← สารบัญตอน

เสียงเพรียกจากหุบเขาอัสนี

ตอนที่ 12ฟรี

ตอนที่ 12 — ความเงียบงันที่ถูกทำลาย

ความเงียบไม่ใช่สิ่งที่ไร้ซึ่งเสียง แต่มันคือความว่างเปล่าที่หนักอึ้งจนแทบจะบดขยี้ปอดให้แหลกสลาย เมฆานั่งขดตัวอยู่บนพื้นหินที่เย็นเฉียบภายในซากปรักหักพังของศาลาหุบเขาอัสนี ความมืดมิดเข้าปกคลุมทุกอณูของทัศนวิสัย มีเพียงแสงสลัวจากดวงจันทร์ที่ถูกเมฆพายุบดบังจนเหลือเพียงเงาตะคุ่ม สิ่งเดียวที่เขายังรู้สึกได้ไม่ใช่เสียง ไม่ใช่แม้แต่ความรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนที่เคยเป็นดั่งดวงตาที่สาม เพราะสัมผัสเหล่านั้นถูกพรากไปจนหมดสิ้น เขากลายเป็นเพียงก้อนเนื้อที่ไร้ความรู้สึกท่ามกลางความเวิ้งว้างของขุนเขา

เขายกมือขึ้นลูบหน้าอกที่ว่างเปล่า จุดที่เคยมีเข็มกลัดโลหะแห่งความเงียบสงบประดับอยู่ บัดนี้เหลือเพียงรอยบุ๋มของผ้าที่ขาดวิ่น ความเจ็บปวดจากการสูญเสียสิ่งของนั้นไม่ได้รุนแรงเท่ากับความรู้สึกแปลกแยกที่จู่โจมเข้ามา เขาไม่สามารถรับรู้ถึงจังหวะการเต้นของโลก ไม่สามารถสัมผัสถึงการเคลื่อนไหวของแมลงหรือแรงสั่นสะเทือนของลมที่ปะทะยอดเขา ทุกอย่างรอบตัวกลายเป็นเพียงความว่างเปล่าที่ไร้รูปร่าง เมฆารู้สึกเหมือนตนเองกำลังจมดิ่งลงสู่ก้นบึ้งของมหาสมุทรที่มืดมิดและหนาวเหน็บ

ทันใดนั้น ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างก็แล่นผ่านสันหลัง มันไม่ใช่แรงสั่นสะเทือนที่เขาคุ้นเคย แต่มันคือแรงกดดันของอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ลมพายุเริ่มหมุนวนรุนแรงขึ้นรอบกายเขา กลิ่นของโอโซนและไอเย็นจัดของหิมะพัดเข้ามากระทบผิวหนังจนแสบพร่า เขาพยายามจะลุกขึ้น แต่ความอ่อนแรงจากการสูญเสียทั้งกายและใจทำให้เขาทำได้เพียงตะเกียกตะกายบนพื้นหินที่ลื่นด้วยน้ำแข็ง

เสียง... ไม่ใช่สิ มันไม่ใช่เสียงที่เขาได้ยิน แต่มันคือจังหวะการกระทบของโลหะที่ดังสะท้อนอยู่ในหัวใจ เมฆาสัมผัสได้ถึงการมาถึงของใครบางคนผ่านแรงกดอากาศที่หนักหน่วงและเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ท่ามกลางความมืดมิด เงาร่างหลายร่างปรากฏขึ้นจากม่านหิมะ พวกเขาไม่ได้เดินมาอย่างเงียบเชียบ แต่ก้าวเดินด้วยความมั่นคงและเปี่ยมด้วยอำนาจ ทุกย่างก้าวทำให้พื้นดินใต้ร่างของเมฆาสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนเขาต้องหยีตาด้วยความเจ็บปวด

ร่างที่ก้าวออกมาข้างหน้าสุดคือสตรีในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ขลิบทอง ผิวพรรณของนางผุดผ่องท่ามกลางความมืดมิดราวกับแสงจันทร์ที่ตกกระทบลงบนหิมะ ใบหน้าของนางเรียบเฉยทว่าแฝงไปด้วยความเด็ดขาด ดวงตาของนางคมปราบและเย็นชาดุจน้ำแข็งบนยอดเขาคีรีอัสนี นางคือ 'ผู้คุมจังหวะแห่งแสงอัสนี' สมาชิกชั้นสูงจากวิหารที่อยู่เหนือขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง

เมฆาพยายามจะถอยหนี แต่แผ่นหลังของเขากลับชนเข้ากับซากเสาหินที่ผุพัง เขาจ้องมองนางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามและความหวาดกลัว แม้เขาจะไม่ได้ยินเสียงคำพูดของนาง แต่ท่วงท่าและการเคลื่อนไหวของนางบ่งบอกถึงเจตจำนงที่ชัดเจน นางไม่ได้มาเพื่อเจรจา และนางไม่ได้มาเพื่อช่วยเหลือ

