← 章節目錄

Inscriptions of the Sand City

章節 14免費

ตอนที่ 14 — ท่วงทำนองแห่งแก้วและเศษเสี้ยวแห่งวิญญาณ

ความเจ็บปวดไม่ได้มาในรูปแบบของความแสบร้อนเหมือนแผลไฟไหม้ แต่มันคือความรู้สึกเย็นเยียบที่กรีดลึกเข้าไปในไขกระดูก ราวกับมีใครบางคนกำลังสลักลวดลายลงบนเส้นประสาทของเขาโดยตรง กานต์รู้สึกถึงความสั่นสะเทือนที่ไม่ได้มาจากอากาศ แต่มันดังมาจากภายในเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกาย เสียงฮัมต่ำๆ ที่แผ่ซ่านมาจากพื้นถ้ำแก้วทรายใต้ดินกำลังประสานเข้ากับจังหวะการเต้นของหัวใจเขาจนกลายเป็นเนื้อเดียวกัน เขาพยายามจะขยับนิ้วมือ แต่ปลายนิ้วกลับแข็งทื่อและส่องประกายแวววาวเหมือนแก้วที่ถูกหลอมขึ้นมาใหม่ เมื่อเขาก้มลงมองด้วยดวงตาข้างที่ยังเหลืออยู่ ภาพที่ปรากฏไม่ใช่ผิวหนังมนุษย์อีกต่อไป แต่เป็นลวดลายอักขระโบราณที่ขยับไหวไปมาอยู่ใต้ชั้นแก้วใสที่กำลังก่อตัวขึ้นแทนที่เนื้อเยื่อ

“กานต์! ได้ยินฉันไหม! อย่าเพิ่งปล่อยมือ!” เสียงของเซนอสแว่วมาเหมือนดังมาจากก้นบึ้งของมหาสมุทร มันพร่าเลือนและถูกแทรกด้วยเสียงกรีดร้องของหินที่แตกหัก กานต์พยายามจะขานรับ แต่ลำคอของเขากลับแห้งผากและมีเพียงเสียงสั่นสะเทือนที่หลุดรอดออกมาจากลำคอที่กลายเป็นแก้ว ร่างกายของเขากำลังถูกเปลี่ยนสภาพไปตามรอยจารึกพยากรณ์ที่เขาสัมผัสมาในวิหารเบื้องบน พลังของแกนเสียงดนตรีแห่งทรายไม่ได้เพียงแค่ปลุกบางสิ่งให้ตื่นขึ้น แต่มันกำลังใช้เขาเป็นสะพานเชื่อมระหว่างความทรงจำที่จับต้องได้กับความว่างเปล่าที่ไร้ก้นบึ้ง

พื้นถ้ำแก้วทรายสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง แสงสว่างจากแกนเสียงดนตรีที่วางอยู่ข้างกายเริ่มเปลี่ยนจากสีทองนวลเป็นสีฟ้าจัดจ้านและดำมืดสลับกันไป มันเต้นเป็นจังหวะเดียวกับแรงสั่นสะเทือนใต้พิภพที่กำลังขยายวงกว้างออกไป กานต์รู้สึกถึง ‘การมีอยู่’ ของบางสิ่งที่ใหญ่โตมหาศาล มันไม่ใช่แค่สัตว์ประหลาดหรือสิ่งมีชีวิต แต่มันคือเจตจำนงที่เก่าแก่ยิ่งกว่านครอารยันเสียอีก มันคือเสียงคำรามที่ไร้เสียง ซึ่งกำลังตะโกนบอกเล่าประวัติศาสตร์ที่ถูกลืมเลือนผ่านแรงสั่นสะเทือนที่สั่นคลอนถึงแก่นวิญญาณ

