ตอนที่ 63 — เงาสะท้อนในนครที่สาบสูญ
ความเงียบงันหลังพายุแห่งมิติพัดผ่านไปนั้นน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเสียงกัมปนาท รินรู้สึกเหมือนร่างทั้งร่างถูกฉีกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแล้วประกอบกลับขึ้นมาใหม่ด้วยเส้นด้ายที่มองไม่เห็น กลิ่นอายของความเก่าแก่และไอเค็มของน้ำที่ไม่ได้สัมผัสอากาศมานับพันปีลอยมากระทบนาสิกสัมผัส มันไม่ใช่กลิ่นโคลนตมของเดลต้าที่เธอคุ้นเคย แต่เป็นกลิ่นของหินปูนที่ผุกร่อนและพลังงานบางอย่างที่หนักอึ้งจนทำให้ปอดของเธอรู้สึกแสบร้อน
รินพยายามลืมตาขึ้น เปลือกตาของเธอหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่ว ภาพแรกที่ปรากฏในคลองสายตาคือแสงสลัวรางที่สะท้อนจากผิวน้ำซึ่งนิ่งสงบจนดูคล้ายกระจกเงาบานยักษ์ เธอพบว่าตนเองนอนอยู่บนแท่นหินที่สลักลวดลายวิจิตรบรรจง—ลวดลายที่ดูคล้ายกับรอยสักบนผิวหนังของเธอไม่มีผิดเพี้ยน—ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางห้องโถงกว้างขวางที่ดูเหมือนจะเป็นส่วนหนึ่งของนครลอยน้ำโบราณอควาเลียที่เธอเห็นในนิมิต
“ริน...” เสียงเรียกแผ่วเบาแต่ชัดเจนดังมาจากเงามืดด้านข้าง
เธอสะดุ้งสุดตัว พยายามจะยันกายขึ้นแต่ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปตามไขสันหลัง รอยสักสีทองบนแขนและแผ่นหลังของเธอกำลังเต้นตุบๆ ตามจังหวะหัวใจ มันไม่ได้ให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนแสงแดด แต่มันคือความร้อนแรงที่เผาไหม้ราวกับลาวาที่ไหลเวียนอยู่ใต้ผิวหนัง เมื่อเธอหันไปตามเสียง ร่างของชายปริศนาที่เธอจำได้ว่าเพิ่งสละชีวิตเพื่อปิดรอยแยกมิติกลับยืนอยู่ตรงนั้น เขาไม่ได้อยู่ในชุดนักรบที่ขาดวิ่นเหมือนครั้งสุดท้ายที่เห็น แต่เขาสวมอาภรณ์สีครามเข้มที่ดูสง่างามและลึกลับ ใบหน้าของเขาถูกบดบังด้วยหน้ากากเงินเรียบสนิทที่สะท้อนภาพใบหน้าซีดเซียวของรินออกมา
“คุณ... คุณยังไม่ตาย?” รินเค้นเสียงถาม ลำคอแห้งผากราวกับดื่มทรายเข้าไป
ชายหน้ากากไม่ตอบในทันที เขาเดินเข้ามาใกล้ ท่าทางของเขาดูระแวดระวังมากกว่าจะมาเพื่อปลอบโยน “ในสถานที่ที่เวลาไม่มีความหมาย ความตายเป็นเพียงแค่กระแสน้ำที่เปลี่ยนทิศทาง ริน... เจ้าไม่ได้อยู่ในสุสานแห่งกระแสธารอีกต่อไปแล้ว”
เขายื่นมือมาทางเธอ แต่รินกลับถดกายหนีด้วยสัญชาตญาณ ความหวาดระแวงที่สั่งสมมาจากการถูกหลอกลวงโดยเสียงของปู่เถาว์และนิมิตที่บิดเบี้ยวทำให้เธอไม่กล้าไว้วางใจใคร แม้แต่คนที่เพิ่งช่วยชีวิตเธอไว้ก็ตาม “ที่นี่ที่ไหน? แล้วทำไมรอยสักนี่... มันถึงไม่ยอมหยุดสั่นเสียที”
