← 章節目錄

The Scales of Oakmere

章節 6免費

ตอนที่ 6 — รอยประทับบนความมืด

เสียงหยดน้ำค้างที่เกาะอยู่บนหลังคาโรงสีดังกระทบพื้นไม้ดัง 'เปาะ' เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ท่ามกลางความเงียบงัดของเช้ามืดในเดือนฟรอสต์ฟอล อัลดริกนั่งอยู่หน้าโต๊ะทำงานไม้โอ๊กตัวเก่าที่เต็มไปด้วยรอยขีดข่วนจากการใช้งานมานานนับทศวรรษ แสงจากตะเกียงน้ำมันพืชสลัวๆ ทอดเงาของเขาให้ดูยาวและบิดเบี้ยวไปบนผนังหินเย็นเยียบ ในมือของเขาไม่ได้ถือปากกาขนนกเพื่อเขียนบัญชีข้าวเหมือนอย่างเคย แต่เขากำลังจ้องมองเศษโลหะชิ้นเล็กๆ ที่เขาเก็บได้จากฐานตาชั่งหลวง—เศษตะกั่วที่ถูกถ่วงไว้เพื่อลวงตา และที่สำคัญกว่านั้นคือซองจดหมายที่ถูกทิ้งไว้ในความมืด ซึ่งมีตราประทับครั่งสีแดงเข้มรูปนกอินทรีโอบล้อมด้วยกิ่งมะกอก

ความหนาวเหน็บของฤดูหนาวแทรกซึมผ่านรอยแตกของหน้าต่างไม้ อัลดริกกระชับเสื้อคลุมขนสัตว์ของเขาแน่นขึ้น พลางนึกถึงความหมายของตราประทับนั้น มันไม่ใช่ตราของโจรป่า หรือแม้แต่ขุนนางท้องถิ่นที่หวังจะโกงข้าวเพียงไม่กี่ถัง แต่มันคือตราของตระกูลวาลเลอริอุส ขุนนางผู้กุมอำนาจการจัดซื้อเสบียงในราชสำนักเอลเดอร์เมียร์ ความเป็นจริงที่ว่าคนระดับนั้นส่งคนมาบิดเบือนตาชั่งในเมืองชายแดนที่ห่างไกลเช่นนี้ ทำให้เขารู้สึกเหมือนมีก้อนหินหนักอึ้งกดทับลงบนหน้าอก

“ท่านลุง ยังไม่นอนอีกหรือ?” เสียงฝีเท้าเบาๆ ดังขึ้นที่ประตู ก่อนที่คาเอลจะก้าวเข้ามาในห้องพร้อมกับถาดไม้ที่มีชามซุปข้าวน้ำใสควันกรุ่น “กลิ่นความกังวลของท่านมันลอยออกมาถึงข้างนอกเลยนะ”

อัลดริกเงยหน้าขึ้น มองหลานชายที่ดูจะตื่นตัวและมีชีวิตชีวาเกินกว่าจะเป็นคนเพิ่งตื่น “ข้าแค่กำลังคิดว่า... ความสงบสุขที่เราเคยมี มันอาจจะเป็นเพียงแค่ภาพลวงตาที่ถูกสร้างขึ้นด้วยความไม่รู้” เขาวางเศษตะกั่วลงบนโต๊ะ เสียงโลหะกระทบไม้ดังกังวานในความเงียบ

คาเอลชะงักไปเมื่อเห็นสิ่งของบนโต๊ะ เขาเดินเข้ามาใกล้แล้วหยิบเศษตะกั่วขึ้นมาพิจารณาด้วยสายตาที่เฉียบคม “ไม่ใช่แค่การโกงเพื่อกำไรครับท่านลุง แต่มันคือการสร้าง ‘ความผิดพลาดที่ตั้งใจ’ ถ้าตาชั่งเสียสมดุลเพียงเล็กน้อยในตอนที่ข้าวจากทั่วอาณาจักรไหลมาที่นี่ ขุนนางที่ควบคุมการจัดส่งจะสามารถเบี่ยงเบนข้าวไปได้มหาศาลโดยที่ไม่มีใครสงสัย เพราะทุกคนจะเชื่อว่ามันเป็นเพียงความคลาดเคลื่อนของเครื่องมือ”

