← 章節目錄

The Glass Library

章節 85免費

ตอนที่ 85 — เสียงกระซิบจากความว่างเปล่าและคมมีดแห่งความจริง

ความเงียบในมิติรอยต่อไม่ใช่ความสงบ แต่มันคือความเงียบที่ตะโกนก้องด้วยเสียงอื้ออึงของความว่างเปล่า บรอนเวนรู้สึกเหมือนตนเองกำลังถูกฉีกกระชากออกเป็นชิ้นๆ ไม่ใช่ด้วยแรงกาย แต่ด้วยแรงกดดันของตัวตนที่พยายามจะดำรงอยู่ท่ามกลางความไม่มีอะไรเลย ผิวหนังที่เคยเป็นเนื้อหนังบัดนี้กลายเป็นผืนกระดาษที่ชุ่มไปด้วยหมึกสีดำเข้ม เส้นเลือดของเธอเปลี่ยนเป็นอักขระสีเลือดที่เต้นตุบๆ ราวกับมีชีวิตเป็นของตัวเอง ทุกครั้งที่เธอพยายามขยับกาย อักขระเหล่านั้นจะลากผ่านความว่างเปล่า ทิ้งรอยจารึกที่สั่นสะเทือนมิติรอบตัว

“อย่าพยายามฝืนด้วยวิธีเดิม” เสียงของชายชุดเทาดังขึ้นท่ามกลางความอื้ออึง เขาไม่ได้ปรากฏตัวในรูปแบบที่ชัดเจน แต่เป็นเงาที่กึ่งโปร่งแสงซึ่งกำลังพยายามยึดเกาะกับเศษเสี้ยวของความจริงที่เหลืออยู่ “ความทรงจำที่เจ็บปวดคืออาวุธ แต่ถ้าเธอใช้มันมากเกินไป เธอจะกลายเป็นเพียงบันทึกแห่งความทุกข์ที่ไม่มีวันจบสิ้น เธอจะกลายเป็นเพียงหยดหมึกที่ไร้เจ้าของในพงศาวดารที่ไม่มีใครอ่าน”

บรอนเวนกัดฟัน ความเจ็บปวดจากการที่ตัวตนถูกกัดกร่อนนั้นแหลมคมยิ่งกว่าคมมีด เธอเห็นภาพความทรงจำไหลเวียนอยู่ในกระแสหมึกที่ไหลเวียนอยู่ในร่าง—ภาพของหอสมุดแก้วที่พังทลาย ภาพของลอร์ดเซดริกที่จ้องมองเธอด้วยสายตาเหยียดหยาม และภาพของแสงวิเศษที่กำลังกรีดร้องอย่างเงียบเชียบในห้องใต้ดิน ความทรงจำเหล่านี้ไม่ใช่แค่ความจำ แต่มันคือ 'เนื้อหา' ที่กลุ่มคนชุดขาวต้องการลบเลือน และเป็นสิ่งเดียวที่ยืนยันว่าเธอเคยมีตัวตน

“ถ้าฉันไม่ใช้มัน... ฉันก็จะไม่เหลืออะไรเลย!” บรอนเวนตะโกนตอบ แต่เสียงของเธอกลับกลายเป็นเพียงเสียงขูดขีดของปากกาบนกระดาษ เธอรวบรวมความบิดเบี้ยวในจิตใจ กระชากเอาความเจ็บปวดจากการถูกทอดทิ้ง ความโดดเดี่ยวจากการเป็นสิ่งแปลกปลอม และความโกรธแค้นต่อความสมบูรณ์แบบจอมปลอมมาอัดแน่นไว้ที่ปลายนิ้วที่กลายเป็นปลายปากกา

