← 章節目錄

The Emerald Ink

章節 145免費

ตอนที่ 145 — การทำลายคัมภีร์แห่งความทรงจำ

อคิราห์ก้าวเท้าเข้าไปในโถงกลางของนครศักดิ์สิทธิ์ อากาศที่เคยหนักอึ้งไปด้วยพลังงานของอักขระจารึก บัดนี้กลับรู้สึกบางเบาลงอย่างน่าประหลาด เสียงฝีเท้าของเขาดังก้องสะท้อนไปทั่วโถงหินที่ประดับประดาไปด้วยอักขระโบราณนับไม่ถ้วน ผนังหินทุกตารางนิ้วสลักเสลาด้วยลายเส้นอันซับซ้อน ส่องประกายเรืองรองอย่างอ่อนโยน เป็นแสงเดียวที่หล่อเลี้ยงชีวิตของชาวคีรี-ครามมานับพันปี

เบื้องหน้าเขาคือแท่นบูชาหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางห้อง บนแท่นนั้นมีแผ่นคัมภีร์หินโบราณขนาดใหญ่ตั้งอยู่ มันไม่ใช่แผ่นหินธรรมดา แต่คือศูนย์รวมแห่งพลังอักขระที่เก่าแก่ที่สุด สันนิษฐานกันว่ามันคือต้นกำเนิดของระบบอักขระจารึกทั้งหมดในดินแดนแห่งนี้ อคิราห์รู้ดีว่านี่คือเป้าหมายของเขา การทำลายสิ่งนี้คือหนทางเดียวที่จะปลดปล่อยผู้คนจากพันธนาการแห่งอักขระที่กำลังกัดกินความทรงจำของพวกเขา

“หยุดเถิด อคิราห์!” เสียงแหบพร่าของอาวุโสคัลลันดังขึ้นจากด้านหลัง เขาปรากฏตัวพร้อมกับเหล่าผู้นำสภาจารึกอีกหลายคน ใบหน้าของพวกเขามีแววตาแข็งกร้าว บ่งบอกถึงความไม่ยินยอมอย่างถึงที่สุด “เจ้ากำลังทำสิ่งที่ไร้สาระ เจ้ากำลังทำลายรากฐานของอารยธรรมของเรา!”

อคิราห์หันกลับไปมอง คลี่ยิ้มบางๆ “รากฐานที่กำลังผุพังต่างหากเล่า ท่านอาวุโส” เขาตอบ “เมื่อผู้คนเริ่มสูญเสียความทรงจำไปทีละน้อย เพราะอักขระที่จางหายไป นั่นคือสัญญาณว่าถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนแปลงแล้ว”

“การเปลี่ยนแปลงที่เจ้าพูดถึง คือความพินาศ!” ผู้นำสภาคนหนึ่งตะโกน แผ่นจารึกที่ข้อมือของเขาส่องประกายเจิดจ้า อักขระบนนั้นสั่นไหวราวกับมีชีวิต

“หากการสูญเสียคือความพินาศ แล้วการได้สิ่งที่มีค่ากลับคืนมาล่ะ คืออะไร?” อคิราห์ถามกลับ สายตาของเขาสบประสานกับดวงตาของเซราฟิน่าที่ยืนอยู่ห่างออกไป เธออยู่ในกลุ่มของสภา แต่แววตาของเธอไม่แสดงถึงความเกลียดชังเหมือนคนอื่นๆ มีเพียงความลังเลและความหวังที่ริบหรี่

“อย่าได้หลอกลวงพวกเขาอีกต่อไป!” คัลลันคำราม เขาชูมือขึ้น อักขระบนฝ่ามือของเขาสว่างวาบ พลังงานมหาศาลพุ่งตรงเข้าใส่อคิราห์ “ข้าจะหยุดเจ้าที่นี่!”

อคิราห์หลบเลี่ยงการโจมตีด้วยความว่องไว เขาไม่ได้พกพาอาวุธใดๆ มีเพียงความมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมาย เขาใช้สัญชาตญาณของตนเองในการหลบหลีกการโจมตีที่มาจากทุกทิศทาง เสียงอักขระดังสนั่นหวั่นไหวราวกับพายุหมุน ลายเส้นแห่งพลังทะลวงผ่านอากาศเข้าใส่เขาเป็นระยะๆ แต่ละครั้งที่พลาดเป้า มันจะสลักรอยลึกบนพื้นหินของโถงกลาง

“โรคหมึกละลายที่พวกเจ้ากลัว ไม่ใช่โรค แต่คือวิวัฒนาการ!” อคิราห์ตะโกนขณะที่หลบการโจมตีอีกครั้ง “ร่างกายของพวกเรากำลังปรับตัวเพื่อจดจำโดยไม่ต้องพึ่งพาลายเส้นเหล่านั้นอีกต่อไป! พวกเจ้าต่างหากที่กำลังยึดติดกับอดีตจนมองไม่เห็นอนาคต!”

