← 章節目錄

The Pilgrims' Inn

章節 35免費

ตอนที่ 35 — เงาที่คืบคลานและคำเตือนจากเงามืด

ความเย็นเยียบของสายฝนที่โปรยปรายลงมาในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงไม่ได้ทำให้บรรยากาศภายใน The Pilgrims' Rest อบอุ่นขึ้นเลยแม้แต่น้อย กลิ่นดินชื้นแฉะที่ลอยมาตามลมผสมปนเปกับกลิ่นฟืนที่กำลังมอดไหม้ในเตาผิง สร้างบรรยากาศที่หนักอึ้งอย่างบอกไม่ถูก Anwen ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ไม้ที่ขรุขระ มือของเธอกำผ้าเช็ดโต๊ะไว้แน่นจนข้อนิ้วเป็นสีขาว สายตาไม่ได้จดจ่ออยู่ที่แก้วเหล้าหรือจานอาหารตรงหน้า แต่กลับจับจ้องไปยังร่างของร้อยเอกคาเซียนที่ยืนตระหง่านอยู่กลางห้องโถง

“ข้าบอกแล้วว่าที่นี่ไม่มีอะไรผิดปกติ ร้อยเอก” Anwen เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามรักษาความเรียบเฉย ทว่าความสั่นไหวเล็กน้อยในโสตประสาทกลับทรยศเธอ “ความเสียหายที่ท่านเห็น เป็นเพียงผลจากพายุและดินทรุดตามธรรมชาติ ไม่ใช่เรื่องของความมั่นคงแห่งรัฐ”

คาเซียนไม่ได้ขยับเขยื้อน เขาเป็นชายที่ดูเหมือนถูกหล่อหลอมขึ้นจากเหล็กและวินัย ชุดเกราะสีเข้มของเขาสะท้อนแสงไฟสลัวดูน่าเกรงขามและกดดันในเวลาเดียวกัน ดวงตาคมปลาบของเขาไม่ได้มองเพียงแค่ซากปรักหักพัง แต่เขากำลัง ‘กวาด’ มองหาบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทีสงบนิ่งของเจ้าของโรงเตี๊ยม

“ธรรมชาติงั้นหรือ?” คาเซียนแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงที่แห้งแล้งและไร้ความปราศรัย “ธรรมชาติไม่ทำให้พืชพรรณรอบทางหลวงกลายเป็นเถ้าถ่านสีดำในชั่วพริบตา และธรรมชาติก็ไม่ทำให้พื้นดินสั่นสะเทือนเป็นจังหวะราวกับมีหัวใจเต้นอยู่เบื้องล่าง... ท่านมิสเทรส ท่านกำลังปิดบังสิ่งใดอยู่กันแน่?”

Anwen รู้สึกได้ถึงความร้อนที่เริ่มแผ่ซ่านออกมาจากรอยจารึกใต้ร่มผ้า รอยประทับนั้นไม่ได้เพียงแค่ร้อน แต่มันเริ่ม ‘เต้น’ เป็นจังหวะเดียวกับความกดดันที่เพิ่มสูงขึ้นในห้องโถง เธอต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ยกมือขึ้นกุมหน้าอก

ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าที่หนักหน่วงและเป็นระเบียบก็ดังขึ้นจากภายนอก ไม่ใช่เสียงฝีเท้าของทหารที่กำลังเดินตรวจการ แต่เป็นเสียงของกองกำลังที่กำลังเคลื่อนพลมาอย่างมีจุดมุ่งหมาย เสียงเกราะกระทบกันและเสียงตะโกนสั่งการดังแทรกผ่านเสียงฝนเข้ามา

“หน่วยเสริมมาถึงแล้ว!” ทหารคนหนึ่งในกลุ่มของคาเซียนตะโกนขึ้น พร้อมกับมองออกไปที่ประตูทางเข้าที่กำลังถูกแสงคบไฟสาดส่องเข้ามา

ชายร่างสูงในชุดคลุมสีน้ำเงินเข้มขลิบทอง—ขุนนางที่ Anwen จำได้ว่าเคยปรากฏตัวในรายงานภาษีที่เธอเคยอ่าน—ก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาด้วยท่าทางที่สง่างามทว่าแฝงไปด้วยอำนาจที่น่าสะพรึงกลัว บรรยากาศในโรงเตี๊ยมเปลี่ยนไปทันที ความขัดแย้งระหว่างเจ้าของบ้านกับทหารระดับล่างถูกแทนที่ด้วยความกดดันจากชนชั้นสูงที่มาพร้อมกับเจตนาที่คลุมเครือ

“ร้อยเอกคาเซียน... ข้าสั่งให้เจ้าควบคุมพื้นที่ ไม่ใช่มาทำตัวเป็นเจ้าของสถานที่” ขุนนางผู้นั้นเอ่ย น้ำเสียงของเขาเรียบเฉยแต่ทรงพลังจนคาเซียนต้องชะงักและลดดาบลงเล็กน้อย

เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องโถงที่พังทลาย ก่อนจะหยุดลงที่ Anwen สายตาของเขาไม่ได้มีความเห็นอกเห็นใจต่อความสูญเสียของเธอ แต่มันคือสายตาของผู้ล่าที่กำลังจ้องมองเหยื่อที่กำลังถือครองสมบัติล้ำค่า

“การตรวจสอบความเสียหายต้องทำอย่างละเอียดกว่านี้” ขุนนางกล่าวต่อ “เราไม่ได้มาเพื่อประเมินมูลค่าไม้หรืออิฐที่พังทลาย แต่เรามาเพื่อค้นหา... 'สิ่งที่ตื่นขึ้น' มาพร้อมกับความโกลาหลนี้”

