← สารบัญตอน

ท่าเรือมรสุม

ตอนที่ 64ฟรี

ตอนที่ 64 — แสงนำทางในนครที่สาบสูญ

ความเงียบในนครอควาเลียไม่ใช่ความเงียบสงบ แต่มันคือความเงียบที่อัดแน่นไปด้วยแรงกดดันมหาศาล ราวกับอากาศรอบตัวถูกเปลี่ยนเป็นมวลน้ำหนืดที่คอยบีบคั้นปอดของรินให้ทำงานหนักขึ้น ทุกครั้งที่เธอหายใจเข้า กลิ่นอายของเกลือสมุทรโบราณและซากอารยธรรมที่จมดิ่งอยู่ใต้กาลเวลาก็จะซัดเข้าสู่โสตประสาท รอยสักบนผิวหนังของเธอกำลังเต้นตุบเป็นจังหวะเดียวกับหัวใจ มันร้อนผ่าวเหมือนถูกนาบด้วยเหล็กเผาไฟ และแสงสีทองที่มันปลดปล่อยออกมานั้นไม่ได้ส่องสว่างเพื่อสร้างความอบอุ่น แต่มันกำลังทำหน้าที่เป็นประภาคารกลางมหาสมุทรที่ตะโกนเรียกหาความมืดมิด

“อย่าหยุดเดิน” เสียงของชายหน้ากากดังขึ้นข้างหู เขากระชับมือที่กุมดาบแน่นขึ้น ร่างของเขาดูมั่นคงทว่าเต็มไปด้วยความระแวดระวัง “แสงนั่น... มันกำลังดึงดูดพวกมันมา”

รินไม่ได้ตอบคำถาม เขาไม่ได้ยินเสียงของตัวเองด้วยซ้ำ ในหัวของเธอมีเพียงเสียงกระแสธารที่ไหลวนอยู่ในเส้นเลือด รอยสักที่ลามเลียจากข้อมือขึ้นไปถึงลำคอเริ่มเปล่งแสงเจิดจ้าจนมองเห็นเส้นสายของแผนที่เคลื่อนไหวไปมาบนผิวหนังราวกับสิ่งมีชีวิตที่กำลังดิ้นรนหาทางออก ทันใดนั้น เงาทมิฬขนาดมหึมาก็เริ่มก่อตัวขึ้นจากใต้ผิวน้ำที่สะท้อนแสงจันทร์สีซีด มันไม่ใช่เพียงแค่เงา แต่มันคือความว่างเปล่าที่เคลื่อนที่ได้ ร่างเหล่านั้นไร้ซึ่งรูปร่างที่แน่นอน พวกมันบิดเบี้ยวและพุ่งทะยานขึ้นมาจากความลึกของนครลอยน้ำราวกับฝูงปลาที่หิวโหย

“พวกมันมาแล้ว!” ชายหน้ากากตะโกน เขาเหวี่ยงดาบออกไป เกิดเป็นคลื่นน้ำสั้นๆ เพื่อสกัดกั้นเงาแรกที่พุ่งเข้าใส่ รินรู้สึกได้ถึงแรงกระแทกที่ส่งผ่านอากาศมาถึงตัวเธอ แม้จะไม่ได้สัมผัสโดยตรง แต่พลังงานที่บิดเบี้ยวทำให้ผิวหนังของเธอรู้สึกเหมือนถูกเข็มพันเล่มทิ่มแทง

รินพยายามรวบรวมสมาธิ เธอหลับตาลงเพื่อตัดขาดจากภาพความโกลาหลตรงหน้า และหันไปฟัง ‘เสียง’ ของรอยสัก แทนที่จะมองเห็นมันเป็นภาระ เธอพยายามทำตามที่เคยเรียนรู้ในสุสานแห่งกระแสธาร—จงเป็นทางน้ำ ไม่ใช่เขื่อนกั้นน้ำ เธอปล่อยให้ความรู้สึกร้อนผ่าวจากรอยสักไหลผ่านแขนลงไปสู่ปลายนิ้ว พลันแสงสีทองก็เปลี่ยนสภาพ จากแสงที่แผ่กระจายอย่างไร้ทิศทาง กลายเป็นลำแสงที่ควบแน่นและคมกริบ

