← 章節目錄

The Pilgrims' Inn

章節 65免費

ตอนที่ 65 — พายุที่ไร้เสียงและเศษเสี้ยวของความจริง

เสียงคำรามของโลกที่กำลังแตกสลายยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาทของ Anwen แม้ว่าความเงียบสงัดที่น่าประหลาดจะเข้าปกคลุมซากปรักหักพังของโรงเตี๊ยม 'The Pilgrims' Rest' ไปแล้วก็ตาม ท้องฟ้าเหนือ Castellane ในยามนี้ไม่ได้เป็นสีครามหรือเทาหม่นอย่างที่ควรจะเป็น แต่มันกลับถูกฉาบด้วยริ้วรอยของสีม่วงคล้ำและประกายไฟฟ้าสีทองที่ไหลเวียนอยู่ท่ามกลางเมฆหมอกที่หมุนวนราวกับพายุที่หยุดนิ่งกลางอากาศ สิ่งลึกลับจากฟากฟ้าที่ร่วงหล่นลงมานั้นไม่ได้ตกลงมาอย่างรุนแรงเหมือนอุกกาบาต แต่มันกลับ 'หยั่งราก' ลงสู่พื้นโลกอย่างช้าๆ ท่ามกลางความโกลาหลของสมรภูมิระหว่างกองทหารขุนนางและเถาวัลย์โลหะที่กำลังบิดเบี้ยวไปมา

Anwen ยันกายขึ้นจากพื้นดินที่เต็มไปด้วยเศษหินและคราบเขม่า ร่างกายส่วนหนึ่งของเธอ—ตั้งแต่ช่วงไหล่ซ้ายลงไปจนถึงปลายนิ้ว—ไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนเนื้อหนังอีกต่อไป แต่มันคือโลหะสีเงินเข้มที่เย็นเยียบและแข็งแกร่ง มันไม่ใช่ความเจ็บปวดที่แหลมคม แต่มันคือความรู้สึกหนักอึ้งที่ฝังลึกเข้าไปในจิตวิญญาณ ทุกครั้งที่เธอขยับตัว เธอจะได้ยินเสียงเสียดสีของโลหะที่แผ่วเบาอยู่ภายในร่างกาย ราวกับว่ากลไกโบราณกำลังทำงานอยู่ภายใต้ผิวหนังของเธอ รอยจารึกที่เคยเป็นเพียงลวดลายบนผิวหนัง บัดนี้มันเรืองแสงจางๆ เป็นจังหวะเดียวกับเสียงหัวใจที่เต้นผิดเพี้ยนของเธอ

'ท่านเจ้าของโรงเตี๊ยม!' เสียงตะโกนของ Fin ดังขึ้นท่ามกลางเสียงโลหะปะทะกัน เด็กหนุ่มวิ่งฝ่ากลุ่มควันที่ลอยคลุ้งมาจากซากอาคารที่พังทลาย ใบหน้าของเขาเปื้อนไปด้วยฝุ่นและคราบเลือด แต่ดวงตาของเขายังคงเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก 'พวกมัน... พวกมันไม่หยุด! ทหารพวกนั้นกำลังถอย แต่เถาวัลย์พวกนั้นกำลังขยายตัว!'

Anwen มองไปตามทิศทางที่ Fin ชี้ เถาวัลย์โลหะที่พุ่งขึ้นมาจากรอยแยกใต้ดินไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ทำลายล้าง แต่มันกำลัง 'ถักทอ' เข้ากับซากปรักหักพังของโรงเตี๊ยม มันพันรอบเสาไม้ที่เหลืออยู่เพียงครึ่งเดียว เปลี่ยนมันให้กลายเป็นเสาโลหะที่ดูผิดรูปผิดร่าง ขณะเดียวกัน ท้องฟ้าเบื้องบนก็เริ่มส่งสิ่งที่เรียกว่า 'เศษเสี้ยว' ลงมา มันคือวัตถุโปร่งแสงที่มีรูปร่างคล้ายผลึกแก้วขนาดใหญ่ที่ร่วงหล่นลงมาอย่างนุ่มนวลทว่าสร้างแรงกดดันมหาศาลเมื่อมันเข้าใกล้พื้นดิน ทุกครั้งที่ผลึกเหล่านั้นสัมผัสพื้น ดินจะกลายเป็นสีเงินและพืชพรรณที่เหลืออยู่จะแข็งตัวเป็นโลหะในทันที

