← 章節目錄

The Pilgrims' Inn

章節 77免費

ตอนที่ 77 — ความเงียบงันในม่านมิติ

ความเงียบสงัดในช่องว่างระหว่างมิติไม่ใช่ความสงบแบบที่คนทั่วไปนิยาม แต่มันคือความว่างเปล่าที่กรีดร้องอย่างไร้เสียง เป็นความเงียบที่หนักอึ้งราวกับถูกกดทับด้วยน้ำหนักของจักรวาลที่กำลังแตกสลาย Anwen รู้สึกได้ถึงแรงกระชากที่ยังคงหลงเหลืออยู่แม้ทุกอย่างจะดูเหมือนหยุดนิ่ง ร่างกายครึ่งโลหะของเธอส่งเสียงครางแผ่วเบาจากภายใน ผิวหนังส่วนที่เป็นมนุษย์สั่นสะท้านจากการรับสัมผัสที่ไม่อาจอธิบายได้ รอบกายของเธอไม่มีพื้นดิน ไม่มีท้องฟ้า มีเพียงเศษซากของความจริงที่ลอยเคว้งคว้างราวกับขี้เถ้าในกองไฟที่มอดดับ แสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวมาจากรอยจารึกบนร่างกายของเธอที่ยังคงเรืองแสงสีฟ้าหม่นจางๆ ท่ามกลางความมืดมิดอันไร้ก้นบึ้ง

“เจ้ายังหายใจอยู่ไหม?” เสียงที่สั่นพร่าของใครบางคนดังขึ้นข้างกาย

Anwen หันไปตามเสียงนั้นด้วยความยากลำบาก ร่างกายครึ่งเครื่องจักรของเธอหนักอึ้งและขัดขืนต่อการเคลื่อนไหว เธอเห็นผู้รอดชีวิตคนอื่นๆ ลอยเคว้งอยู่ในสภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่น บางคนกอดกันกลมราวกับหวังว่าความอบอุ่นจากเลือดเนื้อจะช่วยยึดเหนี่ยวพวกเขาไว้ไม่ให้หลุดลอยไปในความว่างเปล่า สายตาของ Anwen กวาดมองไปรอบๆ และพบว่าพวกเขามิได้อยู่เพียงลำพัง ในความมืดที่ดูเหมือนไม่มีที่สิ้นสุดนั้น มีเงาร่างขนาดมหึมาที่เลือนรางลอยผ่านไป เงาเหล่านั้นไม่ได้มีรูปร่างที่แน่นอน แต่มันดูเหมือนความผิดพลาดของมิติที่กำลังเคลื่อนที่ผ่านความว่างเปล่า

“เรา... เรายังอยู่...” Anwen ตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า เธอรู้สึกถึงความเย็นเยียบที่แทรกซึมเข้าสู่กระดูก ไม่ใช่ความเย็นของอากาศ แต่เป็นความเย็นของความไม่มีอยู่จริง ความเป็นจริงที่เธอกำลังเผชิญอยู่นี้ช่างเปราะบางเหลือเกิน ราวกับแผ่นแก้วที่ถูกทุบจนแตกละเอียดแล้วลอยกระจายอยู่ในอากาศ เธอพยายามรวบรวมสมาธิเพื่อควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจที่เต้นสอดประสานกับจังหวะการสั่นของรอยจารึกโลหะในอก ความรู้สึกแปลกปลอมนี้เตือนให้เธอรู้ว่า เธอไม่ใช่เพียงผู้สังเกตการณ์อีกต่อไป แต่เธอกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างที่ไร้ระเบียบนี้

