ตอนที่ 54 — เสียงเพรียกจากฟากฟ้าและแรงสั่นสะเทือนที่มองไม่เห็น
ความเงียบในโรงเตี๊ยม 'The Pilgrims' Rest' ยามนี้ไม่ใช่ความสงบสุข แต่มันคือความกดอากาศที่หนักอึ้งราวกับท้องฟ้ากำลังจะถล่มลงมาทับร่างของ Anwen ทุกครั้งที่เธอขยับตัว เสียงเสียดสีของผิวหนังที่กลายเป็นโลหะบางส่วนจะดังกรอบแกรบอยู่ในโสตประสาท ราวกับเสียงใบไม้แห้งที่ถูกเหยียบย่ำ แต่ทว่ามันเย็นเยียบและแข็งกร้าวเกินกว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิต
Anwen นั่งอยู่ที่โต๊ะไม้ตัวเก่าในมุมมืดของห้องโถงหลัก แสงเทียนที่วูบไหวสะท้อนให้เห็นเงาของเธอที่ทอดยาวลงบนพื้นไม้ที่บัดนี้มีเส้นใยโลหะสีเงินจางๆ แทรกซึมอยู่ตามรอยแตก เธอพยายามใช้มือข้างที่ยังเป็นเนื้อหนังลูบไล้รอยจารึกที่ต้นแขน แต่มันกลับรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนที่ไม่ได้มาจากพื้นดิน แต่มันมาจาก 'ข้างบน' นั้น
"คุณนาย... ท่านดูซีดเซียวลงไปอีกนะ" Fin เดินเข้ามาใกล้พร้อมถาดน้ำแกงร้อนๆ เสียงของเด็กหนุ่มเบาหวิวราวกับกลัวว่าการพูดจะทำให้ความตึงเครียดนี้แตกสลายลง เขาไม่ได้ถามเรื่องร่างกายที่เปลี่ยนไปของเธอ เพราะเขารู้ดีว่าการขุดคุ้ยความเจ็บปวดของเจ้าของโรงเตี๊ยมไม่ใช่สิ่งที่เด็กรับใช้ควรทำ
Anwen เงยหน้าขึ้น ดวงตาของเธอที่เคยเป็นสีน้ำตาลอบอุ่น บัดนี้มีประกายสีฟ้าหม่นเจือปนอยู่เล็กน้อย "ข้าไม่เป็นไร Fin แค่... รู้สึกเหมือนอากาศมันหนักขึ้นกว่าปกติ" เธอโกหก
ความจริงคือเธอไม่ได้แค่รู้สึก แต่มันคือความจริงเชิงประจักษ์ รอยจารึกในร่างของเธอไม่ได้แค่สั่นเพื่อเตือนถึงเครื่องจักรใต้ดิน แต่มันกำลัง 'กรีดร้อง' ต่อสิ่งที่กำลังเคลื่อนที่ผ่านชั้นบรรยากาศเบื้องบน มันคือจังหวะที่รวดเร็ว รุนแรง และแปลกปลอม—จังหวะที่ไม่ได้เป็นไปตามวงจรของเครื่องจักรโบราณ และไม่ได้เป็นไปตามจังหวะของหัวใจมนุษย์
ทันใดนั้น เสียงฟ้าร้องที่ควรจะดังมาจากขอบฟ้ากลับดังขึ้นจากจุดที่ไม่มีเมฆฝน Anwen สะดุ้งสุดตัว ร่างกายกึ่งโลหะของเธอตอบสนองต่อแรงสั่นสะเทือนนั้นด้วยการเรืองแสงสีฟ้าจางๆ ออกมาตามรอยแตกของผิวหนัง เธอรู้สึกถึงแรงดึงดูดมหาศาลที่พยายามจะกระชากวิญญาณของเธอให้ลอยขึ้นสู่เบื้องบน ในขณะเดียวกัน พื้นดินใต้เท้าเธอกลับสั่นสะเทือนตอบรับด้วยจังหวะที่หนักหน่วงจากแกนกลางเครื่องจักร
"เกิดอะไรขึ้น!" Granny Nessa ตะโกนมาจากห้องครัว เสียงถ้วยชามกระทบกันดังเคร้งคร้าง
Anwen พยายามพยุงตัวลุกขึ้น ความรู้สึกเหมือนมีเข็มพันเล่มทิ่มแทงอยู่ในกระดูกที่เริ่มกลายเป็นโลหะ เธอเดินออกไปที่หน้าต่างบานใหญ่ที่มองออกไปเห็นถนนหลวงสายหลัก แสงจากดวงจันทร์ในคืนปลายฤดูใบไม้ร่วงควรจะนวลตา แต่คืนนี้ท้องฟ้ากลับดูบิดเบี้ยว ราวกับมีบางสิ่งขนาดมหึมากำลังเคลื่อนที่ผ่านหมู่เมฆ บดบังแสงดาวจนมืดมิด
มันไม่ใช่เมฆ... มันคือ 'เงา'
เงาขนาดใหญ่ที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่ผิดธรรมชาติ มันไม่ได้ลอยนิ่งเหมือนดวงดาว และไม่ได้เคลื่อนที่อย่างเชื่องช้าเหมือนเมฆฝน แต่มันคือบางสิ่งที่กำลัง 'พุ่ง' ลงมาด้วยเจตจำนงบางอย่าง Anwen สัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านมาจากฟากฟ้า ความเย็นที่ไม่ได้มาจากอากาศ แต่เป็นความเย็นของความว่างเปล่าที่ไร้ซึ่งชีวิต
