← 章節目錄

The Glass Library

章節 19免費

ตอนที่ 19 — ทางเดินใต้แสงสีรุ้ง

ความมืดในอุโมงค์ใต้ดินของหอสมุดเรือนกระจกแก้วไม่ได้เป็นเพียงความว่างเปล่า แต่มันคือความหนักอึ้งที่กดทับลงบนปอด บรอนเวนรู้สึกได้ถึงความเย็นเยียบของผนังหินที่ขรุขระซึ่งเธอต้องใช้ฝ่ามือดันตัวเองไปข้างหน้าอย่างยากลำบาก กลิ่นดินชื้นและกลิ่นอับของราที่สะสมมานานนับศตวรรษลอยมาแตะจมูก ทุกครั้งที่เธอขยับตัว เสียงเสื้อคลุมผ้าเนื้อหนาเสียดสีกับพื้นหินก็ดังสะท้อนในโสตประสาทราวกับเสียงระเบิดในความเงียบสงัด

“เอเลียส... คุณยังอยู่ไหม?” เธอซิบถาม เสียงของเธอแหบพร่าจนแทบจะกลืนไปกับเสียงหยดน้ำที่ดัง ติ๋ง... ติ๋ง... จากเพดานด้านบน

“ฉันอยู่ตรงนี้” เสียงตอบกลับมาเบาหวิวแต่หนักแน่น เอเลียสเดินตามหลังเธอมาติดๆ แสงจากผลึกแก้วขนาดเล็กในมือของเขาส่องสว่างเพียงพอที่จะเห็นเส้นทางแคบๆ เบื้องหน้า แต่มันก็ไม่มากพอจะทำให้ความกังวลในใจของบรอนเวนเบาบางลงได้ “อย่าหยุดเดิน บรอนเวน เราต้องออกจากเขตตรวจตราของอาลักษณ์รักษาการณ์ให้เร็วที่สุดก่อนที่พวกเขาจะปิดตายทางออกทั้งหมด”

ทว่าในขณะที่พวกเขากำลังจะเลี้ยวผ่านหัวมุมหินที่คดเคี้ยว แสงสีรุ้งที่บรอนเวนสังเกตเห็นก่อนหน้านี้ก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง มันไม่ได้อยู่บนพื้นเหมือนคราวก่อน แต่มันกำลังลอยละล่องอยู่กลางอากาศ ราวกับละอองเกสรดอกไม้ที่อาบด้วยแสงวิเศษ มันขยับเขยื้อนไปมาอย่างมีจังหวะจะโคน ลากยาวเป็นเส้นสายที่พริ้วไหวเหมือนริบบิ้นที่ทำจากแสงสว่าง

“ดูนั่น...” บรอนเวนชี้ไปที่กลุ่มแสงนั้น รอยด่างสีรุ้งเหล่านี้ไม่ได้ดูเหมือนร่องรอยความผิดพลาดของเวทมนตร์เหมือนที่เธอเคยเห็นในห้องคัดลอก แต่มันดูเหมือน ‘รอยเท้า’ ของบางสิ่งที่มองไม่เห็น “มันกำลังนำทางเรา เอเลียส”

เอเลียสขมวดคิ้ว แววตาภายใต้กรอบแว่นฉายแววระแวดระวัง “มันอาจจะเป็นกับดักก็ได้ บรอนเวน แสงที่ไม่ได้มาจากแหล่งกำเนิดที่ระบุไว้ในตำราอาลักษณ์ มักจะนำไปสู่ความโกลาหลเสมอ”

“แต่ถ้ามันไม่ใช่ทางออกที่ปลอดภัยที่สุดล่ะ?” บรอนเวนโต้กลับอย่างรวดเร็ว ความคิดของเธอกำลังทำงานแข่งกับเวลา “พวกเจ้าหน้าที่กำลังปิดล้อมทางออกทิศตะวันออกและทิศใต้ ถ้าเราเดินสุ่มไปตามทางเดินเก่าพวกนี้ เราจะไปติดอยู่ในเขาวงกตใต้ดินนี้ตลอดกาล แสงนี้... มันมีความรู้สึกเหมือนนิมิตที่ฉันเคยเห็น มันไม่ได้ชี้ไปที่ทางออก แต่มันชี้ไปที่ ‘ความจริง’”

