ตอนที่ 41 — ความเงียบในวิหารบรรพกาล
ความเย็นเยียบของน้ำหมึกที่โอบล้อมร่างกายนั้นไม่ใช่ความหนาวเหน็บแบบน้ำแข็ง แต่มันคือความรู้สึกเหมือนถูกจมลงในความลืมเลือนที่เหนียวข้นและหนักอึ้ง อคิราห์รู้สึกว่าปอดของเขากำลังโหยหาอากาศ แต่สิ่งที่ไหลเวียนอยู่ในลำคอมีเพียงรสขมปร่าของอักขระที่ละลายและกลิ่นอายของประวัติศาสตร์ที่กำลังเน่าเปื่อย ในวินาทีที่เขาสิ้นหวังถึงขีดสุด แสงสลัวสีมรกตที่ปลายอุโมงค์แห่งความมืดมิดก็ได้ฉุดรั้งสติที่กำลังจะหลุดลอยของเขาไว้
วิหารลึกลับแห่งนี้ตั้งอยู่ภายใต้ก้นบึ้งของมหาสมุทรหมึกดำ ราวกับเป็นฟองอากาศที่ถูกกักขังไว้ในความว่างเปล่า ผนังของวิหารไม่ได้สร้างจากหินหรืออิฐ แต่มันคือการรวมตัวกันของอักขระโบราณที่แข็งตัวจนกลายเป็นโครงสร้างสถาปัตยกรรม อคิราห์ไอออกมาเป็นหยดหมึกสีดำสนิท ร่างกายของเขาสั่นเทาด้วยความเหนื่อยล้าที่เกินกว่ามนุษย์จะแบกรับได้ รอยจารึกมรกตบนผิวหนังของเขายังคงเต้นตุบๆ ราวกับหัวใจดวงที่สองที่กำลังพยายามเต้นแข่งกับความมืด
“เจ้าไม่ได้กำลังจมน้ำ อคิราห์... เจ้ากำลังจมลงในตัวตนที่แท้จริงของเจ้าต่างหาก” เสียงหนึ่งดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบสงัดที่ดูเหมือนจะไม่มีเสียงใดแทรกผ่านได้
อคิราห์พยายามยันกายขึ้นจากพื้นวิหารที่เปียกชื้นด้วยหยดหมึก สายตาที่พร่าเลือนค่อยๆ ปรับโฟกัสจนพบกับชายชุดเทาที่ยืนอยู่ท่ามกลางแสงสลัว ชายผู้นั้นดูเหมือนไม่ได้ยืนอยู่บนพื้น แต่ดูเหมือนเขาเป็นส่วนหนึ่งของเงาที่ทอดตัวยาวไปตามผนังวิหาร ใบหน้าของเขายังคงเรียบเฉยจนดูเหมือนหน้ากากที่สลักจากหินอ่อน ทว่าดวงตาของเขากลับฉายแววความเห็นใจที่ลึกซึ้งจนน่าประหลาด
“คุณ... บอกผมทีว่านี่ไม่ใช่ฝันร้าย” อคิราห์เค้นเสียงออกมาจากลำคอที่แห้งผาก “สิ่งที่ผมทำที่อารคานา... การปลดปล่อยความทรงจำพวกนั้น... มันคือสิ่งที่ถูกต้องใช่ไหม?”
ชายชุดเทาไม่ตอบในทันที เขาเดินเข้าหาอคิราห์อย่างเชื่องช้า เสียงฝีเท้าของเขาไม่มีแม้แต่เสียงกระทบพื้น ราวกับเขากำลังเคลื่อนที่ผ่านมิติที่ต่างออกไป “ความถูกต้องเป็นเพียงอักขระที่มนุษย์เขียนขึ้นเพื่อปลอบประโลมความกลัวของตนเอง เมื่อความจริงถูกจารึกด้วยหมึกที่ไม่มีวันลบเลือน ความถูกต้องก็กลายเป็นเพียงเศษซากของระเบียบที่ล่มสลาย”
อคิราห์ขมวดคิ้ว ความเจ็บปวดจากการที่อักขระในตัวพยายามขยายตัวทำให้เขาต้องก้มหน้าลง “คุณบอกว่าโรคหมึกละลายไม่ใช่โรค... แต่มันคือการทวงคืนร่างของอักขระโบราณ... แล้วผมล่ะ? ผมเป็นอะไรในเรื่องนี้?”
ชายชุดเทาหยุดยืนตรงหน้าอคิราห์ ระยะห่างที่ใกล้กันทำให้เขาสามารถเห็นรอยแยกเล็กๆ ในดวงตาของชายหนุ่ม “เจ้าไม่ได้เป็นเพียงผู้ชำระหมึกอีกต่อไป อคิราห์ เจ้าคือ ‘ปากกา’ ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเขียนจุดจบและจุดเริ่มต้นใหม่ ในขณะที่โลกกำลังพยายามรักษาความทรงจำที่บิดเบี้ยวไว้ อักขระโบราณเหล่านั้นกำลังใช้เจ้าเป็นสะพาน เพื่อไหลกลับคืนสู่โลกความเป็นจริงผ่านรอยจารึกบนร่างกายของเจ้า”
คำพูดนั้นทำให้ความเย็นเยียบแล่นปราดไปตามสันหลังของอคิราห์ เขาจ้องมองมือของตัวเองที่สั่นระริก รอยมรกตที่เคยดูเหมือนพรสวรรค์ที่งดงาม บัดนี้มันกลับดูเหมือนปรสิตที่กำลังกัดกินเนื้อหนังของเขาเพื่อสร้างสิ่งอื่นที่ยิ่งใหญ่กว่า เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมเขาถึงรู้สึกถึงความกระหายที่ไม่อาจควบคุมได้ในใจกลางพายุหมึกดำ—มันไม่ใช่ความกระหายที่จะทำลาย แต่เป็นความกระหายที่จะ ‘เป็น’
“ถ้าอย่างนั้น การที่ผมถูกตราหน้าว่าเป็นภัยพิบัติ... มันก็คือส่วนหนึ่งของแผนการนั้นงั้นหรือ?” อคิราห์ถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ “การที่ผมทำให้โลกต้องปั่นป่วน เพื่อให้สิ่งที่ตายไปแล้วได้กลับมามีชีวิต...”
