← 章節目錄

The Pilgrims' Inn

章節 102免費

ตอนที่ 102 — เงาร่างแห่งหายนะและเสียงเพรียกจากห้วงอวกาศ

ความเงียบงันในความว่างเปล่าระหว่างมิตินั้นไม่ใช่ความสงบ แต่มันคือความว่างเปล่าที่กรีดร้องด้วยความถี่ที่มนุษย์มิอาจได้ยิน Anwen รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนที่ไม่ได้เกิดจากเสียง แต่เกิดจากความจริงที่กำลังถูกฉีกกระชาก ร่างกายครึ่งโลหะของเธอส่งเสียงครางแผ่วเบาจากการเสียดสีของฟันเฟืองที่พยายามจะรักษาโครงสร้างให้คงอยู่ ท่ามกลางความมืดมิดที่ไม่มีจุดสิ้นสุด สิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาที่เธอมองเห็นนั้นมิใช่สิ่งมีชีวิตในความหมายของเนื้อหนังและลมหายใจ แต่มันคือกลุ่มก้อนของมวลสารและเจตจำนงที่ดำรงอยู่เหนือกฎเกณฑ์ของฟิสิกส์ มันเคลื่อนที่ผ่านความว่างเปล่าเหมือนเงาของภูเขาที่เคลื่อนผ่านแสงจันทร์ แสงสีเงินจางๆ จากเศษซากของความจริงที่แตกสลายสะท้อนบนผิวโลหะของมัน สร้างภาพลวงตาที่บิดเบี้ยวจนยากจะแยกออกว่าสิ่งใดคือความจริงและสิ่งใดคือความฝัน

“เจ้ากำลังพยายามรั้งสิ่งที่ควรจะหลุดลอยไป” เสียงหนึ่งดังขึ้น มันไม่ได้มาจากทิศทางใดทิศทางหนึ่ง แต่มันดังขึ้นจากภายในรอยแยกของจิตสำนึกของเธอ เงาลึกลับที่เคยปรากฏตัวในความมืดเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ ร่างของมันดูเหมือนกลุ่มควันสีเทาที่ถักทอด้วยเส้นด้ายแห่งกาลเวลา “ความโกลาหลที่เจ้าสร้างขึ้น... มันคือความผิดพลาดที่สวยงาม แต่มันก็คือรอยร้าวที่จะทำให้จักรวาลนี้พังทลายลงในที่สุด”

Anwen พยายามจะขยับริมฝีปาก แต่ความรู้สึกที่ได้รับกลับเป็นเพียงเสียงเสียดสีของโลหะที่บิดเบี้ยว ความทรงจำของเธอไหลบ่าเข้ามาเหมือนเขื่อนที่แตกออก กลิ่นดินหลังฝนตกในฤดูใบไม้ร่วงที่โรงเตี๊ยม ความอบอุ่นของแก้วเหล้าในมือ Fin และความดุร้ายของ Granny Nessa... ทุกอย่างพุ่งเข้าปะทะกับความเย็นเยียบของความว่างเปล่า เธอต้องใช้ความเจ็บปวดจากความทรงจำเหล่านั้นเป็นสมอเรือ เพื่อไม่ให้จิตวิญญาณของเธอถูกกลืนกินไปกับกระแสพลังงานที่กำลังบิดเบี้ยว “ถ้าโลกนี้คือระเบียบที่ตายตัว... ข้าก็จะเป็นเชื้อไฟที่ทำให้มันต้องลุกโชน” เธอตะโกนผ่านกระแสจิตที่สั่นคลอน “โลกที่ไม่มีที่ว่างให้คนหลงทาง... คือโลกที่ไม่มีค่าให้ดำรงอยู่!”