ด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจขัดขืนได้ บรอนเวนตัดสินใจก้าวเดินตามกลุ่มแสงสีรุ้งนั้นไป เส้นทางที่พวกเขากำลังมุ่งหน้าไปเริ่มเปลี่ยนจากทางเดินหินธรรมดา กลายเป็นโถงทางเดินที่ถูกสลักด้วยลวดลายประหลาด ลวดลายเหล่านั้นดูเหมือนเถาวัลย์ที่ทำจากแก้วใส ซึ่งซ่อนตัวอยู่ในเงามืด รอคอยเพียงแสงสว่างมาปลุกให้มันตื่นขึ้น

เมื่อยิ่งเดินลึกเข้าไป อุณหภูมิในอุโมงค์ก็เริ่มเปลี่ยนไป จากความเย็นชื้นกลายเป็นความอบอุ่นประหลาดที่แผ่ออกมาจากผนังหิน บรอนเวนรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเดินเข้าสู่หัวใจของสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมา เสียงฝีเท้าของพวกเขาเริ่มเบาลง ราวกับพื้นหินที่เหยียบลงไปนั้นนุ่มนวลขึ้นอย่างน่าประหลาด

“หยุดก่อน” เอเลียสกระซิบ มือของเขาคว้าต้นแขนของบรอนเวนไว้แน่น แสงจากผลึกแก้วของเขาสั่นระริก

เบื้องหน้าของพวกเขา แสงสีรุ้งไม่ได้ลอยอยู่อย่างอิสระอีกต่อไป แต่มันกำลังไหลรวมกันเป็นกระแสธารขนาดใหญ่ที่พุ่งตรงไปสู่ประตูแก้วบานยักษ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางความมืด ประตูนั้นไม่ได้ทำจากไม้หรือเหล็ก แต่มันคือแผ่นแก้วใสบริสุทธิ์ที่สลักลวดลายดวงตาและรัศมีแสง—ตราสัญลักษณ์เดียวกับที่บรอนเวนเห็นในบันทึกการทดลองลับ

“นี่มันไม่ใช่แค่ห้องเก็บของหรือทางผ่านธรรมดาแล้ว” บรอนเวนพึมพำ หัวใจเต้นแรงจนรู้สึกเจ็บหน้าอก “นี่คือศูนย์กลางของทุกอย่าง... ห้องที่พวกเขาใช้ทดลองเรื่องแสงสะท้อน”

ขณะที่พวกเขากำลังจ้องมองประตูแก้วนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของชุดเกราะอาลักษณ์รักษาการณ์ก็ดังแว่วมาจากด้านหลัง ระยะทางดูเหมือนจะไกลออกไป แต่ความกดดันกลับเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ แสงจากคบเพลิงของพวกเขาสะท้อนวูบวาบอยู่ตามผนังทางเดินที่พวกเขาสัญจรมา

“เราไม่มีเวลาตัดสินใจแล้ว” เอเลียสกล่าวพลางมองไปที่ประตูและมองกลับไปที่เงามืดเบื้องหลัง “ถ้าเราเปิดประตูนี้ เราอาจจะพบกับความลับที่เปลี่ยนโลก หรือไม่ก็พบกับความตายที่ถูกเขียนไว้ล่วงหน้า”

บรอนเวนมองไปที่กระแสแสงสีรุ้งที่กำลังไหลเข้าสู่รอยแตกของประตูแก้ว มันเหมือนกับคำเชื้อเชิญที่ไม่อาจปฏิเสธได้ เธอตัดสินใจใช้มือที่สั่นเทาแตะลงบนพื้นผิวที่เย็นเฉียบของประตูแก้ว ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัส ความรู้สึกเหมือนถูกกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ วิ่งพล่านไปทั่วร่างก็จู่โจมเธออีกครั้ง นิมิตสั้นๆ ผุดขึ้นในหัว—ภาพของห้องโถงขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยหนังสือที่ลอยคว้างอยู่กลางอากาศ และเสียงกระซิบที่เรียกชื่อเธอซ้ำๆ

‘ตามหาความจริง... ก่อนที่แสงจะมอดดับ...’