เธอก้มลงมองแขนของตนเอง แสงสีทองที่เคยเป็นเพียงเส้นสายประดับผิวหนัง บัดนี้มันกำลังแผ่ขยายออกไปเหมือนรากไม้ที่พยายามจะชอนไชเข้าไปในเนื้อเยื่อ มันไม่ได้แค่ส่องแสง แต่มันกำลัง ‘ขยับ’ ลวดลายบนผิวหนังของเธอเปลี่ยนรูปร่างไปตามการไหลเวียนของน้ำที่อยู่รอบตัว
“เจ้ากำลังอยู่ในอควาเลีย... หรืออาจจะเป็นเศษเสี้ยวที่เหลืออยู่ของมัน” ชายหน้ากากกล่าว น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและเต็มไปด้วยความหนักใจ “รอยสักของเจ้าไม่ใช่แค่แผนที่ แต่มันคือเข็มทิศที่ตอบสนองต่อชีพจรของนครแห่งนี้ เมื่อเจ้าตื่นขึ้น พลังของเจ้าก็ได้ปลุกบางอย่างที่หลับใหลมานานเกินไปให้ตื่นขึ้นด้วย”
รินมองไปรอบๆ ห้องโถงกว้าง เธอเริ่มสังเกตเห็นว่าแท่นหินที่เธอนอนอยู่ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นดิน แต่มันลอยอยู่เหนือผิวน้ำในระดับต่ำๆ ท่ามกลางความมืดมิดที่มองไม่เห็นขอบเขต มีเพียงแสงสีทองจากรอยสักของเธอที่ส่องสว่างพอให้เห็นโครงสร้างของนครลอยน้ำโบราณที่ดูเหมือนจะสร้างขึ้นจากเปลือกหอยยักษ์และคริสตัลใต้น้ำ อาคารบ้านเรือนที่ดูแปลกตาเรียงรายอยู่ไกลออกไปในม่านหมอก มันดูเงียบเหงาและโดดเดี่ยว ราวกับเมืองที่ถูกลืมเลือนไปจากความทรงจำของโลก
“ฉันต้องกลับไป...” รินพึมพำ พยายามรวบรวมกำลัง “อาส้ม... ชาวเรือนแพ... ทุกคนกำลังรอฉันอยู่ ถ้าคลองคำสาปพังทลาย ทุกอย่างจะจบสิ้น”
“การจะกลับไปสู่โลกเบื้องบนไม่ใช่เรื่องง่าย” ชายหน้ากากก้าวเข้ามาประจันหน้ากับเธอ ระยะห่างที่ลดน้อยลงทำให้รินสัมผัสได้ถึงไอเย็นที่แผ่ออกมาจากตัวเขา “ประตูมิติที่เจ้าข้ามมาได้ถูกปิดตายไปแล้วด้วยพลังของเจ้าเอง และตอนนี้... สิ่งที่อยู่ใต้ฐานของนครแห่งนี้กำลังรับรู้ถึงการมาถึงของ ‘กุญแจ’ อย่างเจ้า”
ทันใดนั้น พื้นหินใต้เท้าของรินก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ไม่ใช่การสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว แต่เป็นแรงกระเพื่อมจากใต้น้ำที่มหาศาล ราวกับมีสัตว์ร้ายขนาดมหึมาขยับกายอยู่ใต้ผิวน้ำที่นิ่งสงบ แสงสีทองบนผิวหนังของรินวูบวาบอย่างบ้าคลั่ง มันตอบสนองต่อแรงสั่นสะเทือนนั้นด้วยความเจ็บปวด รินกรีดร้องออกมาเมื่อรู้สึกเหมือนมีเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงลงไปในเส้นเลือด
“มันมาแล้ว...” ชายหน้ากากสบถ เขาชักดาบสั้นที่ดูเหมือนทำจากกระดูกปลาขนาดใหญ่ขึ้นมา “เจ้าต้องควบคุมมัน ริน! อย่าปล่อยให้รอยสักนำทางเจ้าไปสู่ความมืด แต่จงใช้มันเป็นทางน้ำเพื่อนำพาความจริงออกมา!”
