← 章節目錄

The Emerald Ink

章節 119免費

ตอนที่ 119 — รอยเปื้อนบนผิวหนัง

เซราฟิน่ากระชากคอเสื้อคลุมหนังออก แรงดึงทำให้ตะเข็บผ้าส่งเสียงดังแคว่ก เธอไม่ได้สนใจความเสียหายของเสื้อผ้า สิ่งเดียวที่อยู่ในสายตาคือกระจกเงาบานเก่าที่ขอบทองเหลืองขึ้นสนิมซึ่งวางอยู่บนโต๊ะไม้ผุพังในกระท่อมพักแรม แสงตะเกียงน้ำมันวูบไหวทำให้เงาของเธอทาบทับลงบนผนังหิน ดูบิดเบี้ยวและไม่มั่นคง

เธอก้มลงมองแผ่นหลังของตัวเอง ลมหายใจติดขัดเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ใต้ผิวหนัง ลายเส้นอักขระจารึกที่เคยคมชัดดุจใบมีดโกน บัดนี้กลับดูเหมือนรอยหมึกที่ถูกหยดน้ำสาดใส่ มันกำลังแผ่ขยาย ขอบเส้นที่เคยเป็นระเบียบกลายเป็นรอยเบลอที่ดูเลอะเทอะ

“มันต้องมีความหมายสิ...” เธอพึมพำ เสียงของเธอแหบพร่าขณะใช้ปลายนิ้วลูบไปตามรอยนั้น

เธอยื่นมือไปหยิบแว่นขยายทำจากเลนส์แก้วขุ่นขึ้นมาส่องดูใกล้ๆ ทุกครั้งที่เธอพยายามเพ่งมองเพื่อจำแนกความแตกต่างระหว่างเส้นโค้งและเส้นตรง ความรู้สึกประหลาดคล้ายเข็มเล่มเล็กๆ ทิ่มแทงที่ขมับก็จู่โจมเข้ามา เธอพยายามนึกถึงตอนที่เธอฝึกเขียนอักขระครั้งแรก ท่าทางการวางนิ้ว จังหวะการกดหัวปากกาหมึกเวทลงบนผิวหนัง... แต่ภาพเหล่านั้นกลับพร่าเลือนไปเหมือนหมอกที่ถูกพัดผ่าน

“เมื่อกี้มันคือสัญลักษณ์อะไรนะ?” เซราฟิน่าขมวดคิ้วแน่น เธอพยายามขุดคุ้ยความทรงจำ แต่ยิ่งพยายาม ความทรงจำนั้นก็ยิ่งไหลหลุดลอยไปเหมือนทรายที่พยายามกำไว้ในอุ้งมือ เธอจำได้ว่ามันคือสัญลักษณ์สำคัญที่เชื่อมโยงกับตระกูลของเธอ แต่ตอนนี้เธอกลับจำไม่ได้แม้แต่จำนวนเส้นที่ลากผ่านจุดศูนย์กลาง

เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังขึ้นที่หน้ากระท่อม ตามด้วยเสียงกระแทกประตูไม้ดังปัง! เซราฟิน่าสะดุ้งโหยง เธอรีบดึงเสื้อคลุมขึ้นมาปิดแผ่นหลังอย่างรวดเร็ว มือของเธอสั่นเทาขณะคว้ามีดสั้นที่วางอยู่ข้างโต๊ะ

“เซราฟิน่า! เปิดประตู!” เสียงของไมโลดังมาจากข้างนอก มันเป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและเสียงหอบหายใจ

เธอเดินไปเปิดประตู พบไมโลยืนอยู่ท่ามกลางหมอกหนาของที่ราบสูงคีรีคราม ใบหน้าของเด็กหนุ่มซีดเผือดและเต็มไปด้วยเหงื่อ เขาไม่ได้มาคนเดียว แต่เขากำลังถือสมุดบันทึกเล่มเล็กที่เปียกชุ่มไปด้วยอะไรบางอย่าง

“เกิดอะไรขึ้น ไมโล? ทำไมต้องมาหาฉันตอนดึกขนาดนี้” เธอถามพลางพยายามทำเสียงให้แข็งกร้าวเพื่อปกปิดความกังวล

“มีข่าวจากตลาดกลาง...” ไมโลก้าวเข้ามาในกระท่อมโดยไม่รอคำเชิญ เขาวางสมุดลงบนโต๊ะ “พวกสภาจารึกศักดิ์สิทธิ์กำลังประกาศกฎอัยการศึกในเขตชายขอบ พวกเขาเริ่มกวาดล้าง... พวกเขาเรียกมันว่า ‘การชำระล้างอักขระ’”

เซราฟิน่าขมวดคิ้ว “ชำระล้าง? พวกเขาจะทำอะไร?”