“มัน... กำลัง... ตื่น...” กานต์พยายามเค้นความคิดสุดท้ายที่ยังเป็นมนุษย์ออกมา รอยจารึกบนแขนของเขาเริ่มลามขึ้นมาถึงหัวไหล่ ลวดลายเหล่านั้นไม่ใช่แค่ภาพวาด แต่มันคือภาพเหตุการณ์—การล่มสลายของนครที่สาบสูญ, การเต้นรำของพายุทรายครั้งแรก, และใบหน้าของผู้คนนับพันที่กลายเป็นเพียงเศษแก้ว เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมรอยสลักบนแผ่นแก้วทรายถึงจางหายไป เพราะความทรงจำเหล่านั้นไม่ได้หายไปไหน แต่มันกำลังถูกดูดซับกลับคืนสู่แหล่งกำเนิด เพื่อรอคอยเวลาที่จะถูกปลดปล่อยออกมาในรูปแบบของแรงสั่นสะเทือนที่ทำลายล้างทุกสรรพสิ่ง

เซนอสพุ่งเข้ามาคว้ามือของกานต์ไว้ แต่มือของเขากลับสัมผัสได้เพียงความเย็นเฉียบและแข็งกระด้างของแก้ว “กานต์! นายกลายเป็นแก้วไปแล้ว! นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!” เซนอสตะโกนด้วยความตระหนก ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยฝุ่นทรายและคราบน้ำตา กานต์พยายามจะบอกว่าเขาไม่ได้เจ็บปวด เขาเพียงแค่รู้สึกว่าตัวตนของเขากำลังขยายออกไป กลายเป็นส่วนหนึ่งของทำนองเพลงที่ยิ่งใหญ่ แต่คำพูดเหล่านั้นถูกกลืนหายไปในคลื่นเสียงที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้น

ทันใดนั้น พื้นถ้ำแก้วทรายที่เคยดูเหมือนพื้นดินที่มั่นคงก็เริ่มบิดเบี้ยว ราวกับผิวน้ำที่ถูกก้อนหินขนาดมหึมาโยนลงไป รอยแยกขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นใต้เท้าของพวกเขา แสงสว่างสีฟ้าจากแกนเสียงดนตรีระเบิดออกเป็นวงกว้าง เผยให้เห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ชั้นแก้วทรายด้านล่าง—มันคือซากปรักหักพังของนครที่ใหญ่กว่าอารยันนครหลายเท่าตัว ซากปรักหักพังที่สร้างขึ้นจากแก้วและแสงสว่าง ซึ่งกำลังถูกแรงสั่นสะเทือนพัดพาให้แตกสลายกลายเป็นฝุ่นผงอีกครั้ง

กานต์รู้สึกว่าสติสัมปชัญญะของเขากำลังหลุดลอย ความรู้สึกของการเป็น ‘คน’ เริ่มจางหายไป แทนที่ด้วยความรู้สึกของการเป็น ‘เสียง’ เขาไม่ได้มองเห็นโลกด้วยดวงตาอีกต่อไป แต่เขามองเห็นโลกผ่านความถี่ เขาเห็นเส้นสายของพลังงานที่พุ่งพล่านอยู่ใต้พื้นดิน เห็นการไหลเวียนของความทรงจำที่ไหลเวียนเหมือนกระแสน้ำในทะเลทราย และเห็นเงาดำทึมที่กำลังก่อตัวขึ้นจากความว่างเปล่าใต้ดิน เงาดำนั้นมีรูปร่างคล้ายกับพายุทรายที่บิดเบี้ยว แต่มันมีโครงสร้างที่มีชีวิตและมีเจตจำนง

“กานต์! ฟังฉัน! ใช้แกนเสียงนั่น! ควบคุมมัน!” เซนอสตะโกนเรียกสติเขาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่แรงระเบิดของพลังงานจะผลักให้เซนอสกระเด็นออกไปทางทิศตรงข้าม กานต์ที่บัดนี้ร่างกายครึ่งหนึ่งเป็นแก้วโปร่งแสงที่เต็มไปด้วยรอยจารึกที่ขยับได้ พยายามยื่นมือที่แข็งทื่อไปแตะที่แกนเสียงดนตรีแห่งทราย แรงสั่นสะเทือนที่เขาเคยใช้เพื่อควบคุม กลับกลายเป็นสิ่งที่กำลังกลืนกินเขาเข้าสู่กระแสธารแห่งความทรงจำที่ไร้จุดจบ