'พวกเราต้องถอยไปที่เนินเขา' Anwen กล่าว เสียงของเธอแหบพร่าและมีโทนเสียงโลหะเจือปนอยู่เล็กน้อยอย่างที่เธอไม่เคยเป็นมาก่อน 'ที่นี่ไม่ใช่ที่พักพิงอีกต่อไปแล้ว'

'แต่เราจะทิ้งทุกอย่างไว้แบบนี้หรือ?' Granny Nessa ตะโกนถามขณะที่เธอกำลังช่วยพยุงผู้รอดชีวิตคนหนึ่งขึ้นมาจากซากห้องครัว 'โรงเตี๊ยมของเรา... ทุกอย่างที่เราสร้างมา!'

Anwen ไม่ตอบ เธอเพียงแต่จ้องมองไปยังจุดที่ร่างลึกลับจากฟากฟ้าเพิ่งจะร่อนลงมาบรรจบกับพลังงานใต้ดิน มันคือจุดที่ความจริงสองชุดกำลังพยายามจะหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ความขัดแย้งระหว่างสิ่งมีชีวิตจากเบื้องบนและกลไกจากเบื้องล่างกำลังสร้างสนามพลังที่บิดเบี้ยวจนสายตาของคนธรรมดาไม่อาจมองเห็นได้ชัดเจน เธอเห็นเงาร่างของทหารขุนนางที่เคยหยิ่งผยอง บัดนี้พวกเขากำลังวิ่งหนีอย่างเสียสติเมื่อเถาวัลย์โลหะเริ่มรัดพันขาและเกราะเหล็กของพวกเขาจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของมัน

ทันใดนั้น ความรู้สึกเจ็บแปลบที่แล่นผ่านรอยจารึกในตัวเธอก็ทำให้ Anwen ต้องทรุดเข่าลง รอยจารึกเริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง มันไม่ได้เพียงแค่เตือน แต่มันกำลัง 'สั่งการ' เธอเห็นภาพนิมิตสั้นๆ ของฟันเฟืองขนาดยักษ์ที่หมุนวนอยู่ใต้โลก และดวงตาขนาดมหึมาที่มองลงมาจากหมู่เมฆ ภาพเหล่านั้นซ้อนทับกับความจริงตรงหน้าจนเธอแยกไม่ออกว่าอะไรคือความฝันและอะไรคือความจริง

'Anwen! เกิดอะไรขึ้นกับตัวคุณ!' Rhys วิ่งเข้ามาหาเธอ มือของเขาสั่นเทาขณะที่พยายามจะคว้าไหล่ของเธอ แต่เมื่อสัมผัสถูกผิวหนังโลหะของเธอ เขาก็สะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ 'แขนของคุณ... มัน...'

'อย่าแตะต้องมัน' Anwen สั่ง เสียงของเธอเย็นชาจนแม้แต่ตัวเธอเองยังประหลาดใจ 'มันกำลัง... ปรับจูน'

เธอพยายามควบคุมจังหวะการหายใจที่ดูเหมือนจะเปลี่ยนเป็นจังหวะการทำงานของเครื่องจักร เธอสัมผัสได้ว่าเถาวัลย์โลหะเหล่านั้นไม่ได้ทำร้ายเธอ แต่มันกำลัง 'เว้นระยะ' รอบตัวเธอไว้ ราวกับว่าเธอคือศูนย์กลางของเขตแดนศักดิ์สิทธิ์ที่เครื่องจักรโบราณยอมรับ ในขณะที่สิ่งลึกลับจากฟากฟ้าก็ดูเหมือนจะหยุดชะงักเมื่อความร้อนแรงของพลังงานจากรอยจารึกในตัวเธอแผ่ออกมา

ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายนั้น Anwen สังเกตเห็นความผิดปกติอีกอย่างหนึ่ง บนถนนหลวงที่เคยคลาคล่ำไปด้วยเกวียนเก็บภาษีและพ่อค้า บัดนี้กลับมีเงาดำมืดขนาดใหญ่เคลื่อนที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว มันไม่ใช่ทหาร และไม่ใช่เถาวัลย์ แต่มันคือบางสิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่ระหว่างรอยแยกของมิติที่กำลังเปิดออก

