ตอนที่ 162 — รอยเปื้อนในเรือนกระจก
บรอนเวนพลิกดูหน้าสุดท้ายของหนังสือเล่มนั้นอีกครั้ง แผ่นกระดาษสีซีดกรอบกะเทาะจนเกือบจะร่วนเป็นผง แต่เนื้อหาที่บันทึกไว้ยังคงชัดเจนราวกับเพิ่งเขียนเสร็จเมื่อไม่นานมานี้ สิ่งที่ทำให้เธอหนักใจไม่ใช่ความเก่าแก่ของมัน แต่เป็นความ 'ไร้ที่มา' อย่างสิ้นเชิง
“ไม่มีตราประทับ ไม่มีลายเซ็น ไม่มีแม้แต่ร่องรอยของการคัดลอกโดยอาลักษณ์แสง” เธอกล่าวกับตัวเอง เสียงแหบพร่าในความเงียบของห้องทำงานที่แทบจะไม่มีแสงสว่างส่องถึง
โต๊ะไม้โอ๊กโบราณเต็มไปด้วยเอกสาร กองกระดาษที่ผ่านการใช้งานอย่างหนักจนขอบบางส่วนเปื่อยยุ่ย วางเรียงรายจนแทบจะกลืนหายไปกับเงาของกองหนังสือโบราณที่ตั้งสูงจรดเพดาน หนังสือเล่มนี้ซึ่งเธอค้นพบซุกซ่อนอยู่ใต้แผ่นไม้ที่ปูพื้นห้องเก็บของเก่าของสำนักอาลักษณ์ เป็นปริศนาที่ท้าทายทุกหลักการที่เธอเคยยึดถือมาตลอดชีวิต
ในเอลเดอร์เมียร์ การมีอยู่ของหนังสือที่ไม่สามารถระบุต้นกำเนิดได้ ถือเป็นอาชญากรรมทางเวทมนตร์ร้ายแรง ยิ่งไปกว่านั้น หนังสือเล่มนี้ยังเขียนด้วยภาษาโบราณที่เธอแทบไม่คุ้นเคย ผสมผสานกับสัญลักษณ์ที่ไม่เคยเห็นปรากฏในตำราใดๆ ของสำนักอาลักษณ์
“ถ้าไม่มีที่มา ก็เท่ากับว่ามันเกิดขึ้นเอง” บรอนเวนพึมพำ “หรือมีใครสักคนสร้างมันขึ้นมาโดยจงใจปกปิดร่องรอย?”
เธอหยิบแว่นขยายขึ้นมา ส่องไปยังหน้ากระดาษอีกครั้ง ดวงตาคมกริบไล่สำรวจทุกอณูของเส้นใยกระดาษอย่างละเอียด เธอลองแตะเบาๆ ด้วยปลายนิ้ว รู้สึกถึงความหยาบเล็กน้อยของผิวสัมผัส ไม่เหมือนกระดาษที่ผ่านการขัดเกลาอย่างดีของสำนักอาลักษณ์
“เอเลียสคงจะปวดหัวกับเรื่องนี้ไม่น้อย” เธอคิด พลางนึกถึงใบหน้าเคร่งขรึมของอาลักษณ์อาวุโสที่มักจะถอนหายใจยาวเมื่อเผชิญหน้ากับความไม่เป็นระเบียบ
ทันใดนั้น สายตาของเธอก็หยุดนิ่งอยู่ที่มุมล่างของหน้ากระดาษ รอยเปื้อนสีน้ำตาลจางๆ ที่ดูเหมือนจะเป็นคราบสกปรกธรรมดา กลับมีลักษณะบางอย่างที่ทำให้หัวใจของเธอเต้นแรงขึ้น
“นี่มัน…” เธอขมวดคิ้ว พยายามเพ่งสมาธิ “มันเหมือนกับ…ฝุ่น?”
ไม่ใช่ฝุ่นทั่วไปที่ฟุ้งกระจายตามพื้น แต่เป็นฝุ่นที่มีลักษณะเฉพาะตัว เป็นละอองละเอียดสีอมเขียวจางๆ ที่ลอยอยู่ในอากาศของเรือนกระจกของสำนักอาลักษณ์ โดยเฉพาะในส่วนที่เก็บพันธุ์ไม้หายากที่ต้องการสภาพแวดล้อมที่ควบคุมอย่างเข้มงวด
บรอนเวนเคยได้ยินเซเลสเทนเล่าถึงความผิดปกติบางอย่างที่เกิดขึ้นในเรือนกระจก เธอจำได้ว่าเซเลสเทนพูดถึงการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเพื่อ 'เพิ่มประสิทธิภาพการสะท้อนแสง' และข้อความโบราณที่บอกใบ้ว่าแสงสะท้อนนั้นสามารถ 'สร้างสรรค์สิ่งใหม่ได้' ในตอนนั้นเธอไม่ได้ใส่ใจมากนัก แต่ตอนนี้…
“เรือนกระจก…” เธอพึมพำอีกครั้ง ความคิดเริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างในหัว
รอยเปื้อนนี้ไม่ใช่แค่ฝุ่น แต่มันคือหลักฐานบางอย่างที่เชื่อมโยงหนังสือเล่มนี้กับสถานที่ที่เต็มไปด้วยสิ่งผิดปกติ
บรอนเวนลุกขึ้นยืน ก้าวไปที่หน้าต่างห้องทำงาน มองออกไปยังสวนที่ทอดยาวไปจนถึงอาคารรูปโดมแก้วของเรือนกระจก ยามเย็นกำลังย่ำเข้ามา แสงอาทิตย์สีทองทาบทอดยามอำลา ทำให้โครงสร้างแก้วของเรือนกระจกดูเปล่งประกายราวกับอัญมณี
“ถ้าหนังสือเล่มนี้ถูกสร้างขึ้นด้วยแสง… หรือเกี่ยวข้องกับ 'การสร้างสรรค์สิ่งใหม่' ตามที่เซเลสเทนว่า…” เธอขบคิด
“แล้วทำไมถึงมีรอยเปื้อนจากเรือนกระจกติดอยู่?”