รินพยายามข่มความเจ็บปวด เธอหลับตาลงและพยายามทำตามสิ่งที่ชายคนนั้นบอก—วิถีแห่งทางน้ำ เธอเลิกต่อต้านความร้อนแรงที่กำลังแผดเผา แต่พยายามไหลลื่นไปกับมัน แทนที่จะมองว่ามันคือสิ่งแปลกปลอมที่กัดกินเธอ ให้มองว่ามันคือส่วนหนึ่งของกระแสน้ำที่กำลังไหลผ่านร่างกาย
ภาพในหัวของเธอเริ่มเปลี่ยนไป เธอไม่ได้เห็นเพียงแค่ความมืด แต่เธอเริ่มเห็น ‘เส้นสาย’ ของพลังงานที่ไหลเวียนอยู่รอบตัว เส้นสายสีฟ้าครามและสีทองที่ถักทอเข้าด้วยกันเหมือนสายใยของใยแมงมุมใต้น้ำ เธอเห็นทิศทางของกระแสน้ำที่ซ่อนอยู่ใต้พื้นหิน เห็นช่องว่างที่อากาศและน้ำบรรจบกัน
แต่ในขณะที่เธอกำลังจะเข้าถึงความสงบนั้นเอง เสียงคำรามที่ไม่ได้มาจากอากาศ แต่ดังมาจากความว่างเปล่าในจิตใจก็ดังขึ้น มันเป็นเสียงที่ทุ้มต่ำและทรงอำนาจจนทำให้หัวใจของเธอแทบหยุดเต้น มันไม่ใช่เสียงของปู่เถาว์ แต่มันคือเสียงของบางสิ่งที่เก่าแก่กว่านั้น... บางสิ่งที่มองว่าเธอเป็นเพียงเครื่องสังเวย
น้ำที่เคยนิ่งสงบเริ่มหมุนวนเป็นเกลียวรอบแท่นหินที่เธอนอนอยู่ แรงเหวี่ยงมหาศาลดึงรั้งร่างกายของเธอให้เอียงไปตามกระแสน้ำ รินลืมตาขึ้นด้วยความตื่นตระหนก และสิ่งที่เธอเห็นทำให้ลมหายใจของเธอติดขัด
จากความมืดมิดใต้ผิวน้ำ ร่างเงาสีดำทมิฬขนาดมหึมาค่อยๆ ผุดขึ้นมา มันไม่มีรูปร่างที่แน่นอน มันดูเหมือนกลุ่มควันใต้น้ำที่ขยับเขยื้อนไปมาอย่างไร้ทิศทาง แต่ดวงตานับร้อยคู่ที่สว่างวาบเป็นสีแดงฉานกำลังจ้องมองตรงมาที่เธอจากภายในเงาดำนั้น ทุกดวงตาจดจ้องมาที่รอยสักบนร่างกายของเธอด้วยความหิวกระหาย
“หนีไป!” ชายหน้ากากตะโกน เขาพุ่งเข้าใส่เงาทมิฬนั้น ดาบกระดูกปลาของเขาสร้างคลื่นน้ำสีขาวโพลนเพื่อเข้าปะทะ แต่มันกลับดูเหมือนการพยายามใช้ไม้ซีกไปงัดไม้ซุง เงาดำนั้นเพียงแค่ขยับเล็กน้อย แรงกระแทกก็ซัดร่างของชายหน้ากากกระเด็นไปชนกับเสาหินใกล้ๆ
รินพยายามจะลุกขึ้น แต่รอยสักบนแขนของเธอเริ่มเปลี่ยนสี จากสีทองอร่ามกลายเป็นสีแดงก่ำราวกับเลือด มันเริ่มดึงดูดเงาทมิฬนั้นเข้ามาหาเธอ ไม่ใช่เพื่อปกป้อง แต่เพื่อ ‘กลืนกิน’
เธอมองเห็นเงาเหล่านั้นเคลื่อนที่เข้ามาใกล้แท่นหินมากขึ้นเรื่อยๆ ความรู้สึกหวาดกลัวพุ่งขึ้นถึงขีดสุด แต่ในวินาทีที่เงาสีดำกำลังจะถึงตัวเธอ รินก็สังเกตเห็นบางอย่าง... ท่ามกลางความโกลาหลและเงาที่มืดมิด มีแสงสว่างดวงหนึ่งที่อยู่ลึกเข้าไปในใจกลางของนครอควาเลีย มันไม่ใช่แสงสีทองของเธอ และไม่ใช่สีแดงของเงา แต่มันเป็นแสงสีขาวบริสุทธิ์ที่ดูเหมือนจะเรียกหาเธออย่างโหยหา
รอยสักบนผิวหนังของเธอเริ่มสั่นสะเทือนเป็นจังหวะเดียวกับแสงนั้น มันกำลังชี้ทาง... ไม่ใช่ทางหนี แต่เป็นทางไปสู่ใจกลางของพายุ
รินต้องเลือกระหว่างการพยายามรักษาตัวตนที่เหลืออยู่ท่ามกลางการโจมตีของเงาบรรพกาล หรือจะยอมปล่อยให้รอยสักนำพาเธอเข้าสู่ความเสี่ยงที่อาจจะทำให้เธอสูญเสียทุกอย่างไปตลอดกาล
--- รินตื่นขึ้นในนครลอยน้ำโบราณอควาเลียพร้อมกับชายหน้ากาก และพบว่ารอยสักของเธอกำลังดึงดูดสิ่งบรรพกาลในรูปของเงาทมิฬให้เข้ามาจู่โจม เธอต้องเลือกระหว่างการเอาตัวรอดหรือการเดินตามแสงปริศนาที่รอยสักชี้ทางไปสู่ใจกลางนคร