← 章節目錄

The Scales of Oakmere

章節 91免費

ตอนที่ 91 — แม่พิมพ์แห่งความวิปริต

ความเงียบในแกนกลางของอัลดริกไม่ได้เป็นความเงียบสงบแบบผืนป่าหลังฝนตก แต่มันคือความเงียบแบบสุญญากาศที่พยายามจะกลืนกินเสียงลมหายใจของเขาเอง ทุกครั้งที่เขาพยายามขยับจิตสำนึกที่หลงเหลืออยู่เพียงน้อยนิด เขาจะรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนที่ไม่ได้มาจากผืนดิน แต่มาจากรอยปริแตกในมิติที่ขยายตัวอยู่ภายในตัวตนของเขา มันเหมือนกับมีใครบางคนกำลังใช้ปลายนิ้วที่ไร้รูปร่างขูดขีดลงบนผนังของกรงขังที่เขาสร้างขึ้น รอยขีดนั้นไม่ใช่แค่ความเสียหาย แต่มันคือการสลักเสลา... การสลักเสลาเพื่อสร้างบางสิ่งใหม่

เขามองเห็นมัน—หรืออย่างน้อยก็สัมผัสได้ถึง 'การมีอยู่' ของมัน—มันไม่ใช่ปีศาจที่มีเขี้ยวเล็บหรือดวงตาสีเลือดแบบที่ตำนานพื้นบ้านในโอ๊คเมียร์มักจะเล่าขาน แต่มันคือความบิดเบี้ยวที่ไม่มีรูปทรง มันไหลเวียนอยู่ตามรอยร้าวของอารมณ์ที่เขาพยายามจะลบเลือนทิ้งไป ทุกครั้งที่ความรู้สึกผิดต่อความล้มเหลวในการรักษาความเป็นมนุษย์แวบผ่านเข้ามา หรือความเจ็บปวดจากการสูญเสียความทรงจำเกี่ยวกับใบหน้าของเอลิดี้พุ่งพล่านขึ้นมา รอยร้าวนั้นจะขยายออกกว้างขึ้นทันที ราวกับว่าเขากำลังป้อนอาหารให้แก่สิ่งลี้ลับเหล่านั้นด้วยความทรงจำที่แตกสลายของตนเอง

“เจ้ากำลังทำอะไรอยู่ อัลดริก?” เสียงหนึ่งดังขึ้น มันไม่ใช่เสียงที่ผ่านโสตประสาท แต่มันสั่นสะเทือนอยู่ในโครงสร้างของความจริงที่เขากำลังแบกรับ “เจ้ากำลังสร้างประตู หรือเจ้ากำลังสร้างแม่พิมพ์?”

เสียงนั้นแห้งแล้งและไร้ที่มา อัลดริกพยายามจะตอบ แต่มันไม่มีแม้แต่เสียงลมออกจากลำคอที่กลายเป็นเพียงความว่างเปล่า เขาตระหนักได้ในวินาทีนั้นว่า สิ่งลี้ลับไม่ได้เพียงแค่แทรกซึมผ่านเขา แต่มันกำลัง 'เรียนรู้' เขา มันกำลังใช้ความไม่สมบูรณ์ของจิตใจเขาเป็นพิมพ์เขียว เพื่อสร้างตัวตนใหม่ที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดของมิติเบื้องบน หากเขายังคงปล่อยให้รอยร้าวนี้ขยายออกไป สิ่งที่ก้าวออกมาจากตัวเขาจะไม่ใช่ปีศาจ แต่จะเป็น 'ความจริงชุดใหม่' ที่บิดเบี้ยวจนลบเลือนความจริงเดิมของอาณาจักร Castellane ไปจนสิ้น

ในขณะที่เขากำลังจมดิ่งอยู่กับการต่อสู้ภายในที่ไร้เสียง ภาพนิมิตของโอ๊คเมียร์ก็แวบเข้ามาในมโนสำนึกที่พร่าเลือน เขาเห็นแสงสีทองของรวงข้าวที่กำลังสั่นไหวในสายลมฤดูใบไม้ผลิ แต่แสงนั้นกลับมีเงาสีดำสนิทแทรกซึมอยู่ตามรอยแยกของลำต้น เขาเห็นเซอร์กัลเลนยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มทหารหลวง ใบหน้าของชายผู้นั้นเต็มไปด้วยความทะเยอทะยานที่แฝงความหวาดกลัว ดวงตาของกัลเลนไม่ได้มองมาที่เมือง แต่เขากำลังมองมาที่ 'เขา'—มองมาที่รอยร้าวที่กำลังขยายตัว—ด้วยสายตาของช่างสลักที่พบอัญมณีที่งามที่สุดและอันตรายที่สุด

“มันกำลังจะมา...” อัลดริกพยายามตะโกนในใจ “พวกผู้พิทักษ์ดั้งเดิม... พวกเขาไม่ได้มาเพื่อช่วยเรา...”