ทันทีที่เจตจำนงของเธอปะทะกับความว่างเปล่า แรงกดดันมหาศาลก็ระเบิดออก รอยแยกมิติที่เคยเป็นเพียงรอยร้าวเล็กๆ กลับขยายตัวออกราวกับแผลฉกรรreซ์บนผืนฟ้าที่ไร้ขอบเขต แสงสีเงินและสีทองตัดสลับกันอย่างบ้าคลั่ง สิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาที่กำลังมุ่งหน้ามาเริ่มเปลี่ยนรูปร่าง มันไม่ได้เคลื่อนที่เข้าหาเธอเพื่อทำลาย แต่ดูเหมือนมันกำลัง 'เปิดรับ' การปะทะกันของสองขั้วอำนาจนี้ ร่างมหึมานั้นเริ่มแผ่ขยายเส้นใยแห่งแสงออกมา เส้นใยเหล่านั้นพุ่งเข้าหาจุดศูนย์กลางที่ Anwen ยืนอยู่ ราวกับพยายามจะเย็บรอยร้าวของจักรวาลเข้าด้วยกันด้วยเข็มที่ทำจากแสงดาว

ความเจ็บปวดแล่นผ่านแขนที่เป็นโลหะของเธอ รอยจารึกบนผิวหนังเริ่มเรืองแสงสีฟ้าจัดจ้าน มันไม่ได้เรืองแสงด้วยความอ่อนโยน แต่มันคือการกรีดร้องของพลังงานที่กำลังถูกบีบอัด Anwen รู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดที่พยายามจะฉีกร่างเนื้อส่วนที่ยังเหลืออยู่ของเธอออกจากกัน ฝั่งหนึ่งคือความเย็นเยียบที่ไร้ความรู้สึกของจักรวาลที่กำลังถูกจัดระเบียบใหม่ อีกฝั่งคือความร้อนแรงที่โกลาหลของความทรงจำที่เธอปลดปล่อยออกมา การปะทะกันนี้ไม่ได้สร้างเพียงแค่แสงสว่าง แต่มันกำลังสร้าง 'สิ่งใหม่' โครงสร้างกึ่งชีวภาพเริ่มก่อตัวขึ้นจากความว่างเปล่า เส้นใยโลหะที่พันเกี่ยวไปกับกลุ่มก๊าซสีหม่นเริ่มสร้างรูปทรงที่คล้ายกับรากไม้แต่มีความแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า พวกมันเติบโตอย่างรวดเร็วตามจังหวะการเต้นของหัวใจที่ผิดเพี้ยนของเธอ

“มันกำลังจะมาถึง...” Anwen พึมพำกับตัวเอง ขณะที่ดวงตาที่เป็นโลหะของเธอจับภาพความพินาศที่สวยงามนี้ไว้ “ทั้งจากฟากฟ้า... และจากใต้ดิน...”

จู่ๆ แรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงก็กระชากสติของเธอให้วูบไปอีกครั้ง ความมืดมิดกลับมาครอบงำอีกรอบ แต่ครั้งนี้มันไม่เงียบเหงาเหมือนคราวก่อน มันมีเสียงคำรามที่ทุ้มลึกและหนักแน่นเหมือนเสียงโลหะขนาดยักษ์ที่กำลังบดขยี้กัน เสียงนั้นไม่ได้มาจากความว่างเปล่า แต่มันมาจาก 'ทิศทาง' ที่เคยเป็นที่ตั้งของโลกเบื้องบน และอีกเสียงหนึ่ง... เสียงที่เหมือนกับเสียงสะท้อนจากก้นบึ้งของมหาสมุทรที่ลึกที่สุด... เสียงนั้นกำลังพุ่งทะยานขึ้นมาพบกับเธอ

