ตอนที่ 104 — วงโคจรแห่งความบิดเบี้ยว
ความเงียบสงัดในมิติที่ไร้กาลเวลาไม่ได้หมายถึงความสงบ แต่มันคือความกดอากาศที่หนักอึ้งราวกับถูกฝังอยู่ใต้ก้นมหาสมุทรลึก อัลดริก—หรือสิ่งที่เคยเป็นอัลดริก—สัมผัสได้ถึงแรงเหวี่ยงที่ไม่มีจุดเริ่มต้นและไม่มีจุดสิ้นสุด เขากำลังหมุนวนอยู่ในวงโคจรที่เขาสร้างขึ้นเอง มันไม่ใช่การหมุนแบบวงกลมที่สมมาตร แต่เป็นเส้นโค้งที่บิดเบี้ยวและซ้อนทับกันเหมือนเส้นด้ายที่พันกันยุ่งเหยิงในหัวสมองของคนบ้า พลังงานสีเทาหม่นไหลเวียนผ่านร่างที่ไร้รูปร่างของเขา มันไม่ใช่เลือด และไม่ใช่ลมหายใจ แต่มันคือกระแสแห่งความเป็นไปได้ที่กำลังถูกบีบอัดให้กลายเป็นโครงสร้าง
เขารู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนที่ไม่ได้มาจากแผ่นดิน แต่มาจากเจตจำนงที่พยายามจะแทรกซึมเข้ามา 'สิ่งลี้ลับ' เหล่านั้นกำลังใช้ความว่างเปล่าในตัวเขาเป็นแม่พิมพ์ มันเหมือนกับการพยายามปั้นดินน้ำมันลงในหลุมที่ไม่มีก้นหลุม ทุกครั้งที่เขาสร้างวงโคจรเพื่อเบี่ยงเบนทิศทางของพวกมัน รอยร้าวในตัวตนของเขาก็จะขยายออกเพื่อรองรับแรงกระแทกนั้น เขาเห็นภาพเงาของสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในโลกเบื้องบน—รูปร่างที่บิดเบี้ยว คล้ายมนุษย์แต่ไม่ใช่ คล้ายสิ่งก่อสร้างแต่ไม่สมบูรณ์—สิ่งเหล่านั้นกำลังก่อตัวขึ้นจากเศษเสี้ยวของความทรงจำที่เขาเสียสละไป
'เจ้ากำลังทำให้มันยากขึ้น อัลดริก'
เสียงนั้นไม่ได้ดังขึ้นในหู แต่มันก้องกังวานอยู่ในมวลสารที่เขาเป็นอยู่ มันคือเสียงที่เย็นเฉียบและไร้ซึ่งอารมณ์ของเหล่าผู้พิทักษ์ดั้งเดิม (The Primordial Wardens) พวกเขาไม่ได้มาเพื่อช่วย เขามาเพื่อเฝ้ามองดูความผิดเพี้ยนนี้ด้วยสายตาที่ตัดสินว่ามันควรค่าแก่การดำรงอยู่หรือควรถูกลบเลือนทิ้ง อัลดริกรับรู้ได้ถึงสายตาเหล่านั้น มันเหมือนกับเข็มที่ทิ่มแทงลงบนผิวหนังที่ไม่มีอยู่จริง เขาพยายามไหลตามกระแสพลังงานเพื่อลดแรงปะทะ แต่ยิ่งเขาพยายามทำตัวให้กลมกลืนกับความบิดเบี้ยวมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งสูญเสีย 'แกนกลาง' ที่เคยเป็นมนุษย์ไปมากขึ้นเท่านั้น
ทันใดนั้น แรงดึงดูดมหาศาลจากอีกทิศทางก็กระชากเขาออกไป มันคือความโลภที่จับต้องได้—เจตจำนงจากราชสำนักที่พยายามจะกระชากพลังงานจากรอยแยกนี้ไปใช้ เซอร์กัลเลนและเหล่านักเวทย์หลวงไม่ได้ต้องการรักษาความสมดุล พวกเขาต้องการ 'สถาปนาอำนาจ' เหนือมิติที่บิดเบี้ยวนี้ พลังงานที่ไหลเวียนอยู่ในตัวอัลดริกตอนนี้กลายเป็นบ่อเกิดแห่งความโลภที่ไม่มีที่สิ้นสุด