"พวกมันมาแล้ว..." เธอพึมพำกับตัวเอง เสียงของเธอสั่นพร่า
ในขณะที่เธอกำลังจ้องมองเงาลึกลับบนฟ้านั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของม้าและเกวียนก็ดังขึ้นจากปลายถนนหลวง แสงไฟจากตะเกียงของขบวนรถเก็บภาษีส่องสว่างเข้ามาในโรงเตี๊ยม ขบวนเกวียนที่ควรจะเดินทางผ่านไปอย่างเงียบเชียบกลับหยุดชะงักลงที่หน้าประตูโรงเตี๊ยมอย่างกะทันหัน
ชายฉกรรจ์ในชุดเครื่องแบบขุนนางท้องถิ่นกระโดดลงจากรถเกวียน ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ไม่ใช่ความตื่นตระหนกจากการเห็นสัตว์ร้าย แต่เป็นความตื่นตระหนกจากการเห็น 'สิ่งที่ไม่ควรจะมีอยู่' บนท้องฟ้า พวกเขาชี้มือขึ้นไปข้างบนด้วยนิ้วที่สั่นเทา
"นั่นมันตัวอะไรกัน!" หนึ่งในทหารตะโกน เสียงของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวที่แทบจะกลายเป็นเสียงกรีดร้อง
Anwen รู้ดีว่านี่ไม่ใช่แค่เรื่องของความกลัวทั่วไป สิ่งที่อยู่บนฟ้านั้นกำลังตอบสนองต่อการตื่นขึ้นของเครื่องจักรใต้ดิน รอยจารึกในตัวเธอเริ่มร้อนผ่าวราวกับถูกไฟลวก มันดึงดูดความสนใจของ 'สิ่งที่อยู่บนนั้น' เข้ามาหาเธอโดยตรง เธอไม่ใช่แค่ผู้เฝ้ามองอีกต่อไป แต่เธอคือ 'เป้าหมาย'
ทันใดนั้น แรงสั่นสะเทือนจากใต้ดินก็รุนแรงขึ้นจนพื้นโรงเตี๊ยมแยกออกเป็นทางยาว แสงสีฟ้าพุ่งทะยานขึ้นจากรอยแยกใต้พื้นดิน ผสมโรงกับแสงประหลาดที่ส่องลงมาจากฟากฟ้า ทั้งสองพลังงานปะทะกันกลางอากาศเหนือหลังคาโรงเตี๊ยม เกิดเป็นคลื่นกระแทกที่ทำให้หน้าต่างทุกบานแตกกระจาย
Anwen ล้มลงกับพื้น ร่างกายของเธอเริ่มแข็งทื่อและหนักอึ้ง ความเป็นมนุษย์ของเธอกำลังถูกบดขยี้ด้วยแรงกดดันระหว่างสองขั้วอำนาจ เธอเห็นภาพหลอนของฟันเฟืองขนาดมหึมาที่หมุนวนอยู่บนท้องฟ้า ผสมผสานกับภาพของดวงตาขนาดใหญ่ที่จ้องมองลงมาจากหมู่เมฆ
"หยุดมัน..." เธอพยายามตะโกน แต่เสียงที่ออกมากลับเป็นเสียงโลหะที่เสียดสีกัน
ในความโกลาหลนั้น เธอเห็นเงาของตัวตนลึกลับที่เคยเผชิญหน้าในความฝันและในรอยแยก ปรากฏขึ้นที่มุมห้อง สายตาของมันไม่ได้จ้องมองที่ทหารหรือขบวนเกวียน แต่มันจ้องมองมาที่เธอ—ที่รอยจารึกที่กำลังเรืองแสงเจิดจ้าจนแทบจะกลบแสงเทียนทั้งหมดในห้อง
โลกกำลังถูกบีบอัดระหว่างสิ่งที่อยู่ข้างล่างและสิ่งที่อยู่ข้างบน และเธอคือจุดศูนย์กลางของแรงบีบอัดนั้น
เสียงคำรามสุดท้ายที่ดังมาจากฟากฟ้าไม่ใช่เสียงฟ้าร้อง แต่มันคือเสียงของบางสิ่งที่กำลัง 'เปิดประตู' ลงมาสู่โลก Alcoron และ Anwen รู้ดีว่าเมื่อประตูนั้นเปิดออก ความเป็นเจ้าของโรงเตี๊ยมผู้เรียบง่ายของเธอจะตายไปตลอดกาล เหลือเพียงกุญแจที่กำลังจะถูกใช้งานในสงครามที่มนุษย์ไม่มีวันเข้าใจ
--- Anwen ต้องเผชิญกับแรงกดดันมหาศาลเมื่อสิ่งที่เคลื่อนที่อยู่บนชั้นบรรยากาศเริ่มตอบสนองต่อการตื่นขึ้นของเครื่องจักรใต้ดิน ทำให้เธอตกเป็นเป้าหมายท่ามกลางความโกลาหลที่โลกกำลังถูกบีบอัดจากทั้งสองทิศทาง