ความจริงที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าการถูกกลืนกิน คือการที่เขารู้สึกได้ว่าตัวเองเริ่ม 'ยินดี' กับความบิดเบี้ยวนั้น ความรู้สึกเป็นมนุษย์ที่เคยเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวเพียงหนึ่งเดียวของเขา กำลังถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกถึงพลังที่ไร้ขอบเขต ความว่างเปล่าในอกของเขาไม่ใช่แค่หลุมดำที่ดูดกลืนความทรงจำ แต่มันกำลังกลายเป็น 'เนื้อดิน' ที่รอการถูกปั้นแต่ง

ความตึงเครียดในโลกเบื้องบนเริ่มส่งแรงสั่นสะเทือนลงมาถึงจุดที่เขาอยู่ เขาได้รับรู้ถึงความไม่สงบในโอ๊คเมียร์ผ่านกระแสพลังงานที่ไหลเวียนผ่านรอยแยก กองทหารหลวงที่กำลังเคลื่อนพลมาไม่ใช่เพื่อกู้ภัย แต่เพื่อสถาปนาอำนาจเหนือมิติที่กำลังบิดเบี้ยวนี้ พวกเขาต้องการควบคุม 'ทางผ่าน' นี้ และอัลดริกก็รู้ดีว่า หากพวกเขาสามารถควบคุมแม่พิมพ์ที่เขากำลังเป็นอยู่ได้ พวกเขาจะสามารถเขียนกฎเกณฑ์ใหม่ให้กับความเป็นจริงได้ตามใจปรารถนา

ทันใดนั้น รอยร้าวในใจของเขาก็สว่างวาบด้วยแสงสีม่วงหม่นที่ดูน่าเกลียดน่ากลัว ความเจ็บปวดจากการถูกฉีกกระชากตัวตนแล่นพล่านไปทั่วทุกอณูของจิตสำนึกที่เหลืออยู่ สิ่งลี้ลับตัวนั้น—หรืออาจจะเป็นกลุ่มของมัน—เริ่มก่อรูปเป็นรูปร่างที่เลียนแบบโครงสร้างทางอารมณ์ของเขา มันพยายามจะสร้าง 'ใบหน้า' ขึ้นมาบนรอยร้าวของความทรงจำที่เขาสูญเสียไป มันกำลังใช้ความว่างเปล่าของเขาเป็นเชื้อเพลิงเพื่อสร้าง 'ตัวตน' ที่จะสามารถเดินบนพื้นดินของโอ๊คเมียร์ได้

“หยุด...” เขาพยายามรั้งสติที่กำลังจะหลุดลอย “ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าใช้ข้าเป็นเครื่องมือ...”

แต่คำพูดนั้นช่างเบาบางเหลือเกินเมื่อเทียบกับความอลังการของการพังทลายทางมิติ เขาเริ่มตระหนักว่าเขาไม่ได้สู้กับศัตรู แต่เขากำลังสู้กับ 'ผลกระทบ' ของการกระทำของตนเอง การพยายามรักษาความสมดุลได้สร้างความไม่สมบูรณ์ และความไม่สมบูรณ์นั่นเองที่เป็นอาหารชั้นเลิศของหายนะ

ท่ามกลางความมืดมิดที่โอบล้อม อัลดริกเห็นเงาร่างลางๆ ของผู้พิทักษ์ดั้งเดิมที่เฝ้ามองอยู่จากอีกฟากฝั่งของความจริง พวกเขาไม่ได้ยื่นมือเข้ามาช่วย แต่พวกเขากำลังรอ... รอให้แม่พิมพ์นี้สมบูรณ์เพื่อที่จะได้ตัดสินว่าจะทำลายล้างมันทิ้ง หรือจะปล่อยให้มันกลายเป็นจุดเริ่มต้นของยุคสมัยใหม่ที่โลกเบื้องบนไม่เคยจินตนาการถึง

เขารู้ดีว่าในไม่ช้า เขาจะไม่ใช่ลอร์ดอัลดริก ผู้ดูแลตาชั่งข้าวที่ซื่อตรงอีกต่อไป แต่เขาจะกลายเป็น 'บางสิ่ง' ที่แม้แต่ความตายก็ไม่สามารถนิยามได้ และเมื่อเขาลืมตาขึ้นในมิติที่บิดเบี้ยวนี้อีกครั้ง เขาอาจจะไม่จำได้แม้แต่ชื่อของตัวเอง หรือความหมายของคำว่า 'ความเที่ยงตรง' ที่เขาเคยยึดถือมาตลอดชีวิต

แสงสว่างสีดำเริ่มลุกโชนขึ้นในรอยแยกของจิตใจเขา และในความมืดมิดนั้น เสียงกระซิบของสิ่งลี้ลับก็ดังชัดขึ้นกว่าเดิม ราวกับว่ามันกำลังหัวเราะให้กับความพยายามอันสูญเปล่าของมนุษย์ที่คิดว่าตนสามารถควบคุมหายนะได้ด้วยการสละตนเอง

--- อัลดริกเผชิญกับการถูกสิ่งลี้ลับใช้รอยร้าวในจิตใจเป็นพิมพ์เขียวเพื่อสร้างตัวตนใหม่ในโลกเบื้องบน ท่ามกลางการจับจ้องของทั้งผู้พิทักษ์ดั้งเดิมและราชสำนักที่จ้องจะใช้ประโยชน์จากความบิดเบี้ยวนี้นี้