นางก้าวเข้ามาหยุดตรงหน้าเขา มือที่สวมถุงมือสีขาวสะอาดเอื้อมลงมาคว้าที่ลำคอของเขาอย่างรวดเร็ว แรงบีบนั้นไม่ถึงกับทำให้ขาดใจ แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้เมฆารู้สึกถึงอำนาจที่เหนือกว่า นางชี้ไปยังบางสิ่งข้างกายเขา มันคือ 'ตะเกียงแก้วดักอัสนี' ชิ้นเล็กๆ ที่เขายังเหลืออยู่ มันเป็นเพียงสิ่งเดียวที่เขาสามารถใช้จุดไฟเพื่อสร้างความอบอุ่นเล็กน้อยให้แก่ร่างกายที่สั่นเทาในความหนาวเหน็บนี้

สายตาของนางจ้องมองมาที่ตะเกียงนั้นด้วยความปรารถนาที่ชัดเจน นางต้องการมันเพื่อนำไปใช้ในพิธี 'การสวดส่งวิญญาณแห่งพายุ' ซึ่งเป็นพิธีกรรมที่จะช่วยให้เหล่าผู้นำทางวิหารสามารถควบคุมกระแสไฟฟ้าในอากาศเพื่อสร้างเกราะคุ้มกันให้กับวิหารชั้นบนสุด แต่การทำเช่นนั้นหมายความว่า พลังงานความร้อนและความสว่างไสวทั้งหมดที่เหลืออยู่จะถูกดึงไปใช้ที่นั่น ทิ้งให้หมู่บ้านและคนข้างล่างต้องเผชิญกับความหนาวตายท่ามกลางพายุที่ไม่มีวันสิ้นสุด

เมฆาส่ายหน้าพยายามขัดขืน เขาใช้มือที่สั่นเทาคว้าข้อมือของนางไว้ แต่นางกลับสะบัดออกอย่างง่ายดายราวกับเขาสัมผัสเพียงอากาศธาตุ นางไม่ได้ต้องการเพียงตะเกียง แต่นางต้องการ 'หัวใจแก้วแห่งสายฟ้า' ที่ซ่อนอยู่ภายในตะเกียงนั้น—มันคือแกนกลางเพียงชิ้นเดียวที่เมฆาใช้เป็นแหล่งพลังงานสำรองเพื่อประทังชีวิตและสร้างความอบอุ่นในคืนที่พายุคลั่ง

ความต้องการของนางคือการรักษาความมั่นคงของวิหารเบื้องบน โดยการสละความอยู่รอดของคนเบื้องล่าง ส่วนความต้องการของเมฆาคือการรักษาเศษเสี้ยวสุดท้ายของชีวิตที่จะช่วยให้เขาและชาวบ้านที่เหลืออยู่รอดพ้นจากความตายในคืนนี้ สองเจตจำนงนี้ขัดแย้งกันอย่างรุนแรงและไม่มีทางประนีประนอมได้

นางดึงตะเกียงแก้วไปจากมือของเขาด้วยความรุนแรง แรงกระชากทำให้ข้อมือของเมฆาถลอกจนเลือดซึม ความเย็นเยียบของอากาศปะทะเข้ากับบาดแผลทันที เมฆามองดูตะเกียงที่ค่อยๆ ห่างออกไป แสงสีฟ้าอ่อนที่เคยให้ความอบอุ่นแก่เขา บัดนี้กำลังถูกพรากไปสู่มือของผู้ที่มองเห็นมันเป็นเพียงเครื่องมือทางการเมืองและพิธีกรรม

สิ่งที่นางพรากไปไม่ใช่แค่ตะเกียง แต่มันคือ 'หัวใจแก้วแห่งสายฟ้า'—แสงสว่างสุดท้ายที่เมฆาใช้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจและแหล่งความร้อนเพียงหนึ่งเดียวที่เขามีอยู่ในตอนนี้ เมื่อแสงนั้นหายไป ความมืดมิดที่แท้จริงก็เข้าครอบงำเขาอีกครั้ง พร้อมกับความหนาวเหน็บที่เริ่มกัดกินลึกเข้าไปถึงกระดูก เมฆานอนนิ่งอยู่บนพื้น มองดูเงาของกลุ่มนักบวชที่เดินจากไปพร้อมกับแสงสว่างที่เขาสูญเสีย ทิ้งให้เขาจมอยู่กับความเงียบงันที่ยิ่งใหญ่และน่าหวาดกลัวกว่าที่เคยเป็นมา

--- เมฆาถูกผู้คุมจังหวะแห่งแสงอัสนีบุกเข้ามายึด 'หัวใจแก้วแห่งสายฟ้า' ที่อยู่ในตะเกียงแก้วดักอัสนีไปเพื่อใช้ในพิธีกรรมของวิหาร ทิ้งให้เขาเผชิญกับความมืดมิดและความหนาวเหน็บที่อาจนำไปสู่ความตาย