“โรคหมึกละลาย (Ink-Fade)” ไมโลพูดออกมา เสียงของเขาสั่น “มีคนพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นในหมู่คนงานเหมืองหมึก พวกเขาบอกว่าอักขระบนตัวคนเหล่านั้นเปลี่ยนเป็นรอยเปื้อนไร้ความหมาย และเมื่ออักขระหายไป... พวกเขาก็สูญเสียความทรงจำทั้งหมด กลายเป็นคนไร้วิญญาณที่จำแม้แต่ชื่อตัวเองไม่ได้”

เซราฟิน่านิ่งงันไป ความเย็นเยียบแล่นปราดจากปลายนิ้วขึ้นไปถึงต้นคอ เธอรู้สึกได้ถึงความร้อนวูบวาบที่แผ่นหลัง ราวกับว่ารอยเปื้อนนั้นกำลังตอบสนองต่อคำพูดของไมโล

“แล้วสภาทำยังไง?” เธอถาม พยายามคุมเสียงไม่ให้สั่น

“เผาพวกเขาทิ้ง...” ไมโลตอบเบาๆ “อาวุโสคัลลันบอกว่ามันคือความแปดเปื้อนที่ต้องกำจัดเพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของระบบอักขระ เขาบอกว่าถ้าปล่อยไว้ หมึกที่ละลายจะทำให้ระบบทั้งหมดพังทลายลง”

เซราฟิน่าไม่ได้ฟังคำอธิบายต่อ เธอหันกลับไปที่กระจกอีกครั้ง ความกลัวที่เธอพยายามกดทับไว้เริ่มปะทุขึ้นมา เธอถอดเสื้อคลุมออกอีกครั้ง คราวนี้เธอใช้มือที่สั่นเทาแหวกสาบเสื้อออกจนเห็นแผ่นหลังกว้าง

รอยเปื้อนนั้นไม่ได้อยู่ที่เดิม มันขยายวงกว้างขึ้นกว่าเมื่อครู่ และที่แย่กว่านั้น... รอยเปื้อนนั้นเริ่มมีลักษณะเหมือน ‘หยดน้ำหมึกที่กำลังไหลซึมลงไปใต้ผิวหนัง’ มันไม่ใช่แค่การจางหาย แต่มันคือการเปลี่ยนแปลงรูปทรงที่ผิดเพี้ยน

“ไมโล... ดูนี่” เธอเรียกเขาด้วยเสียงที่แทบจะเป็นการกระซิบ

เด็กหนุ่มขยับเข้ามาใกล้ แสงตะเกียงส่องกระทบแผ่นหลังของเธอ เขาเบิกตากว้าง “นั่นมัน... มันไม่เหมือนกับรายงานที่ฉันเห็นเลย รอยเปื้อนของพวกคนงานเหมืองมันดูเหมือนรอยไหม้ แต่นี่... มันเหมือนกับอักขระที่กำลังพยายามจะเขียนตัวเองใหม่”

เซราฟิน่าจ้องมองรอยนั้นด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเป ระหว่างความสยองขวัญและความสงสัย เธอพยายามนึกถึงคำทำนายโบราณที่เคยได้ยินผ่านหูมาบ้างเกี่ยวกับ ‘คำทำนายแห่งดวงดาวสีเงิน’ ที่กล่าวถึงผู้ที่จะมาปลดพันธนาการแห่งอักขระในอนาคต แต่ในตอนนี้ สิ่งที่เธอเห็นตรงหน้าดูเหมือนจะเป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบมากกว่าการปลดปล่อย

“ถ้ามันเป็นโรคหมึกละลายจริงๆ...” เซราฟิน่าพูดขึ้น สายตาของเธอจับจ้องไปที่รอยเปื้อนที่ดูเหมือนจะเคลื่อนไหวได้ “ทำไมฉันถึงจำความหมายของมันไม่ได้? ทั้งที่มันเคยเป็นส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณฉันแท้ๆ”

เธอเริ่มตระหนักถึงความจริงที่น่าสะพรึงกลัว หากอักขระคือตัวตน และอักขระกำลังละลาย ตัวตนของเธอก็กำลังถูกลบเลือนไปพร้อมกับมัน

ทันใดนั้น รอยเปื้อนบนหลังของเธอก็เกิดอาการกระตุกอย่างรุนแรง ความเจ็บปวดแล่นเข้าสู่สมองเหมือนถูกไฟช็อต เซราฟิน่าทรุดลงกับพื้น กระจกเงาบนโต๊ะสั่นสะเทือนตามแรงสั่นของร่างกายเธอ

“เซราฟิน่า! เป็นอะไรไป!” ไมโลพยายามเข้าไปประคอง

เธอไม่ได้ตอบ แต่สายตาของเธอจ้องมองไปที่เงาของตัวเองในกระจก ในจังหวะที่แสงตะเกียงวูบดับลงชั่วขณะ เธอเห็นรอยเปื้อนนั้นเรืองแสงสีเงินจางๆ ออกมาครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับกลายเป็นรอยดำที่ดูไร้ค่าเหมือนเดิม

เธอกำหมัดแน่น ความกลัวเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นที่บ้าคลั่ง “มันไม่ใช่แค่โรค... มันมีบางอย่างซ่อนอยู่ใต้รอยเปื้อนนี้”

เซราฟิน่าลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก เธอไม่ได้มองไมโลที่กำลังลนลาน แต่มองตรงไปที่รอยเปื้อนนั้นด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป เธอต้องรู้ให้ได้ว่ารอยเปื้อนนี้กำลังพยายามจะบอกอะไรเธอ ก่อนที่เธอจะลืมแม้กระทั่งว่าตัวเองคือใคร

--- เซราฟิน่าพบว่าอักขระบนหลังของเธอกำลังเลือนรางและกลายเป็นรอยเปื้อนคล้ายกับ 'โรคหมึกละลาย' ที่กำลังระบาด และเธอเริ่มสงสัยว่ามันอาจมีความลับบางอย่างซ่อนอยู่มากกว่าแค่การสูญเสียความทรงจำ