ทันใดนั้น มิติรอยต่อก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง พื้นที่ว่างเปล่าเบื้องหน้าเริ่มบิดเบี้ยวและปรากฏรอยแยกสีเงินประกายวาววับ มันไม่ใช่รอยแยกที่เกิดจากความว่างเปล่า แต่มันคือ 'เครื่องมือ' สิ่งหนึ่งที่กำลังพยายามจะตัดเย็บมิตินี้ให้กลับมาเป็นระเบียบอีกครั้ง แสงสีเงินนั้นแผ่ความเย็นเยียบที่น่าสยดสยอง มันคือเครื่องมือของอำนาจเบื้องบนที่ถูกส่งมาเพื่อ 'จัดระเบียบ' สิ่งแปลกปลอมอย่างเธอ

“มาแล้ว...” ชายชุดเทากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความวิตก “พวกเขาไม่เพียงแค่ต้องการเขียนทับเธอ แต่พวกเขาต้องการเย็บรูรั่วที่เธอสร้างขึ้นด้วยการตัดเธอทิ้งเสีย”

รอยแยกสีเงินขยายตัวออก กลายเป็นคมมีดแสงขนาดมหึมาที่พุ่งตรงเข้าหาบรอนเวน เธอไม่มีทางหนี เพราะในมิตินี้ไม่มีทิศทาง มีเพียงการจารึกหรือการถูกลบเลือน บรอนเวนตัดสินใจทำในสิ่งที่บ้าคลั่งที่สุด เธอไม่ได้ใช้ความทรงจำเพื่อสร้างเกราะ แต่เธอใช้มันเพื่อ 'แทรกแซง' เธอส่งความทรงจำที่บิดเบี้ยวที่สุด—ความทรงจำเกี่ยวกับความล้มเหลวของโลกเก่า—เข้าปะทะกับคมมีดแสงนั้น

เกิดการปะทะกันระหว่างความจริงที่แตกสลายกับความสมบูรณ์แบบที่เย็นชา แรงระเบิดของพลังงานทำให้มิติรอยต่อฉีกขาดออกเป็นเสี่ยงๆ บรอนเวนรู้สึกเหมือนร่างกายถูกเหวี่ยงลงสู่เหวที่ไม่มีก้นบึ้ง ความรู้สึกสุดท้ายก่อนที่สติจะดับวูบไปคือสัมผัสของบางสิ่งที่หนักอึ้งและเย็นเยียบ... มันไม่ใช่ความว่างเปล่า แต่มันคือความหนักแน่นของหินและกลิ่นอับชื้นของกระดาษเก่า

เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง บรอนเวนพบว่าตนเองนอนอยู่บนพื้นหินที่เย็นเฉียบ แสงสว่างเพียงน้อยนิดที่ลอดผ่านช่องว่างของเพดานสูงลิบเผยให้เห็นโถงทางเดินที่ยาวสุดลูกหูลูกตา ที่นี่ไม่ใช่โลกใหม่ที่สมบูรณ์แบบ และไม่ใช่ความว่างเปล่าในมิติรอยต่อ แต่มันคือซากปรักหักพังของสถานที่ที่ดูเหมือนจะเป็นส่วนหนึ่งของหอจดหมายเหตุที่ถูกลืม ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางรอยแยกมิติที่ยังคงสั่นไหวอยู่รอบตัว

ร่างกายของเธอยังคงเป็นหมึก แต่ดูเหมือนมันจะเสถียรขึ้นเล็กน้อย อักขระสีเลือดบนผิวหนังเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้มคล้ายหมึกจารึกชั้นดี เธอพยายามพยุงตัวขึ้น แต่ความเจ็บปวดที่แกนกลางลำตัวเตือนว่าเธอไม่ได้ปลอดภัยอย่างที่คิด เธอหันไปมองรอบๆ และพบว่าชายชุดเทาไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว ทิ้งไว้เพียงรอยจารึกบนพื้นหินที่เพิ่งถูกเขียนขึ้นใหม่ด้วยความเร่งรีบ

‘เธอไม่ได้หนีพ้น แต่เธอเพิ่งก้าวเข้าสู่ใจกลางของความพยายามที่จะเขียนทับทุกสิ่ง’