“โลกไม่เคยต้องการความจริงที่เจ็บปวด พวกเขาต้องการความทรงจำที่สวยงามและปลอมเปลือย” ชายชุดเทากล่าวพลางขยับมือชี้ไปที่ผนังวิหาร ที่ซึ่งอักขระกำลังเคลื่อนไหวเหมือนสิ่งมีชีวิต “อารคานาพยายามขังความทรงจำไว้ในผลึกแก้วเพื่อควบคุมมนุษย์ แต่สิ่งที่เจ้าทำ คือการทำลายกรงขังนั้น และปล่อยให้ความจริงที่ดิบเถื่อนไหลบ่าออกมา เจ้าไม่ได้ทำลายโลก... เจ้ากำลังบังคับให้โลกต้องเผชิญหน้ากับตัวตนที่แท้จริงของมันเองต่างหาก”
อคิราห์เงยหน้าขึ้นมองความมืดมิดที่อยู่เหนือเพดานวิหาร เขารู้สึกถึงน้ำหนักของภาระที่ถาโถมเข้ามา หากเขาเลือกที่จะหยุด เขาจะกลายเป็นผู้ทรยศต่อความจริง แต่หากเขาเดินหน้าต่อ เขาจะกลายเป็นศัตรูของมนุษยชาติทั้งมวล ในขณะที่เขากำลังจมอยู่กับความสับสน เสียงคำรามที่ดังมาจากเบื้องบน—เสียงของมหาสมุทรหมึกดำที่กำลังปั่นป่วนจากการเคลื่อนไหวของอักขระโบราณ—ก็ดังสะท้อนก้องไปทั่ววิหาร
“พวกเขาจะตามล่าผม... ไม่ใช่แค่ภาคี ไม่ใช่แค่ชาวเมืองอารคานา แต่คือทุกคนที่กลัวความจริง” อคิราห์พึมพำ
“นั่นคือราคาที่ต้องจ่ายสำหรับการเป็นผู้จารึก” ชายชุดเทากล่าวด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบแต่หนักแน่น “แต่จงระวังไว้ อคิราห์... เมื่อเจ้าเริ่มเขียนความจริงลงบนโลก เจ้าอาจจะพบว่าตัวตนของเจ้าเองก็ถูกจารึกไว้ด้วยหมึกที่เจ้าไม่สามารถลบเลือนได้เช่นกัน”
ทันใดนั้น แสงสีมรกตจากตัวอคิราห์ก็สว่างวาบขึ้นอย่างรุนแรง มันไม่ได้สว่างแบบแสงสว่างที่ให้ความอบอุ่น แต่เป็นแสงที่กรีดแทงเข้าไปในความมืด รอยจารึกบนแขนของเขาเริ่มขยับและบิดเบี้ยวเป็นรูปร่างของอักขระที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน—อักขระต้องห้ามที่ถูกลบออกจากประวัติศาสตร์ อคิราห์กรีดร้องด้วยความเจ็บปวดเมื่อเขารู้สึกว่าความทรงจำของเขาเองกำลังถูกดึงออกไป เพื่อใช้เป็นหมึกในการจารึกสิ่งใหม่ลงบนความว่างเปล่า
ในความเจ็บปวดนั้น เขาเห็นภาพนิมิต... ภาพของโลกที่ไม่มีรอยจารึก ไม่มีสีสัน มีเพียงความว่างเปล่าสีขาวโพลน และในความว่างเปล่านั้น มีเพียงเสียงกระซิบของอักขระที่กำลังหัวเราะเยาะเย้ยเขา
ชายชุดเทายืนมองภาพนั้นด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก เขาไม่ได้ยื่นมือมาช่วย แต่เขากลับถอยหลังออกไปในเงามืด ทิ้งให้อคิราห์เผชิญหน้ากับพายุแห่งการเปลี่ยนแปลงเพียงลำพัง
อคิราห์กัดฟันแน่น ความเจ็บปวดกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสุดท้าย เขาตัดสินใจแล้วว่าหากเขาต้องเป็นภัยพิบัติ เขาก็จะเป็นภัยพิบัติที่จารึกความจริงที่ไม่มีใครลืมเลือนได้ แม้ว่าตัวเขาจะต้องสลายกลายเป็นเพียงรอยเปื้อนสีดำในท้ายที่สุดก็ตาม
ขณะที่เขากำลังจะหมดสติไปอีกครั้ง เสียงหนึ่งที่ไม่ได้มาจากชายชุดเทา แต่มาจากก้นบึ้งของวิหารก็ดังขึ้น—มันคือเสียงของอักขระที่กำลังตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์ และมันกำลังเรียกชื่อของเขา... ไม่ใช่ในฐานะอคิราห์ แต่ในฐานะบางสิ่งที่เก่าแก่กว่านั้น
--- อคิราห์เผชิญหน้ากับชายชุดเทาในวิหารลึกลับใต้หมึกดำ และได้รับรู้ว่าตัวเขาคือสื่อกลางในการคืนชีพของอักขระโบราณผ่านการยอมรับบทบาทภัยพิบัติ ท่ามกลางความเจ็บปวดจากการที่อักขระต้องห้ามเริ่มกัดกินตัวตนของเขา