← 章節目錄

Inscriptions of the Sand City

章節 29免費

ตอนที่ 29 — เศษซากแห่งความเงียบและคลื่นเสียงที่แตกสลาย

แรงระเบิดของมิติไม่ได้ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่า แต่มันทิ้งความเงียบที่หนักอึ้งราวกับตะกั่ว กานต์รู้สึกเหมือนถูกกระชากออกจากพายุคลื่นความถี่ที่บ้าคลั่ง แล้วโยนลงมาในมหาสมุทรที่ไร้การเคลื่อนไหว ทัศนวิสัยของเขาพร่าเลือน แสงสีทองของอารยันนครที่เคยคุ้นตาถูกแทนที่ด้วยแสงสีขาวหม่นที่ดูเหมือนจะไม่มีที่มาที่ไป ร่างกายของเขารู้สึกหนักอึ้งและเบาหวิวในเวลาเดียวกัน ทุกครั้งที่เขาพยายามจะหายใจ เขารู้สึกเหมือนกำลังสูดดมละอองแก้วทรายที่ละเอียดอ่อนจนแทบจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของปอด

เขานอนนิ่งอยู่บนพื้นผิวที่ดูเหมือนจะเป็นแผ่นกระจกขนาดมหึมา แต่มันกลับนุ่มนวลและสั่นไหวคล้ายผิวน้ำที่แข็งตัว กานต์พยายามพยุงตัวขึ้น ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปตามรอยปริแตกบนผิวหนัง รอยจารึกโบราณที่เคยสลักอยู่บนแขนและหน้าอกของเขา บัดนี้มันไม่ได้เป็นเพียงรอยสลัก แต่มันคือรอยร้าวที่เรืองแสงสีฟ้าหม่นออกมาอย่างอ่อนแรง เขามองดูมือของตัวเอง—มือที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเนื้อหนังของช่างสลักทราย บัดนี้มันกึ่งโปร่งแสงและเต็มไปด้วยผลึกแก้วที่งอกเงยออกมาจากข้อมืออย่างผิดรูป

"กานต์... กานต์! ได้ยินฉันไหม!"

เสียงนั้นไม่ได้ดังมาจากอากาศ แต่มันสั่นสะเทือนผ่านพื้นกระจกที่เขานอนอยู่ มันคือเสียงของเซนอส แต่มันฟังดูไกลห่างและบิดเบี้ยว ราวกับว่าเสียงนั้นกำลังเดินทางผ่านอุโมงค์ที่ยาวไกลนับพันไมล์ กานต์พยายามจะเปล่งเสียงตอบ แต่ลำคอของเขากลับแห้งผากและส่งออกมาเพียงเสียงกรีดร้องที่แหลมสูงเหมือนแก้วที่เสียดสีกัน เขาต้องรวบรวมสมาธิ ใช้เศษเสี้ยวของความทรงจำเกี่ยวกับรสชาติของน้ำและกลิ่นของลมร้อนในอารยันนครเพื่อดึงสติกลับมา

เขากลั้นใจขยับตัว ท่ามกลางความเงียบสงัดที่น่าอึดอัด เขาเริ่มสังเกตเห็นว่าสิ่งที่อยู่รอบตัวเขาไม่ใช่ความว่างเปล่า แต่มันคือ 'เศษซาก' ของมิติที่แตกสลาย มีชิ้นส่วนของวิหารโบราณที่ลอยคว้างอยู่กลางอากาศ มีเกลียวคลื่นของเสียงที่กลายเป็นรูปร่างคล้ายเส้นด้ายสีเงินโยงใยไปมาอย่างไม่เป็นระเบียบ ทุกครั้งที่ชิ้นส่วนเหล่านี้เคลื่อนที่ผ่านเขา กานต์จะได้รับรู้ถึงความรู้สึกที่ไม่ได้เป็นของตนเอง—ความเศร้าของช่างสลักที่ล้มเหลว ความโกรธแค้นของพายุทราย และความโดดเดี่ยวของดวงดาวที่ดับแสง

"ฉันอยู่นี่..."