เธอหยิบเสื้อคลุมหนังสีเข้มมาสวมทับ เดินตรงไปยังประตู
“ไม่มีทางที่ฉันจะนั่งรอให้ใครสักคนมาไขปริศนานี้ให้” เธอตัดสินใจ
“ฉันต้องไปดูด้วยตัวเอง”
บรอนเวนเปิดประตูออกไป เสียงลมพัดโชยมาพาเอาความเย็นจากภายนอกเข้ามา เธอก้าวออกไป ทิ้งความสงสัยและความตึงเครียดไว้เบื้องหลัง มุ่งหน้าตรงไปยังเป้าหมายต่อไปของการสืบสวน ณ เรือนกระจกที่ถูกปกคลุมด้วยความลับ
เธอเดินลัดเลาะไปตามทางเดินที่เต็มไปด้วยต้นไม้และดอกไม้นานาชนิด แสงตะวันสุดท้ายสาดส่องผ่านหลังคาแก้ว ทำให้ละอองฝุ่นสีเขียวจางๆ ลอยวนอยู่ในอากาศอย่างเห็นได้ชัด
เธอหยุดยืนอยู่หน้าประตูบานใหญ่ของเรือนกระจก ประตูที่ปิดสนิทราวกับจะกักเก็บความลับบางอย่างไว้ภายใน
“เอาล่ะ” เธอพึมพำ “มาดูกันว่าแสงวิเศษของที่นี่จะพาฉันไปเจออะไร”
เธอเอื้อมมือไปจับลูกบิดประตู ความรู้สึกบางอย่างบอกเธอว่า การไขปริศนาของหนังสือเล่มนี้ อาจจะนำไปสู่การค้นพบที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เธอเคยคาดคิด… หรืออาจจะนำพาเธอไปสู่ภัยอันตรายที่ไม่เคยมีใครคาดถึงมาก่อน
เธอผลักประตูเข้าไป ท่ามกลางความเงียบที่น่าขนลุก เสียงฝีเท้าของเธอสะท้อนก้องไปทั่วบริเวณ ความมืดเริ่มคืบคลานเข้ามา แต่ในความมืดนั้น เธอกลับรู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่างที่กำลังเคลื่อนไหว
บางสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่ในเรือนกระจกแห่งนี้
เธอรู้สึกได้ถึงกระแสลมเย็นยะเยือกที่พัดผ่านร่าง ราวกับมีใครบางคนกำลังยืนอยู่ใกล้ๆ
บรอนเวนชักมีดสั้นที่เหน็บไว้ที่เอวออกมา มือเรียวเกร็งพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น เธอก้าวเข้าไปลึกขึ้นเรื่อยๆ สอดส่ายสายตาไปรอบๆ พยายามจับความผิดปกติที่ซ่อนอยู่ในความมืด
ขณะที่เธอกำลังจะหันไปสำรวจมุมหนึ่งของเรือนกระจก จู่ๆ เธอก็เห็นเงารางๆ บางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ตรงหน้า
มันเป็นรูปร่างที่ไม่ชัดเจนนัก… แต่ดูเหมือนกำลังจ้องมองมาที่เธอ
บรอนเวนชะงัก สีหน้าแสดงออกถึงความระแวดระวังขั้นสูงสุด เธอรู้ดีว่าการเข้ามาในเรือนกระจกแห่งนี้โดยพลการ อาจเป็นการตัดสินใจที่เสี่ยงอันตราย แต่เธอก็ไม่มีทางเลือกอื่น
เธอจะเดินหน้าต่อไป เพื่อค้นหาความจริงที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้ความมืดมิดของเรือนกระจกแห่งนี้… แม้จะต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่คาดฝันก็ตาม
“ไม่ว่าแกจะเป็นอะไรก็ตาม” เธอพึมพำ “ฉันจะหาให้เจอ”
--- บรอนเวนพบว่าหนังสือที่เธอได้มาไม่มีที่มาตรวจสอบได้ แต่พบรอยเปื้อนที่คล้ายฝุ่นในเรือนกระจก เธอจึงตัดสินใจบุกเข้าไปในเรือนกระจกเพื่อสืบหาความจริงด้วยตนเอง