว แต่มันคือสัมผัสของความจริงที่พยายามจะยึดเหนี่ยวเศษเสี้ยวของวิญญาณที่กำลังหลุดลอย
กานต์พยายามจะตอบ แต่สิ่งที่หลุดออกมาจากลำคอมีเพียงเสียงสะท้อนที่ผิดเพี้ยน ร่างกายของเขาในยามนี้คือสมุดบันทึกที่ถูกฉีกขาด รอยร้าวตามผิวหนังแก้วทรายไม่ใช่เพียงบาดแผล แต่มันคือช่องว่างที่ความทรงจำนับล้านกำลังไหลทะลักเข้าและออกอย่างบ้าคลั่ง เขาเห็นภาพอารยันนครที่ล่มสลาย เห็นใบหน้าของผู้คนที่จางหายไปในพายุทราย และเห็นความว่างเปล่าที่กำลังกลืนกินทุกสิ่ง ทุกครั้งที่เขาหายใจ รอยร้าวเหล่านั้นจะส่งเสียงกรีดร้องแผ่วเบาในระดับความถี่ที่มนุษย์ไม่ควรจะได้ยิน
“เราต้องไปจากที่นี่...” เซนอสกระซิบ พลางมองไปรอบๆ บริเวณที่พวกเขาอยู่ บัดนี้มันไม่ใช่โถงแก้วหรือหอคอยอีกต่อไป แต่มันคือรอยต่อระหว่างมิติที่ความจริงและเรื่องโกหกหลอมรวมกันจนแยกไม่ออก พื้นดินใต้เท้าดูเหมือนจะเป็นของแข็ง แต่ก็สั่นไหวเหมือนระลอกคลื่นในน้ำ ท้องฟ้าเบื้องบนไม่มีดวงอาทิตย์ มีเพียงมวลสารสีหม่นที่หมุนวนเป็นเกลียวคลื่นของเสียงที่มองเห็นได้ด้วยตา
กานต์ยันกายขึ้น ความเจ็บปวดแล่นริ้วจากรอยแตกที่หน้าอก ลามไปถึงดวงตาข้างที่เหลืออยู่ เขาตระหนักได้ว่าความลับของ 'นครเสียงสะท้อน' ที่เขาเพิ่งได้รับรู้มานั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่สถานที่ แต่มันคือสภาวะของความขัดแย้งที่ดำรงอยู่ระหว่างการถูกลืมเลือนและการถูกจดจำ นครแห่งนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย แต่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็น 'ที่กักขัง' ความจริงที่โลกไม่พร้อมจะเผชิญ
“มันไม่ใช่แค่ความทรงจำ...” กานต์เค้นเสียงออกมาได้ในที่สุด เสียงของเขาฟังดูเหมือนแก้วที่บดละเอียด “มันคือ... อาวุธ... เซนอส ความทรงจำที่พวกเราพยายามรักษาไว้... มันคือสิ่งเดียวที่จะทำลายระบบการจัดระเบียบนี้ได้ หรือไม่ก็... ทำลายทุกอย่างให้สิ้นซาก”
ขณะที่พวกเขากำลังพยายามหาทางเคลื่อนที่ผ่านมิติที่บิดเบี้ยวนี้ แสงสีขาวนวลตาเริ่มก่อตัวขึ้นที่เส้นขอบฟ้าของความว่างเปล่า มันไม่ใช่แสงที่นำทาง แต่มันคือแสงของเหล่า Resonators ที่กำลังเคลื่อนที่มาตามจังหวะการสั่นสะเทือนของความผิดเพี้ยนที่กานต์ทิ้งไว้ พวกมันไม่ได้มาเพื่อทำลาย แต่มาเพื่อ 'แก้ไข'—เพื่อลบตัวตนของกานต์ที่กำลังสลักรอยร้าวไว้บนโครงสร้างของมิติ
“วิ่ง!” เซนอสตะโกน เขาคว้าแขนกานต์แล้วออกแรงดึง ร่างของทั้งคู่ถลาไปข้างหน้าบนพื้นผิวที่กึ่งแข็งกึ่งเหลว กานต์รู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนใต้ฝ่าเท้า มันคือเสียงเพรียกจากสิ่งที่อยู่ลึกลงไปใต้รอยแยก ความถี่ที่เขาเพิ่งจะปลดปล่อยออกมาเมื่อครู่ได้สร้าง 'รอยแผล' ไว้ในเนื้อผ้าของมิติ และตอนนี้ รอยแผลนั้นกำลังเรียกหาเจ้าของของมัน