Anwen รู้สึกเหมือนอากาศในปอดกำลังจะหมดไป ความจริงเริ่มปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาไม่ได้มาเพราะเรื่องพายุ หรือเรื่องความมั่นคงของถนนหลวง แต่พวกเขามาเพื่อ ‘บางสิ่ง’ ที่อยู่ใต้พื้นดินนี้—บางสิ่งที่เธอรู้ดีว่ามันกำลังเชื่อมโยงกับตัวเธอ

ขณะที่ความตึงเครียดพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุด สายตาของ Anwen ก็เหลือบไปเห็นชายปริศนาที่มุมมืดของถนนหลวงนอกหน้าต่าง เขายังคงอยู่ที่นั่น เขายืนนิ่งท่ามกลางสายฝน มือของเขาขยับเป็นสัญญาณเตือนที่เธอเข้าใจได้ทันที—มันคือสัญญาณของการ ‘ถอย’ หรือ ‘หลบหนี’

แต่ก่อนที่เธอจะได้ตัดสินใจทำสิ่งใด แรงสั่นสะเทือนครั้งใหม่ก็กระแทกเข้าที่ใต้ฝ่าเท้า มันรุนแรงกว่าครั้งก่อนๆ หลายเท่า คราวนี้มันไม่ใช่แค่การสั่นสะเทือน แต่มันคือแรงกระแทกที่ทำให้แจกันที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่ใบหล่นแตกกระจายลงพื้น เสียงดัง เพล้ง! ผสานไปกับเสียงครืนครั่นที่ดังมาจากก้นบึ้งของโลก

“มันกำลังมา!” Fin ตะโกนออกมาจากด้านหลัง ขณะที่เขาวิ่งออกมาพร้อมกับถังน้ำที่สั่นไหว

Anwen มองไปที่พื้นดิน รอยแยกเล็กๆ เริ่มปรากฏขึ้นใต้เท้าของขุนนางและทหาร แสงสีฟ้าจางๆ เริ่มลอดออกมาจากรอยแตกเหล่านั้น แต่มันไม่ใช่แสงที่นุ่มนวลเหมือนในนิมิต คราวนี้มันคือแสงที่ดูหิวกระหาย มันดูเหมือนเปลวไฟสีน้ำเงินที่กำลังพยายามจะฉีกกระชากความจริงขึ้นมาสู่เบื้องบน

“ค้นหา! อย่าให้มันเล็ดลอดไปได้!” ขุนนางสั่งการด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าด้วยความโลภมากกว่าความกลัว ทหารเริ่มเคลื่อนพลเข้าหาจุดที่แสงสว่างลอดออกมา โดยไม่สนเลยว่าพื้นดินที่พวกเขายืนอยู่นั้นกำลังจะถล่มลงไปเมื่อไหร่

Anwen รู้สึกถึงความเจ็บปวดที่แล่นพล่านจากรอยจารึกไปทั่วร่าง รอยประทับนั้นกำลังสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงราวกับมันกำลังร้องตะโกนด้วยความเจ็บปวดเช่นกัน เธอตระหนักได้ในวินาทีนั้นว่า โรงเตี๊ยมแห่งนี้ไม่ใช่เพียงที่พักพิงของผู้แสวงบุญอีกต่อไป แต่มันกำลังจะกลายเป็นจุดศูนย์กลางของพายุที่จะพัดพาทุกอย่างให้พินาศ

“หยุดนะ! พวกท่านกำลังทำลายมัน!” Anwen ตะโกนออกไป ทว่าเสียงของเธอกลับถูกกลืนหายไปในเสียงคำรามของแผ่นดินที่กำลังปริแตก

ท่ามกลางความวุ่นวายที่กำลังจะเปลี่ยนโลกใบนี้ไปตลอดกาล Anwen มองเห็นเงาร่างสีครามที่เริ่มก่อตัวขึ้นจากรอยแยก แสงสีฟ้าจากรอยจารึกบนตัวเธอเริ่มตอบสนองต่อสิ่งนั้น มันไม่ใช่การต่อต้าน แต่มันเหมือนเป็นการ ‘ทักทาย’ ของสิ่งที่มีรากเหง้าเดียวกัน

เธอกำหมัดแน่น ความหวาดกลัวยังคงอยู่ ทว่าความมุ่งมั่นที่จะปกป้องสิ่งที่เหลืออยู่กลับแข็งแกร่งกว่า เธอจะไม่ยอมให้พวกเขาใช้ความลับของเธอเพื่อสร้างพันธนาการใหม่ให้แก่โลกใบนี้เด็ดขาด

เสียงครืนครั่นดังสนั่นหวั่นไหว พร้อมกับแสงสีฟ้าที่เจิดจ้าจนมองไม่เห็นสิ่งใดรอบข้าง Anwen รู้สึกเหมือนร่างกายของเธอกำลังถูกดูดเข้าไปในความว่างเปล่า และในเสี้ยววินาทีก่อนที่สติจะดับวูบ เธอเห็นดวงตานับพันคู่ที่กำลังจ้องมองลงมาจากรอยแยกนั้น... และดวงตาเหล่านั้นกำลังยิ้มให้เธอ

--- Anwen ต้องเผชิญหน้ากับการบุกรุกของขุนนางและกองทหารราชสำนักที่มาเพื่อค้นหาสิ่งลึกลับใต้ดิน ท่ามกลางแรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงขึ้นและแสงสีฟ้าที่เริ่มปรากฏจากรอยแยก ซึ่งบ่งบอกว่าการเผชิญหน้าระหว่างมนุษย์และสิ่งที่อยู่ใต้โลกกำลังจะเริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริง