← 章節目錄

The Scales of Oakmere

章節 11免費

ตอนที่ 11 — ไอเย็นใต้เงาตะเกียง

แสงตะเกียงน้ำมันวับแวมสั่นไหวไปมาตามจังหวะลมหนาวที่ลอดผ่านรอยแตกของผนังหินใต้ฐานตาชั่งหลวง อัลดริกนั่งขดตัวอยู่บนม้านั่งไม้เก่าๆ ความเย็นที่แผ่ออกมาจากวัตถุโลหะประหลาดนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่ความเย็นของอากาศ แต่มันเป็นความเย็นที่ซึมลึกเข้าไปในกระดูก ราวกับว่ามันกำลังสูบเอาความร้อนจากร่างกายของเขาไปเพื่อหล่อเลี้ยงบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ภายในตัวมันเอง

“ท่านลอร์ด ท่านควรจะพักผ่อนได้แล้ว” เสียงของเอลิดี้ดังขึ้นจากความมืดเบื้องหลัง เธอไม่ได้เดินเข้ามาใกล้เท่าที่ควร ราวกับว่าเธอก็เกรงกลัวต่อสิ่งที่วางอยู่ตรงหน้าไม่ต่างจากเขา แสงจากตะเกียงในมือของเธอทาบทับใบหน้าของหลวงสาวให้ดูซีดขาวและเคร่งเครียดกว่าทุกครั้ง “เราค้นพบมันในเวลาที่ไม่เหมาะสมที่สุด ความมืดของเดือนฟรอสต์ฟอลไม่ควรถูกรบกวนด้วยสิ่งนี้”

อัลดริกไม่ได้หันไปมอง เขาจ้องมองวัตถุโลหะที่วางอยู่บนผืนผ้าหนาซึ่งเขานำมาปูรองไว้ มันมีรูปทรงที่ไม่แน่นอน—ไม่ใช่ทรงกลมที่สมบูรณ์ และไม่ใช่เหลี่ยมมุมที่มนุษย์จะสร้างขึ้นได้ ผิวของมันดูเหมือนโลหะที่กำลังเคลื่อนไหวช้าๆ ราวกับมีกระแสน้ำไหลวนอยู่ใต้พื้นผิวสีเข้มจัดนั้น มันส่งเสียงครางต่ำๆ ในระดับที่หูแทบจะไม่ได้ยิน แต่มันสั่นสะเทือนอยู่ในอกของเขา

“มันไม่ใช่แค่โลหะ เอลิดี้” อัลดริกเอ่ย เสียงของเขาแหบพร่า “มันเหมือนกับ... หัวใจที่หยุดเต้นไปแล้ว แต่มันยังพยายามจะเต้นใหม่อีกครั้ง”

เขายื่นมือที่สั่นเทาออกไปใกล้ แต่แล้วก็ชักกลับเมื่อสัมผัสได้ถึงกระแสไอเย็นที่ผลักดันออกมาจากวัตถุนั้น ความทรงจำเกี่ยวกับความสงบสุขที่เขาเฝ้าถนอมมาตลอดชีวิต—การตื่นมาเพื่อเช็คความเที่ยงตรงของตาชั่ง การดื่มชาร้อนๆ กับมาร่า และการดูคาเอลจัดการบัญชีข้าว—ดูเหมือนจะกลายเป็นเพียงภาพฝันที่ห่างไกล สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องของความเที่ยงตรงของตาชั่งอีกต่อไป แต่มันคือความมั่นคงของโอ๊คเมียร์ และอาจรวมถึงความมั่นคงของราชอาณาจักรคาสเทลเลน

“เราจะบอกเรื่องนี้กับใครดี?” เอลิดี้ถาม คำถามของเธอหนักอึ้ง “เฒ่าบาร์ธจะคิดว่าเราขุดเจอขุมทรัพย์โบราณ หรือเขาจะคิดว่าเรากำลังเรียกหายมัจจุราชมาสู่เมืองนี้? และถ้าหากข่าวนี้ไปถึงเอลเดอร์เมียร์... พวกเขาจะไม่ส่งเพียงแค่ทูตมาอีกต่อไป แต่พวกเขาจะส่งกองทหารมาเพื่อควบคุม 'สิ่งที่อยู่ใต้ดิน' นี้”