ทันใดนั้น ความมืดเบื้องบนก็เริ่มบิดเบี้ยว มันไม่ใช่การเคลื่อนที่ของวัตถุ แต่เป็นการขยายตัวของเจตจำนงบางอย่าง Anwen รู้สึกได้ถึงสายตาคู่หนึ่ง—หรืออาจจะนับพันคู่—ที่จ้องมองลงมาจากความว่างเปล่าที่ดูเหมือนจะเป็น 'เบื้องบน' ของมิตินี้ สายตานั้นไม่ได้เต็มไปด้วยความเมตตาหรือความแค้น แต่มันเต็มไปด้วยความว่างเปล่าอันเย็นชาและไร้ซึ่งอารมณ์ เป็นการเฝ้ามองเหมือนนักปราชญ์จ้องมองมดปลวก หรือเทพเจ้าจ้องมองฝุ่นผง มันเป็นสายตาที่ทำให้ Anwen รู้สึกว่าตัวตนของเธอ—ความเป็นมนุษย์ที่เธอพยายามรักษาไว้อย่างสุดชีวิต—นั้นช่างเล็กจ้อยและไร้ความหมายเพียงใด

“พวกมันกำลังดูเราอยู่...” เสียงกระซิบจากผู้รอดชีวิตคนหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ

“อย่าไปสนใจ” Anwen พยายามดึงสติของคนรอบข้าง แม้ในใจของเธอเองจะสั่นคลอน “เราต้องหาทางสร้างสมดุล... เราต้องหาจุดที่มั่นคงที่สุดในความวุ่นวายนี่” เธอรู้ดีว่าการพูดเช่นนั้นเป็นเรื่องเพ้อฝัน แต่ในโลกที่กฎเกณฑ์เดิมถูกทำลายลง การสร้างกฎเกณฑ์ใหม่ขึ้นมาเองอาจเป็นหนทางเดียวที่จะรักษาชีวิตเอาไว้ได้

จู่ๆ รอยแยกมิติที่พวกเขาลอยอยู่อย่างไร้ทิศทางก็เริ่มสั่นไหวอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่การบิดเบี้ยวจากการปะทะกันของพลังงานเหมือนครั้งก่อน แต่มันคือการ 'ดึงดูด' เศษซากของความจริงให้เข้ามาหาจุดศูนย์กลางบางอย่างที่กำลังก่อตัวขึ้นในความมืดมิด Anwen เห็นโครงสร้างโลหะกึ่งชีวภาพที่เธอเคยเห็นในโลกเบื้องบน ปรากฏขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในรูปแบบที่บิดเบี้ยวและสับสนมากขึ้น มันไม่ได้เป็นเพียงแค่สิ่งปลูกสร้าง แต่มันดูเหมือนกำลังพยายาม 'ถักทอ' ความว่างเปล่านี้ให้กลายเป็นสิ่งที่มีรูปร่าง

ความรู้สึกเจ็บปวดแล่นพล่านไปตามรอยจารึกในร่างกายของเธอ Anwen กรีดร้องออกมาแต่ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดจากลำคอ พลังงานสีฟ้าที่เคยนิ่งสงบกลับพุ่งพล่านราวกับพายุคลั่ง รอยจารึกกำลังตอบสนองต่อ 'บางอย่าง' ที่กำลังเคลื่อนที่เข้ามาใกล้ เธอตระหนักได้ในทันทีว่า สิ่งลึกลับที่เฝ้ามองอยู่เบื้องบนไม่ได้เพียงแค่เฝ้ามองความพินาศ แต่มันกำลังเฝ้ามอง 'กระบวนการเกิดใหม่' ที่เธอกำลังเป็นต้นเหตุ และเธอกำลังจะกลายเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดในสงครามที่มนุษย์ไม่มีวันเข้าใจ

เศษซากของความจริงเริ่มพุ่งเข้าหาพวกเขาด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้น Anwen ต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็ว เธอต้องใช้พลังจากรอยจารึกเพื่อสร้างสนามพลังป้องกัน หรือจะยอมปล่อยให้ความโกลาหลนี้พัดพาพวกเขาไปสู่จุดหมายที่ไม่มีใครคาดคิด ในขณะที่เงาขนาดมหึมาเบื้องบนเริ่มขยับตัวลงมาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ราวกับจะหยั่งลงมาเพื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตที่กำลังจะสุกงอมในมิตินี้

--- Anwen และผู้รอดชีวิตลอยคว้างอยู่ในความว่างเปล่าระหว่างมิติ ท่ามกลางสายตาของตัวตนลึกลับเบื้องบนที่เฝ้ามองการก่อตัวของความจริงใหม่ที่บิดเบี้ยว