ระหว่างการหลบหนี กานต์มองเห็นภาพนิมิตแทรกเข้ามาในสายตา รอยร้าวบนร่างกายของเขากลายเป็นประตูที่เปิดออกสู่ความทรงจำของบรรพบุรุษช่างสลักทราย เขาเห็นภาพการสร้างนครเสียงสะท้อนขึ้นมาจากการใช้คลื่นเสียงที่แข็งตัว เขาเห็นความโกรธแค้นและความหวาดกลัวที่ทำให้คนโบราณตัดสินใจกักขังความจริงไว้ในรูปแบบของเสียง เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยเลือดเนื้อและความเจ็บปวดกลับมาทำลายโลกอีกครั้ง
‘หากความจริงคือยาพิษ ความลืมเลือนก็คือความเมตตา’ เสียงกระซิบหนึ่งดังขึ้นในหัวของเขา มันไม่ใช่เสียงของเซนอส และไม่ใช่เสียงของเจตจำนงมิติ แต่มันคือเสียงของความจริงที่ถูกสลักไว้ในแกนเสียงดนตรี
“กานต์! ระวัง!” เซนอสผลักเขาให้พ้นจากลำแสงสีขาวที่พุ่งผ่านร่างไปเพียงเสี้ยววินาที ลำแสงนั้นไม่ได้ทำลายวัตถุ แต่มันทำให้สิ่งที่ถูกสัมผัสกลายเป็นความว่างเปล่า—มันลบเลือนตัวตนของก้อนหินแก้วที่อยู่ข้างๆ ให้หายไปราวกับไม่เคยมีอยู่จริง
กานต์มองดูมือของตัวเองที่เริ่มโปร่งแสง รอยร้าวที่แขนขยายใหญ่ขึ้นจนเห็นแสงสีขาวที่พยายามจะแทรกซึมเข้ามาข้างใน เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าการต่อสู้ครั้งนี้ไม่ใช่การเอาชนะเพื่อครอบครองความทรงจำ แต่เป็นการเลือกว่าจะยอมรับความเจ็บปวดที่แท้จริง หรือจะยอมสยบต่อความสงบสุขที่จอมปลอม
พวกเขามาหยุดพักอยู่ที่ขอบของหน้าผาแก้วที่มองลงไปเห็นนครเสียงสะท้อนที่อยู่เบื้องล่าง แต่มันไม่ใช่เมืองที่สวยงามอย่างที่จินตนาการไว้ มันคือเมืองที่สั่นไหวตลอดเวลา ราวกับภาพสะท้อนในผิวน้ำที่ถูกลมพัดผ่าน ตึกรามบ้านช่องสร้างจากคลื่นเสียงที่แข็งตัวเป็นรูปทรงที่แปลกประหลาดและไม่คงที่ มันดูเหมือนสิ่งมีชีวิตที่กำลังหายใจด้วยความทรมาน
“นั่นคือเป้าหมายของเราใช่ไหม?” เซนอสถาม พลางมองลงไปที่นครที่สั่นไหว
กานต์พยักหน้าอย่างช้าๆ แม้จะรู้ดีว่าการก้าวเข้าไปในนครแห่งนั้น อาจหมายถึงการที่เขาต้องเลือกระหว่างการเป็น 'ช่างสลัก' ผู้รักษาประวัติศาสตร์ หรือการเป็น 'ผู้ทำลาย' ที่ปลดปล่อยหายนะที่โลกพยายามลืม
ทันใดนั้น เสียงสะท้อนที่รุนแรงที่สุดเท่าที่กานต์เคยได้ยินก็ดังขึ้นจากใจกลางของนครเสียงสะท้อน มันไม่ใช่เสียงดนตรีที่ไพเราะ แต่มันคือเสียงคำรามของความจริงที่กำลังจะระเบิดออกมาจากพันธนาการ และในวินาทีนั้นเอง กานต์ก็เห็นเงาร่างหนึ่งยืนอยู่บนยอดหอคอยที่สูงที่สุดของนครนั้น—เงาร่างที่ดูเหมือนเซนอส แต่กลับแผ่ซ่านไปด้วยพลังงานที่เย็นเยียบและไร้ความรู้สึก
“มันเริ่มแล้ว” กานต์พึมพำ รอยร้าวบนหน้าอกของเขาสั่นสะเทือนล้อไปกับเสียงนั้น พร้อมกับความรู้สึกที่ว่า ตัวตนของเขากำลังจะถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน—ส่วนที่เป็นมนุษย์ที่โหยหาความจริง และส่วนที่เป็นแก้วทรายที่ต้องการเพียงความว่างเปล่าที่สงบสุข
--- กานต์และเซนอสหนีจากการไล่ล่าของเหล่า Resonators ในมิติที่บิดเบี้ยว จนมาถึงขอบหน้าผาที่มองเห็นนครเสียงสะท้อนอันสั่นไหว และกานต์ต้องเผชิญกับทางเลือกที่ยากลำบากระหว่างความจริงที่เจ็บปวดหรือความลืมเลือนที่สงบสุข