ในที่สุดเขาก็เค้นเสียงออกมาได้ มันเป็นเสียงที่แหบพร่าและไม่มั่นคง แต่ในความเงียบนี้ มันกลับดังสะท้อนไปทั่วบริเวณ ทันใดนั้น พื้นกระจกใต้ร่างเขาก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ร่างของเซนอสปรากฏขึ้นที่เส้นขอบของทัศนวิสัย เขากำลังพยายามตะเกียกตะกายผ่านคลื่นเสียงที่หนาแน่นเพื่อมาหาเขา ใบหน้าของเซนอสดูแก่ชราลงและเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ดวงตาของเขาฉายแววตื่นตระหนกเมื่อเห็นสภาพของกานต์

"กานต์! อย่าขยับ! มิตินี้มันกำลังพยายามจะกลืนกินความผิดเพี้ยน!"

เซนอสมาถึงตัวเขาในที่สุด เขาไม่ได้เดินมา แต่เขาดูเหมือนจะ 'ไหล' มาตามแรงสั่นสะเทือนของพื้นผิว เซนอสคว้าไหล่ของกานต์ไว้ สัมผัสจากมือของเซนอสเป็นสิ่งเดียวที่ย้ำเตือนกานต์ว่าเขายังมีตัวตนอยู่จริง ไม่ใช่เพียงแค่รอยร้าวในจังหวะของโลก

"เราต้องไปจากที่นี่" เซนอสพูดพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ "การระเบิดเมื่อครู่ทำให้รอยแยกของมิติเปิดออก และเหล่า Resonators กำลังตามรอยความผิดเพี้ยนนี้มา พวกมันไม่ได้ต้องการแค่ลบความทรงจำอีกต่อไปแล้ว แต่พวกมันต้องการ 'ซ่อมแซม' ทุกอย่างที่แตกสลาย... ซึ่งหมายถึงการลบตัวตนของนายทิ้งไปด้วย"

กานต์พยายามลุกขึ้นยืน ร่างกายของเขาโงนเงนเหมือนเรือที่กำลังจะอับปาง "ความทรงจำ... ที่ฉันสลักไว้... มันหายไปหมดแล้วใช่ไหม?"

เซนอสเงียบไปครู่หนึ่ง แววตาของเขาสั่นไหว "มันไม่ได้หายไป แต่มันถูกเปลี่ยนสภาพ กานต์... นายไม่ได้แค่สลักความทรงจำลงบนแก้ว แต่นายได้กลายเป็นแก้วที่บรรจุความทรงจำเหล่านั้นไว้ในตัวนายเอง นายคือรอยจารึกที่มีชีวิต"

คำพูดนั้นทำให้กานต์รู้สึกหวาดกลัวยิ่งกว่าสิ่งใด หากเขาคือรอยจารึกที่มีชีวิต และเหล่า Resonators ต้องการความสมบูรณ์แบบที่ไร้รอยตำหนิ นั่นหมายความว่าการมีอยู่ของเขาคือ 'ความผิดพลาด' ที่ต้องถูกกำจัด

ทันใดนั้น เสียงหวีดหวิวที่เย็นยะเยือกก็ดังขึ้นจากฟากฟ้าที่ไร้จุดสิ้นสุด มันไม่ใช่เสียงลมพายุ แต่มันคือเสียงของ 'ความถี่ที่สมบูรณ์แบบ' เสียงที่เรียบเนียน ไร้ซึ่งจังหวะขัดเขิน แต่มันกลับสร้างความเจ็บปวดอย่างมหาศาลให้กับร่างกายที่เป็นแก้วของกานต์ เขาเห็นเงาร่างสีขาวบริสุทธิ์เริ่มก่อตัวขึ้นจากความว่างเปล่า พวกมันไม่มีรูปร่างที่ชัดเจน แต่เป็นกลุ่มก้อนของแสงและเสียงที่เคลื่อนที่ประสานกันอย่างเป็นระเบียบเกินไป