'อย่า... ดึง... ฉัน...' อัลดริกพยายามจะเปล่งเสียง แต่สิ่งที่หลุดออกมามีเพียงคลื่นความถี่ที่ทำลายล้างโครงสร้างมิติรอบข้าง เขาพยายามรวบรวมเศษเสี้ยวของความเที่ยงตรงที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด—ความเที่ยงตรงที่เขาเคยใช้ในการชั่งข้าวในโอ๊คเมียร์—มาใช้เป็นจุดหมุนในวงโคจรที่บ้าคลั่งนี้ เขาไม่ได้ต้องการความสมดุลที่หยุดนิ่ง แต่เขาต้องการความสมดุลที่ 'เคลื่อนที่'
เขาเริ่มสร้างพายุหมุนที่เกิดจากการปะทะกันของสามเจตจำนง: แรงขับเคลื่อนจากสิ่งลี้ลับที่ต้องการตัวตน, แรงกดดันจากผู้พิทักษ์ที่ต้องการการลบทิ้ง, และแรงดึงดูดจากราชสำนักที่ต้องการการครอบครอง อัลดริกทำตัวเป็นแกนกลางที่บิดเบี้ยว เขาปล่อยให้พลังงานไหลผ่านตัวเขาไปในลักษณะที่ซับซ้อนเกินกว่าที่สิ่งใดจะหยั่งถึง มันคือการเต้นรำที่อันตรายที่สุดในจักรวาล
ในจังหวะที่แรงกดดันพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุด อัลดริกเห็นภาพนิมิตที่วูบเข้ามาในจิตสำนึกที่กำลังจางหายไป เขาเห็นเมืองโอ๊คเมียร์... เห็นแสงแดดยามเช้าที่ตกกระทบถังข้าว... เห็นรอยยิ้มที่แห้งแล้งของเอลิดี้... และเห็นความว่างเปล่าที่เขากำลังแบกรับ
ความเจ็บปวดนั้นรุนแรงเกินกว่าที่จิตสำนึกจะรับไหว แต่มันไม่ใช่ความเจ็บปวดทางกาย มันคือความเจ็บปวดจากการที่ 'ความหมาย' ของการมีอยู่กำลังถูกลบเลือนไป เขารู้ดีว่าเมื่อพายุนี้สงบลง เขาจะไม่ใช่ลอร์ดอัลดริกผู้ซื่อตรงอีกต่อไป เขาจะไม่ใช่แม้แต่ผู้ชายคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในโอ๊คเมียร์ เขาจะกลายเป็นเพียง 'สิ่งแปลกปลอม'—จุดบิดเบี้ยวที่เป็นจุดศูนย์กลางของความกลัวสำหรับทั้งมนุษย์และเทพเจ้า
เขาสูญเสียความรู้สึกถึงน้ำหนักของมือตัวเอง เขาไม่รู้ว่าตัวเองมีกี่แขน หรือมีกี่ดวงตา แต่อัลดริกยังคงดึงดันที่จะรักษา 'วงโคจร' นี้ไว้ เขาต้องเป็นกรงขังที่ขยับได้ เขาต้องเป็นแม่พิมพ์ที่เปลี่ยนรูปตลอดเวลา เพื่อไม่ให้สิ่งลี้ลับนั้นกลายเป็นรูปร่างที่สมบูรณ์ในโลกเบื้องบน
แสงสว่างประหลาดวาบขึ้นในความมืดมิดรอบตัวเขา เป็นแสงที่ไม่ได้มาจากดวงดาว แต่เป็นแสงที่เกิดจากการแตกสลายของความเป็นจริง อัลดริกรับรู้ว่าวงโคจรของเขาเริ่มเสถียรในความไม่เสถียร เขากำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของกฎเกณฑ์ใหม่ที่ไม่มีใครเข้าใจ กฎเกณฑ์ที่สร้างขึ้นจากความเสียสละของชายผู้ต้องการเพียงแค่การชั่งข้าวให้เที่ยงตรง แต่กลับต้องมาเป็นผู้แบกรับความไม่เที่ยงตรงทั้งหมดของจักรวาลเอาไว้ในตัวคนเดียว
--- อัลดริกตัดสินใจใช้กลยุทธ์สร้างวงโคจรแห่งความบิดเบี้ยวเพื่อกักเก็บการรุกรานของสิ่งลี้ลับ ท่ามกลางการปะทะกันของเจตจำนงจากราชสำนักและเหล่าผู้พิทักษ์ดั้งเดิม โดยต้องแลกมาด้วยการสูญเสียความเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์