บรอนเวนหัวใจเต้นรัว เธอสำรวจสภาพแวดล้อมรอบตัวอย่างระมัดระวัง โถงทางเดินนี้ดูเหมือนจะถูกสร้างขึ้นจากเศษซากของความจริงที่ถูกทิ้งไว้ ราวกับเป็นกองขยะของประวัติศาสตร์ที่ไม่มีใครต้องการ และในความเงียบสงัดนั้นเอง เธอก็ได้ยินเสียง... ไม่ใช่เสียงฝีเท้า แต่เป็นเสียง 'ขูดขีด' ของปากกาที่ดังมาจากที่ไกลๆ แต่มันกลับดังก้องกังวานอยู่ในหัวของเธอ ราวกับว่าโลกทั้งใบกำลังถูกเขียนขึ้นใหม่ในขณะที่เธอกำลังหายใจ

เธอกลั้นหายใจและพยายามเดินไปตามโถงทางเดินอย่างเงียบเชียบที่สุด ทันใดนั้น แสงสีขาวนวลที่ดูผิดธรรมชาติก็สว่างวาบขึ้นที่หัวมุมทางเดินข้างหน้า มันไม่ใช่แสงอาทิตย์ และไม่ใช่แสงวิเศษที่เธอเคยรู้จัก แต่มันคือแสงที่ดูเหมือนจะ 'กิน' เงาของทุกสิ่งที่มันส่องไปถึง บรอนเวนรีบหลบเข้าหลังเสาหินที่ผุพัง และสิ่งที่เธอเห็นก็ทำให้ลมหายใจของเธอสะดุด

กลุ่มคนชุดขาวกลุ่มหนึ่งกำลังยืนอยู่กลางโถงกว้าง พวกเขาไม่ได้สวมชุดที่ดูหรูหราอย่างที่เธอจินตนาการ แต่เป็นชุดที่ดูเรียบง่ายจนน่าขนลุก ราวกับถูกวาดขึ้นด้วยเส้นตรงที่สมบูรณ์แบบเกินไป พวกเขากำลังล้อมรอบวัตถุบางอย่างที่ดูเหมือนจะเป็นซากของหอสมุดแก้วที่แตกสลาย และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ หนึ่งในนั้นกำลังใช้ปากกาที่ทำจากแสงสว่างจดจารึกบางอย่างลงบนอากาศว่างเปล่า และสิ่งที่ถูกจารึกนั้น... กำลังกลายเป็นวัตถุที่จับต้องได้ขึ้นมาจริงๆ

บรอนเวนรู้ดีว่าเธอไม่อาจหลบซ่อนได้ตลอดไป หากเธอต้องการหยุดยั้งการเขียนทับโลกนี้ เธอต้องหาทางเข้าถึงสิ่งที่พวกเขากำลังสร้าง หรือไม่ก็ต้องทำลายมันเสียก่อนที่มันจะกลายเป็นความจริงที่ไม่อารมณ์สามารถแก้ไขได้ แต่ในขณะที่เธอกำลังจะถอยกลับ เธอกลับรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนที่เท้า... ไม่ใช่จากใต้ดิน แต่เป็นแรงสั่นสะเทือนจาก 'ในตัวเธอ' เอง

อักขระที่แขนของเธอเริ่มเปล่งแสงสีเลือดออกมาอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่การเตือนภัยเหมือนครั้งก่อน แต่มันเหมือนกับว่ามันกำลัง 'ตอบสนอง' ต่อสิ่งที่อยู่ตรงหน้า บรอนเวนตระหนักด้วยความหวาดกลัวว่า เธอไม่ได้เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์อีกต่อไป แต่เธอกำลังกลายเป็น 'หมึกส่วนเกิน' ที่ถูกดึงดูดเข้าสู่กระบวนการเขียนทับครั้งใหม่นี้เสียแล้ว

--- บรอนเวนใช้ความบิดเบี้ยวของตัวตนเข้าปะทะกับอำนาจเบื้องบนจนหลุดเข้ามาในซากหอจดหมายเหตุที่ถูกลืม และพบว่ากลุ่มคนชุดขาวกำลังใช้แสงวิเศษสร้างความจริงใหม่ขึ้นมาท่ามกลางความเงียบสงัดที่น่าขนลุก