เขารู้ดีว่าหากเขาไม่สามารถควบคุมคลื่นความถี่นี้ได้ ทั้งเขาและเซนอส รวมถึงความทรงจำทั้งหมดที่เขาพยายามรักษาไว้ จะถูกลบเลือนหายไปในพายุแห่งกาลเวลาที่กำลังตื่นขึ้นใต้ผืนทรายนี้ แต่ในขณะที่เขากำลังจะสูญเสียความเป็นมนุษย์ไปโดยสมบูรณ์ เขากลับได้ยินเสียงหนึ่ง... มันไม่ใช่เสียงคำรามของพายุ หรือเสียงกรีดร้องของหิน แต่มันคือเสียงดนตรีที่แผ่วเบา ท่วงทำนองที่คุ้นเคยอย่างน่าประหลาด เป็นท่วงทำนองที่เขาเคยสลักไว้ในใจตั้งแต่ครั้งยังเป็นเด็ก ณ นครอารยันนคร

ความทรงจำนั้นคือจุดยึดเหนี่ยวเดียวที่เหลืออยู่ กานต์รวบรวมเศษเสี้ยวสุดท้ายของความเป็นคน เร่งจังหวะการเต้นของหัวใจที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดให้ประสานเข้ากับความถี่ของแกนเสียงดนตรี เขาไม่ได้พยายามจะหยุดยั้งพายุ แต่เขาพยายามที่จะ ‘เต้นรำ’ ไปกับมัน เขาพยายามที่จะสลักตัวตนของเขาลงไปในพายุ เพื่อให้ความทรงจำของเขาไม่เลือนหายไปพร้อมกับความพินาศ

แสงสว่างสีฟ้าและสีทองระเบิดผสานกันจนเกิดเป็นคลื่นกระแทกที่รุนแรงจนทำให้ถ้ำทั้งถ้ำสั่นสะเทือนจนแทบพังทลายลงมาอีกครั้ง กานต์รู้สึกถึงร่างกายที่แตกสลายและก่อตัวขึ้นใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในความมืดมิดที่รายล้อมด้วยแสงสว่างวาบ เขาเห็นเงาของชายลึกลับคนนั้นปรากฏขึ้นอีกครั้งในนิมิตแห่งความถี่ ชายผู้นั้นไม่ได้มาเพื่อทำลาย แต่มาเพื่อ ‘สังเกตการณ์’ และรอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าของเงาดำนั้นคือรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความโหยหาและคำพยากรณ์ที่ยังไม่สิ้นสุด

“เจ้าคือบทเพลงบทใหม่...” เสียงนั้นดังขึ้นในมโนสำนึกของกานต์ “บทเพลงที่จะนำพาสิ่งที่สูญหาย... กลับคืนสู่ความว่างเปล่า...”

ก่อนที่สติสุดท้ายจะดับวูบ กานต์เห็นภาพของเมืองที่กำลังล่มสลายและเมืองที่กำลังจะเกิดใหม่ ซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ ราวกับแผ่นแก้วทรายที่ซ้อนทับกันไม่สิ้นสุด และเขารู้ดีว่า การเดินทางของเขาเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นจริงๆ ในฐานะส่วนหนึ่งของบทเพลงที่โลกไม่เคยได้ยินมาก่อน

--- กานต์ถูกรอยจารึกโบราณกลืนกินจนร่างกายกลายเป็นแก้วทราย ท่ามกลางการตื่นขึ้นของพลังงานโบราณใต้ดินที่กำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้าของทะเลทรายไปตลอดกาล