“บรอนเวน! ระวัง!” เอเลียสตระโกน

ประตูแก้วเริ่มสั่นสะเทือน แสงสีรุ้งที่เคยนิ่งสงบกลับหมุนวนอย่างบ้าคลั่งราวกับพายุหมุนขนาดเล็ก บรอนเวนรู้สึกได้ว่าแรงดึงดูดบางอย่างกำลังฉุดรั้งเธอให้เข้าไปข้างใน ในขณะเดียวกัน เสียงตะโกนสั่งการของเจ้าหน้าที่ราชสำนักก็ดังขึ้นใกล้เข้ามาทุกที เสียงเหล็กกระทบกันและเสียงฝีเท้าที่วิ่งกรูเข้ามาทำให้รู้ว่าพวกเขาถูกต้อนให้จนมุม

“เปิดมัน!” บรอนเวนตะโกนบอกเอเลียสด้วยความเด็ดเดี่ยว “ไม่ว่าข้างหน้าจะเป็นอะไร เราต้องไปจากที่นี่!”

เอเลียสกัดฟันกรอด เขาหยิบผลึกแก้วในมือขึ้นมาและกดลงบนรอยสลักรูปดวงตาบนประตู แสงจากผลึกและแสงจากประตูประสานกันจนเกิดเป็นเสียงแหลมสูงที่บาดแก้วหู ประตูแก้วค่อยๆ เลื่อนเปิดออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นความสว่างจ้าที่แทบจะทำให้ตาบอด

แต่ในวินาทีที่แสงนั้นจางลง สิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้ากลับไม่ใช่ห้องทดลองที่เต็มไปด้วยเครื่องจักรหรืออุปกรณ์เวทมนตร์อย่างที่คาดไว้ แต่มันคือทุ่งกว้างของกระดาษและหมึกที่ลอยล่องอยู่ในอากาศราวกับใบไม้ในฤดูใบไม้ร่วง หนังสือเล่มนับพันเล่มกำลังกางหน้ากระดาษออกและพัดโบกไปมาตามกระแสลมที่มองไม่เห็น และท่ามกลางความโกลาหลของตัวอักษรที่ลอยวนอยู่นั้น บรอนเวนเห็นร่างของใครบางคนยืนอยู่ตรงกลาง... ร่างที่ดูคุ้นตาอย่างประหลาด และในมือของเขากำลังถือหนังสือเล่มหนึ่งที่กำลังส่องแสงสีทองเจิดจ้า

“นั่นมัน...” บรอนเวนยังพูดไม่จบประโยค

เสียงฝีเท้าของเจ้าหน้าที่ราชสำนักดังขึ้นที่ทางเข้าอุโมงค์ที่พวกเขาเพิ่งเดินผ่านมา แสงจากคบเพลิงของพวกเขาสาดเข้ามาในห้องโถงแห่งกระดาษนี้ และเมื่อแสงเหล่านั้นปะทะกับหนังสือที่ลอยอยู่ ทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนไป... ตัวอักษรบนกระดาษเริ่มเปลี่ยนจากสีดำเป็นสีแดงฉานราวกับเลือด และเสียงกระซิบที่เคยแผ่วเบาก็กลายเป็นเสียงกรีดร้องของความจริงที่ถูกบิดเบือน

บรอนเวนตระหนักได้ในทันทีว่า สิ่งที่เธอและเอเลียสกำลังเผชิญอยู่ ไม่ใช่แค่ความลับของราชสำนัก แต่มันคือจุดเริ่มต้นของความวุ่นวายที่จะทำให้โลกแห่งความเป็นจริงและโลกแห่งคำทำนายพังทลายลงมาทับกัน

--- บรอนเวนและเอเลียสตัดสินใจเดินตามรอยแสงสีรุ้งลึกลับจนมาถึงประตูแก้วโบราณที่ซ่อนความลับของการทดลองแสงไว้ แต่เมื่อเปิดประตูออก พวกเขากลับพบกับห้องโถงแห่งตัวอักษรที่ลอยคว้าง และเผชิญหน้ากับการบุกรุกของเจ้าหน้าที่ราชสำนักที่กำลังทำให้คำทำนายกลายเป็นความโกลาหล