“คำพูดเหลวไหล!” เสียงหนึ่งดังขึ้น ไมโลปรากฏตัวขึ้น เขาดูตื่นตระหนกกับสถานการณ์ แต่ในมือเขากลับถือแผ่นจารึกเล็กๆ ที่ดูไม่เหมือนของสภา “ท่านอาวุโสครับ ผม...ผมได้ศึกษาอักขระบนแผ่นจารึกนี้ มัน...มันเริ่มเลือนรางไปเอง”

คำพูดของไมโลทำให้เกิดความเงียบงันชั่วขณะ เหล่าผู้นำสภาหันไปมองเขาด้วยความตกตะลึง “นี่เป็นไปไม่ได้!” คัลลันอุทาน

“เป็นไปได้เสมอ เมื่อธรรมชาติได้กำหนดให้มันเป็นเช่นนั้น” อคิราห์กล่าว เขาใช้จังหวะที่ทุกคนกำลังสับสน พุ่งตรงไปยังแท่นบูชา

“อย่า!” เซราฟิน่าร้องเสียงหลง เธอพุ่งเข้ามาหมายจะขวาง แต่ก็สายเกินไป

อคิราห์ยกมือขึ้น เขาไม่จำเป็นต้องใช้พลังอักขระใดๆ สิ่งที่เขาทำคือการใช้พลังกายของเขาเอง ผลักแผ่นคัมภีร์หินโบราณด้วยสุดแรงเกิด

เสียงครืนครั่นดังสนั่นหวั่นไหว คัมภีร์หินขนาดมหึมาสั่นคลอน ก่อนจะเสียหลักและล้มลงกระแทกพื้นอย่างรุนแรง

เกิดการระเบิดของแสงสว่างสีทองสาดส่องไปทั่วโถงกลาง พลังงานที่ถูกกักขังมานับพันปี พรั่งพรูออกมาอย่างบ้าคลั่ง อักขระโบราณทุกเส้นลายบนผนังหิน บนร่างกายของผู้คน บนเครื่องแต่งกายที่พวกเขาสวมใส่ เริ่มสลายตัวเป็นละอองแสงสีทอง ก่อนจะจางหายไปในอากาศ

ความเงียบเข้าปกคลุม เหล่าผู้นำสภาจารึกยืนนิ่งอึ้ง พวกเขาจ้องมองไปยังข้อมือของตนเอง ที่ครั้งหนึ่งเคยเต็มไปด้วยอักขระอันทรงพลัง บัดนี้กลับเหลือเพียงผิวหนังที่เรียบเนียน

“เป็นไปได้อย่างไร...” คัลลันพึมพำ เสียงของเขาแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน

อคิราห์มองไปรอบๆ แสงสีทองเริ่มจางหายไป เผยให้เห็นภาพที่น่าประหลาดใจ ใบหน้าของผู้คนรอบข้างดูแปลกตา ราวกับว่าพวกเขาไม่เคยพบเห็นกันมาก่อน ไร้ซึ่งอักขระใดๆ ที่เคยเป็นเครื่องหมายบ่งบอกตัวตนและประวัติศาสตร์

“เรา...เราอยู่ที่ไหน?” ชายคนหนึ่งถามด้วยความงุนงง

“ใครคือคุณ?” หญิงสาวคนหนึ่งหันไปถามคนที่ยืนข้างๆ ด้วยสายตาหวาดระแวง

อคิราห์หลับตาลง เขาได้ยินเสียงของเซราฟิน่าดังขึ้นจากด้านหลัง “อคิราห์...เราจะทำอย่างไรต่อไป?”

เขาลืมตาขึ้น มองไปยังใบหน้าของผู้คนที่สับสนและหวาดกลัว “เราจะเริ่มต้นใหม่” เขาตอบ เสียงของเขาเต็มไปด้วยความหวัง “เราจะเรียนรู้ที่จะจำกันและกัน...ด้วยหัวใจ”

แสงสว่างสีทองที่เคยส่องสว่างจ้า บัดนี้ได้จางหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความว่างเปล่าของอักขระบนทุกสิ่ง และใบหน้าของผู้คนที่ไม่คุ้นเคยกันอีกต่อไป มนุษยชาติได้ปลดปล่อยตนเองจากระบบอักขระจารึกแล้ว แต่การเดินทางที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น.

--- อคิราห์ทำลายคัมภีร์หินโบราณใจกลางนครศักดิ์สิทธิ์ ส่งผลให้อักขระโบราณทั้งหมดในนครสลายไป เกิดความโกลาหลและความสับสน แต่ก็เป็นการปลดปล่อยผู้คนจากระบบอักขระจารึก เพื่อเริ่มต้นเรียนรู้ที่จะจดจำกันและกันใหม่ด้วยหัวใจ