ในเสี้ยววินาทีแห่งความสับสนนั้น Anwen เห็นภาพซ้อนทับของความจริงสองชุด ชุดหนึ่งคือความสมบูรณ์แบบที่เย็นเยียบไร้ชีวิต และอีกชุดหนึ่งคือความโกลาหลที่เต็มไปด้วยสีสันและความเจ็บปวด เธอตระหนักได้ในวินาทีนั้นเองว่า เธอไม่ใช่เพียงแค่ผู้สังเกตการณ์หรือผู้ถูกกระทำ แต่เธอคือ 'จุดตัด' (Nexus) ที่แท้จริง ทุกการตัดสินใจของเธอคือการเลือกทิศทางให้แก่จักรวาลที่กำลังเกิดใหม่นี้ หากเธอเลือกที่จะรักษาความโกลาหลไว้ โลกนี้อาจจะเต็มไปด้วยความวุ่นวายที่ไม่อาจควบคุมได้ แต่ถ้าเธอเลือกที่จะยอมจำนนต่อระเบียบ โลกนี้ก็จะเป็นเพียงเครื่องจักรที่เดินตามจังหวะที่ถูกกำหนดไว้โดยไร้ซึ่งหัวใจ

แสงสว่างวาบขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันรุนแรงจนทำให้การมองเห็นของเธอพร่าเลือนไปหมด ร่างกายครึ่งโลหะของเธอสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนรู้สึกเหมือนกระดูกทุกชิ้นกำลังจะกลายเป็นผงธุลี ท่ามกลางพายุแห่งแสงและเงาที่กำลังหมุนวนรอบตัวเธอ Anwen เห็นเงาร่างขนาดมหึมาสองร่างปรากฏขึ้นที่ขอบของสายตา ฝั่งหนึ่งคือแสงสว่างที่เรียบเนียนและสมบูรณ์แบบจนน่าขนลุก และอีกฝั่งคือเงาทมิฬที่บิดเบี้ยวและเต็มไปด้วยแรงดึงดูดที่มหาศาล ทั้งสองกำลังมุ่งหน้าเข้าหาจุดศูนย์กลาง... ซึ่งก็คือตัวเธอ

“ข้าจะไม่เป็นเพียงแค่กุญแจ...” Anwen กัดฟันกรอดผ่านความเจ็บปวดที่เกินทน “ข้าจะเป็นผู้ที่ถือครองประตูต่างหาก!” เธอรวบรวมความทรงจำสุดท้ายที่เหลืออยู่—ความทรงจำเกี่ยวกับความรักที่เจ็บปวด ความสูญเสียที่งดงาม และความสุขที่เรียบง่าย—แล้วอัดฉีดมันเข้าไปในรอยจารึกที่กลางอก พลังงานสีสันจัดจ้านระเบิดออกจากร่างของเธอเป็นวงกว้าง กระแทกใส่ความว่างเปล่าจนเกิดเป็นคลื่นกระแทกที่สั่นสะเทือนไปถึงก้นบึ้งของมิติ

โลกทั้งใบกำลังสั่นคลอน และความมืดมิดที่กำลังจะกลืนกินเธอก็ดูเหมือนจะชะงักไปชั่วครู่ ราวกับว่าจักรวาลเองก็กำลังตกตะลึงกับการขัดขืนที่บ้าคลั่งนี้ และในจังหวะนั้นเอง สิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาที่เธอมองเห็นในตอนแรก ก็ได้เผยโฉมหน้าที่แท้จริงของมันผ่านแสงสว่างที่เลือนหาย มันไม่ใช่สัตว์ร้าย และไม่ใช่เทพเจ้า แต่มันคือ... สิ่งที่ดูเหมือนจะเป็น 'ความทรงจำที่มีชีวิต' ของจักรวาลที่กำลังพยายามจะรวบรวมเศษเสี้ยวที่แตกสลายให้กลับคืนมา และมันกำลังมุ่งตรงมาเพื่อกลืนกินเธอ เพื่อใช้พลังแห่งความทรงจำที่แปรปรวนของเธอเป็นเชื้อเพลิงในการก่อร่างสร้างโลกใหม่

--- Anwen เผชิญหน้ากับการปะทะกันของพลังงานระหว่างระเบียบจากฟากฟ้าและแรงขับจากใต้ดินในความว่างเปล่า โดยเธอตัดสินใจใช้พลังแห่งความทรงจำที่แปรปรวนเพื่อต่อต้านการถูกกลืนกิน และกลายเป็นจุดศูนย์กลางของพายุที่กำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้าของจักรวาล