'ฟังนะ!' Anwen ตะโกนเรียกทุกคนที่ยังเหลืออยู่ 'เราต้องเคลื่อนที่ไปทางทิศตะวันออก ตามแนวป่าที่ยังไม่ถูกเปลี่ยนสภาพ อย่าหยุดจนกว่าจะพ้นเขตแรงสั่นสะเทือนนี้! ถ้าใครเห็นแสงสีเงินเริ่มลามมาที่เท้า ให้รีบทิ้งสัมภาระแล้ววิ่งทันที!'

การตัดสินใจของเธอไม่ได้มาจากความกล้าหาญแบบวีรบุรุษ แต่มันมาจากสัญชาตญาณของเจ้าของโรงเตี๊ยมที่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่แขกต้องถูกเชิญออกจากโต๊ะอาหาร และเมื่อไหร่ที่บ้านต้องถูกทิ้งเพื่อรักษาชีวิต เธอพา Fin, Granny Nessa และ Rhys นำพาผู้รอดชีวิตกลุ่มเล็กๆ ฝ่าฝุ่นควันและซากปรักหักพังออกไป

ขณะที่เธอกำลังจะก้าวพ้นเขตซากโรงเตี๊ยม Anwen หันกลับไปมองเป็นครั้งสุดท้าย เธอเห็นรอยร้าวในอากาศที่ยังคงขยายตัวออกไปเรื่อยๆ ราวกับแผลเป็นบนผิวโลก และในใจกลางของความพินาศนั้น เธอเห็นร่างของสิ่งลึกลับจากฟากฟ้าที่กำลังเริ่มแปรเปลี่ยนรูปทรง มันไม่ได้เป็นเพียงกลุ่มพลังงานอีกต่อไป แต่มันกำลังก่อตัวเป็นบางสิ่งที่มีโครงสร้าง... บางสิ่งที่ดูคล้ายกับมนุษย์แต่สูงใหญ่และสง่างามอย่างน่าสยดสยอง

แรงสั่นสะเทือนใต้เท้าของเธอเปลี่ยนจากจังหวะการเต้นของหัวใจ กลายเป็นจังหวะการเดินที่หนักแน่นและมั่นคง มันไม่ใช่เครื่องจักรที่กำลังทำงานผิดปกติ แต่มันคือสิ่งที่กำลัง 'ก้าวเดิน' ขึ้นมาสู่พื้นโลก

Anwen รู้สึกได้ถึงความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านจากรอยจารึกไปทั่วกระดูก เธอรู้ดีว่าการหลบหนีเป็นเพียงการประวิงเวลา เพราะไม่ว่าเธอจะวิ่งไปไกลแค่ไหน รอยจารึกในตัวเธอก็จะยังคงทำหน้าที่เป็นเข็มทิศที่ดึงดูดความโกลาหลนี้ตามเธอไปทุกที่ เธอไม่ได้เป็นเพียงเจ้าของโรงเตี๊ยมที่พยายามรักษาความยุติธรรมเล็กๆ อีกต่อไป แต่เธอได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกลไกที่กำลังจะบดขยี้และสร้างโลกใหม่ขึ้นมาพร้อมๆ กัน

พายุที่ไร้เสียงเริ่มหมุนวนรุนแรงขึ้น ทิ้งไว้เพียงเสียงโลหะกระทบกันที่ดังสะท้อนไปทั่วหุบเขา และสายตาของ Anwen ที่จับจ้องไปยังขอบฟ้าที่กำลังเปลี่ยนไปตลอดกาล

--- Anwen และผู้รอดชีวิตพยายามหลบหนีออกจากซากปรักหักพังของโรงเตี๊ยมท่ามกลางสงครามระหว่างเถาวัลย์โลหะและกองทหาร ขณะที่ร่างกายครึ่งโลหะของเธอเริ่มตอบสนองต่อการปรากฏตัวของตัวตนลึกลับจากฟากฟ้าที่กำลังเริ่มก่อตัวขึ้นบนพื้นโลก