“เจ้าฉลาดเกินไปสำหรับเด็กวัยนี้ คาเอล” อัลดริกถอนหายใจ “แต่นั่นแหละคือปัญหา เมื่อความฉลาดถูกนำมาใช้เพื่อหาช่องโหว่ของความเที่ยงตรง”

เสียงประตูด้านล่างเปิดออกแรงๆ ตามด้วยเสียงฝีเท้าหนักๆ ของมาร่า เมียของเขาที่มักจะมาพร้อมกับคำพูดที่ตรงไปตรงมาเสมอ “อัลดริก! คาเอล! ตื่นกันได้แล้ว มีคนมาหาที่หน้าประตู ดูเหมือนจะไม่ใช่คนขายฟืนธรรมดาเสียด้วย”

อัลดริกและคาเอลรีบเดินลงไปยังโถงชั้นล่าง แสงอาทิตย์แรกของวันเริ่มรำไรผ่านม่านหมอกหนาที่ปกคลุมโอ๊คเมียร์ ที่หน้าประตูโรงสี ชายคนหนึ่งยืนตระหง่านในชุดคลุมสีเทาเข้มที่ดูสะอาดสะอ้านเกินกว่าจะเป็นชาวเมืองแถบนี้ เขาไม่ได้สวมชุดเกราะ แต่ท่าทางที่ยืนตัวตรงและสายตาที่กวาดมองไปรอบๆ อย่างระแวดระวังบ่งบอกว่าเขาผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี

“ลอร์ดอัลดริกใช่ไหม?” ชายผู้นั้นถาม เสียงของเขาเรียบเฉยแต่ทรงอำนาจ

“ข้าเอง มีธุระอะไรกับข้าในยามเช้าเช่นนี้?” อัลดริกตอบพลางก้าวไปข้างหน้าเพื่อบังคาเอลไว้ตามสัญชาตญาณ

“ข้าชื่อเซดริก เป็นผู้ตรวจการจากหน่วยสำรวจเสบียงหลวง” ชายคนนั้นยื่นเอกสารที่มีตราประทับสีทองให้ดู “ข้าได้รับรายงานเรื่องความผิดปกติของระบบจัดเก็บในเขตตะวันตก และคำสั่งพิเศษจากเอลเดอร์เมียร์ให้มาตรวจสอบความพร้อมของโอ๊คเมียร์ก่อนที่ขบวนเสบียงชุดแรกจะมาถึง”

อัลดริกรับเอกสารมาอ่าน สายตาของเขาไล่ไปตามตัวอักษรที่เขียนด้วยลายมือบรรจง มันคือคำสั่งที่ดูเหมือนจะชอบธรรม แต่เขารู้ดีว่าในโลกของการเมือง ความชอบธรรมมักเป็นเพียงหน้ากากที่ใช้ปิดบังเจตนาที่แท้จริง การมาถึงของเซดริกในเวลาที่เขากำลังสืบหาต้นตอของการบุกรุกโรงสีนั้น ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

“ข้าไม่ได้คาดคิดว่าราชสำนักจะส่งผู้ตรวจการมาเร็วขนาดนี้” อัลดริกกล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ แม้ในใจจะเริ่มเต้นรัว “เรายินดีต้อนรับการตรวจสอบเสมอ เพราะตาชั่งของโอ๊คเมียร์ไม่เคยโกหกใคร”

เซดริกยกยิ้มที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา “นั่นคือสิ่งที่ข้าหวังจะมาพิสูจน์... ความเที่ยงตรงนั้นสำคัญยิ่งกว่าชีวิต แต่บางครั้งความเที่ยงตรงก็อาจจะกลายเป็นอุปสรรคต่อความมั่นคงของอาณาจักร หากมันไม่ ‘ยืดหยุ่น’ พอ”

คำพูดนั้นเหมือนคำขู่ที่เคลือบด้วยน้ำตาล อัลดริกสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามา เขาไม่ได้เพียงแค่ต้องสู้กับโจรที่พยายามบิดเบือนตาชั่งอีกต่อไป แต่เขากำลังเผชิญหน้ากับระบบที่อาจจะต้องการให้เขา ‘โกง’ เพื่อความอยู่รอดของอาณาจักรในสายตาของคนบางกลุ่ม