"พวกมันมาแล้ว" เซนอสกระชากแขนกานต์ "วิ่ง! ไปทางทิศที่มีเสียงสะท้อนที่อ่อนแรงที่สุด! นั่นคือทางเดียวที่จะนำเราไปสู่ 'นครเสียงสะท้อน'"

กานต์จำต้องฝืนความเจ็บปวด เขาวิ่งไปบนพื้นกระจกที่สั่นสะเทือน ทุกย่างก้าวเหมือนการเหยียบลงบนเศษแก้วที่แหลมคม ร่างกายของเขาเริ่มส่งเสียงกรีดร้องออกมาเป็นจังหวะตามแรงกระแทก เขาเห็นเหล่า Resonators คืบคลานเข้ามาเหมือนเงาที่ไร้เสียง พวกมันไม่ได้วิ่งไล่ล่า แต่พวกมันเพียงแค่ 'เคลื่อนที่เข้าหา' ราวกับว่าพื้นที่ที่กานต์ยืนอยู่นั้นเป็นเพียงจุดบกพร่องที่ต้องถูกลบทิ้ง

ขณะที่เขากำลังจะหมดแรง กานต์เหลือบไปเห็นบางอย่างที่ส่องประกายอยู่ท่ามกลางเศษซากมิติ มันไม่ใช่แสงสีขาวของพวก Resonators แต่เป็นแสงสีทองหม่นที่สั่นไหวอย่างไม่เป็นจังหวะ—มันคือเศษเสี้ยวของแกนเสียงดนตรีแห่งทรายที่แตกกระจายจากการระเบิด!

"เซนอส! ดูนั่น!"

แต่ก่อนที่เซนอสจะทันได้ตอบตอบโต้ แรงสั่นสะเทือนมหาศาลก็ซัดเข้าที่กลางหลังของกานต์ ร่างของเขาไถลไปกับพื้นกระจก ความรู้สึกสุดท้ายก่อนที่สติจะดับวูบไปคือความเย็นเยียบที่ไม่ได้มาจากอากาศ แต่เป็นความเย็นจากการที่ 'ตัวตน' ของเขากำลังถูกลบเลือนออกไปจากกระแสแห่งความจริง

เขาลืมตาขึ้นมาอีกครั้งในที่ที่มืดมิดกว่าเดิม แต่มันไม่ใช่ความมืดที่ว่างเปล่า มันคือความมืดที่เต็มไปด้วยเสียงกระซิบ... เสียงกระซิบของคนนับพันที่กำลังเล่าเรื่องราวที่ไม่มีใครจำได้ และท่ามกลางเสียงเหล่านั้น เขาเห็นเงาร่างของนครที่ไม่ได้สร้างจากหิน แต่สร้างจากคลื่นเสียงที่แข็งตัวลอยเด่นอยู่เบื้องหน้า—นครเสียงสะท้อน (Echo City) ที่เขาเคยได้ยินเพียงในตำนาน

แต่สิ่งที่ทำให้กานต์ต้องหยุดหายใจ คือเงาร่างที่ยืนรอเขาอยู่หน้าประตูเมืองนั้น—เงาร่างที่ดูเหมือนเซนอส แต่กลับมีดวงตาที่เป็นประกายแก้วทรายสีทอง และรอยยิ้มที่กานต์ไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต

--- กานต์และเซนอสหนีการตามล่าของเหล่า Resonators ในมิติที่แตกสลาย จนกานต์ได้พบกับเศษเสี้ยวของแกนเสียงดนตรีและเข้าใกล้ 'นครเสียงสะท้อน' แต่กลับต้องเผชิญหน้ากับตัวตนปริศนาที่ดูคล้ายเซนอสซึ่งรอคอยเขาอยู่