“ริน! ตั้งสติ!” ชายหน้ากากร้องเตือนเมื่อเห็นร่างของเธอกำลังจะถูกเงาทมิฬกลืนกิน

รินลืมตาขึ้น ดวงตาของเธอไม่ได้เป็นสีน้ำตาลเข้มเหมือนเดิมอีกต่อไป แต่มันวาวโรจน์ด้วยประกายสีทองจางๆ เธอสะบัดมือออกไปข้างหน้า กระแสน้ำที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศรอบตัวนครอควาเลียถูกดึงดูดเข้าหาจุดศูนย์กลางที่ปลายนิ้วของเธอ มันหมุนวนเป็นเกลียวคลื่นขนาดเล็กแต่มีความหนาแน่นมหาศาล ก่อนจะพุ่งเข้าปะทะกับเงาทมิฬจนเกิดเสียงระเบิดของพลังงานที่ดังสนั่นไปทั่วบริเวณ

เงาเหล่านั้นสลายตัวไปชั่วขณะ แต่นั่นเป็นเพียงการต่อลมหายใจ รอยสักบนตัวเธอกระตุกอย่างรุนแรง ส่งสัญญาณเตือนว่าพลังที่เธอใช้ไปนั้นมีราคาที่ต้องจ่าย รินรู้สึกถึงความเหนื่อยล้าที่ถาโถมเข้ามาเหมือนคลื่นยักษ์ที่ซัดเข้าหาฝั่ง ร่างกายของเธอสั่นเทา และในวินาทีนั้นเองที่เธอสังเกตเห็นว่า แสงสีทองที่เธอสร้างขึ้นไม่ได้หายไป แต่มันกำลังสร้าง ‘เส้นทาง’ บางอย่างบนพื้นผิวน้ำที่ลอยอยู่นี้

มันคือเส้นทางที่เชื่อมต่อระหว่างจุดที่เธอยืนอยู่ กับใจกลางของนครอควาเลีย—สถานที่ที่แสงสว่างเข้มข้นที่สุดและดูเหมือนจะเป็นจุดที่รอยสักของเธอพยายามจะพุ่งเข้าหาอย่างบ้าคลั่ง

“มันไม่ได้แค่ดึงดูดพวกมัน...” รินพึมพำ เสียงของเธอแหบพร่า “แต่มันกำลังนำทางฉันไปที่นั่น... ไปยังจุดศูนย์กลาง”

“นั่นคือกับดักหรือเปล่า?” ชายหน้ากากถามพลางมองไปยังเส้นทางแสงที่ปรากฏขึ้น เขาดูลังเลระหว่างการจะพาเธอหนีไปทางอื่น หรือจะเดินตามแผนที่ที่มีชีวิตนี้ไป

“ถ้าเราไม่ไป เราจะไม่มีวันรู้เลยว่าปู่พยายามจะบอกอะไรเรา” รินกล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความหวาดกลัวต่อสิ่งที่กำลังรออยู่ข้างหน้า “และถ้าฉันไม่หยุดมันที่นั่น... สิ่งที่ตื่นขึ้นมาจะไม่มีทางหยุดได้เลย”

พวกเขาตัดสินใจมุ่งหน้าตามแสงสว่างนั้นไป ท่ามกลางการไล่ล่าที่ไม่มีวันสิ้นสุดของเงาทมิฬ นครอควาเลียที่เคยดูเหมือนเมืองที่ตายแล้ว กลับดูเหมือนมีชีวิตขึ้นมาใหม่ในรูปแบบที่บิดเบี้ยวและน่าสยดสยอง ทุกย่างก้าวที่พวกเขาเดินไปตามเส้นทางแสง รอยสักของรินจะยิ่งเปล่งแสงแรงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งพวกเขาสังเกตเห็นสิ่งหนึ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเงาทมิฬ

ที่ใจกลางของนครลอยน้ำ ไม่ใช่เพียงแค่ซากปรักหักพัง แต่มันคือวิหารขนาดมหึมาที่สร้างขึ้นจากคริสตัลสีดำสนิท และที่นั่น... รอยสักบนแขนของรินกำลังสั่นสะเทือนจนแทบจะหลุดออกมาจากผิวหนัง มันไม่ได้เพียงแค่บอกทาง แต่มันกำลัง ‘ร้องไห้’ ด้วยความเจ็บปวด ราวกับว่ามันกำลังจะได้พบกับเจ้าของที่แท้จริงที่รอคอยอยู่ภายในความมืดมิดนั้น

--- รินใช้พลังวิถีแห่งทางน้ำสร้างแสงสีทองเพื่อต่อสู้กับเงาทมิฬในนครอควาเลีย และค้นพบว่ารอยสักของเธอกำลังนำทางเธอไปยังวิหารคริสตัลสีดำที่ใจกลางเมืองเพื่อเผชิญหน้ากับความจริงที่ซ่อนอยู่