อัลดริกนิ่งเงียบ เขาเข้าใจความหมายของเธอดี หากราชสำนักรู้ว่ามีวัตถุที่สามารถสั่นสะเทือนแผ่นดินได้อยู่ในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ โอ๊คเมียร์จะเปลี่ยนจากเมืองข้าวที่เงียบสงบ กลายเป็นสมรภูมิแห่งความโลภทันที

“เราต้องเก็บมันเป็นความลับ” อัลดริกตัดสินใจ คำพูดของเขาฟังดูเด็ดขาดกว่าที่ใจจริงรู้สึก “จนกว่าเราจะรู้ว่ามันคืออะไร และเราจะทำอะไรกับมันได้บ้าง หากเราเปิดเผยมันตอนนี้ เราจะสูญเสียการควบคุมทุกอย่าง แม้แต่ตาชั่งที่ข้าดูแลมาทั้งชีวิตก็อาจจะไม่มีความหมายอีกต่อไปหากโลกทั้งใบสั่นคลอนเพราะสิ่งนี้”

ทันใดนั้น วัตถุโลหะนั้นก็ตอบสนองต่อคำพูดของเขา มันไม่ได้สั่นสะเทือนเหมือนแผ่นดินไหว แต่มันส่งแสงสีม่วงจางๆ วาบขึ้นมาจากใต้ผิวโลหะ แสงนั้นดูเหมือนจะพยายามสื่อสารอะไรบางอย่าง อัลดริกสัมผัสได้ถึงความรู้สึกวูบหนึ่งในหัว—ภาพของท้องฟ้าที่ถูกปกคลุมด้วยเถ้าถ่าน และเสียงร้องไห้ของฝูงชนที่กำลังอดอยาก

“ท่านลอร์ด!” เอลิดี้ร้องเรียกเมื่อเห็นอัลดริกหน้าซีดเผือด “ท่านเป็นอะไรไป?”

“ข้าเห็น...” อัลดริกพึมพำ พยายามประคองสติ “ข้าเห็นสิ่งที่อาจจะเป็นผลมาจากคำพยากรณ์นั้น... แต่มันไม่ใช่ปีที่อุดมสมบูรณ์อย่างที่เราหวัง แต่มันคือปีแห่งการพิพากษา”

เขารู้สึกได้ถึงความเหนื่อยล้าที่ถาโถมเข้ามามากกว่าครั้งไหนๆ ความรับผิดชอบที่เขาแบกรับไว้บนบ่า—การเป็นตาชั่งที่เที่ยงตรง—บัดนี้มันหนักอึ้งขึ้นราวกับเขากำลังแบกโลกทั้งใบไว้เพียงลำพัง

เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังมาจากบันไดหินด้านบน ตามด้วยเสียงตะโกนของคาเอล “ท่านลุง! ท่านลุงอัลดริก! ท่านเอลิดี้! ท่านอยู่ข้างล่างนั่นหรือเปล่า? เกิดอะไรขึ้นกับตาชั่งน่ะ! มันเริ่มสั่นอีกแล้ว!”

อัลดริกและเอลิดี้สบตากันด้วยความตื่นตระหนก อัลดริกรีบใช้ผ้าคลุมหนาๆ คลุมวัตถุประหลาดนั้นไว้ทันที ท่ามกลางความมืดที่เริ่มกลับมาครอบงำอีกครั้ง เขารู้ดีว่าความลับนี้ไม่อาจถูกซ่อนไว้ได้นาน และพายุที่แท้จริงกำลังจะเริ่มต้นขึ้น ไม่ใช่จากท้องฟ้า แต่จากใต้ฝ่าเท้าของพวกเขาเอง

เขาลุกขึ้นยืน พยายามปรับสีหน้าให้ดูปกติที่สุดเท่าที่ชายวัยกลางคนที่เพิ่งเผชิญกับสิ่งที่เหนือธรรมชาติจะทำได้ “รออยู่ตรงนั้นก่อนคาเอล! อย่าเพิ่งลงมา!” เขาตะโกนตอบไป ขณะที่ในใจกำลังคิดถึงวิธีที่จะปกป้องเมืองนี้จากทั้งความลับที่เขาค้นพบ และจากสายตาของราชสำนักที่กำลังเฝ้ามองมาอย่างไม่ลดละ

--- อัลดริกและเอลิดี้ตัดสินใจเก็บความลับเรื่องวัตถุโลหะประหลาดไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ราชสำนักเข้ามาแทรกแซง แต่แล้วคาเอลก็ตะโกนบอกว่าตาชั่งหลวงเริ่มสั่นสะเทือนอีกครั้ง