หลังจากเซดริกขอตัวไปพักผ่อนในห้องรับรองที่จัดเตรียมไว้ อัลดริกเดินกลับออกมาที่ลานกลางเมือง เห็นชาวเมืองเริ่มออกมาทำกิจกรรมตามปกติ ทว่าบรรยากาศกลับดูตึงเครียดกว่าที่เคย เอลิดี้เดินเข้ามาหาเขาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เธอไม่ได้กล่าวทักทายตามมารยาท แต่ดึงแขนเขาให้เดินเลี่ยงออกมาที่มุมอับสายตา

“ท่านเห็นเขาแล้วใช่ไหม?” เอลิดี้กระซิบ เสียงของเธอสั่นเล็กน้อย “เซดริก... เขาไม่ใช่แค่ผู้ตรวจการธรรมดา เขาคือ ‘มือล้างจาน’ ของตระกูลวาลเลอริอุส คนที่ถูกส่งมาเพื่อจัดการกับสิ่งที่ไม่เป็นไปตามแผน”

อัลดริกขมวดคิ้ว “จัดการ? หมายความว่าอย่างไร?”

“ถ้าตาชั่งของท่านเที่ยงตรงเกินไปจนทำให้แผนการควบคุมข้าวของพวกเขาพังทลาย...” เอลิดี้เว้นจังหวะ มองซ้ายมองขวาอย่างระแวง “พวกเขาก็จะจัดการให้ตาชั่งนั้น ‘พัง’ ไปเสียเอง ไม่ใช่แค่พังเครื่องมือ แต่หมายถึงคนดูแลด้วย”

ความเย็นเยียบที่ไม่ได้มาจากลมหนาวแล่นพล่านไปทั่วสันหลังของอัลดริก เขาหันไปมองทางห้องรับรองที่เซดริกพักอยู่ ชายผู้นั้นไม่ได้มาเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง แต่เขามาเพื่อเฝ้าดูว่าอัลดริกจะยอมก้มหัวให้กับอำนาจมืด หรือจะเลือกยืนหยัดในความเที่ยงตรงจนถึงวาระสุดท้าย

ในขณะเดียวกัน คาเอลเดินเข้ามาหาพร้อมกับท่าทางลับลมคมใน “ท่านลุง ข้าไปสืบมาได้ความว่า มีรถม้าจากตระกูลวาลเลอริอุสกำลังมุ่งหน้ามาที่นี่ และพวกเขาไม่ได้มาแค่เพื่อเยี่ยมเยียน แต่นำ ‘สินค้าพิเศษ’ มาด้วย”

“สินค้าอะไร?” อัลดริกถาม

“ข้ายังไม่แน่ใจ แต่มันถูกบรรจุในหีบไม้ที่ลงอาคมป้องกันการมองเห็น... ข้าว่าสงครามที่ท่านลอร์ดคาดไว้ มันอาจจะมาถึงเร็วกว่าที่คิด”

อัลดริกมองออกไปที่ขอบฟ้าไกลๆ ที่ซึ่งเมฆหมอกสีเทาเข้มกำลังเคลื่อนตัวมาปกคลุมยอดไม้โอ๊ก เขาตระหนักได้ในวินาทีนั้นว่า ความสงบสุขที่เขาโหยหาได้ตายจากไปพร้อมกับเศษตะกั่วที่เขาพบในโรงสีแล้ว และสิ่งที่รอเขาอยู่ข้างหน้า ไม่ใช่เพียงแค่การรักษาความเที่ยงตรงของเครื่องมือ แต่มันคือการรักษาความยุติธรรมในโลกที่กำลังจะบิดเบี้ยวไปตลอดกาล

--- อัลดริกเผชิญกับการมาถึงของเซดริก ผู้ตรวจการจากราชสำนักที่ดูเหมือนจะมีวาระซ่อนเร้น และเอลิดี้เตือนว่าเขาอาจตกเป็นเป้าหมายหากไม่ยอมโอนอ่อนตามอำนาจมืด ขณะที่คาเอลพบเบาะแสว่าขบวนรถม้าปริศนาจากตระกูลวาลเลอริอุสกำลังมุ่งหน้ามายังโอ๊คเมียร์