← สารบัญตอน

โรงเตี๊ยมแห่งผู้แสวงบุญ

ตอนที่ 83ฟรี

ตอนที่ 83 — จังหวะหัวใจในเครื่องจักรนิรันดร์

ความเจ็บปวดไม่ใช่สิ่งที่ Anwen รู้จักในฐานะความรู้สึก แต่มันคือการสั่นสะเทือนของแรงดันที่พยายามจะฉีกกระชากวิญญาณของเธอออกจากร่างเนื้อที่กำลังถูกแทนที่ด้วยโลหะเย็นเยียบ ในความว่างเปล่าที่ไร้กาลเวลาแห่งนี้ ร่างกายของเธอไม่ได้เป็นเพียงเนื้อหนังอีกต่อไป แต่มันคือสนามพลังงานที่กำลังถูกถักทอเข้ากับแกนกลางของจักรวาลที่กำลังก่อตัวใหม่ ทุกครั้งที่แสงสว่างจากแกนกลางระเบิดออกเป็นจังหวะ Anwen จะรู้สึกเหมือนกระดูกของเธอถูกหลอมใหม่ด้วยความร้อนแรงของดวงดาว และความทรงจำของเธอก็ถูกกระชากออกไปทีละน้อยเหมือนเศษผ้าที่ถูกลมพายุพัดผ่าน

'อย่าปล่อยให้มันกลืนกินเจ้า...' เสียงหนึ่งดังขึ้นในมโนสำนึก แต่มันไม่ใช่เสียงของมนุษย์ มันเป็นเสียงที่เกิดจากการเสียดสีของโลหะและแรงสั่นสะเทือนของความถี่สูง ตัวตนลึกลับเบื้องบนยังคงเฝ้ามองอยู่ แสงสว่างจากดวงตาที่มองไม่เห็นนั้นกดทับลงมาบนความว่างเปล่า ราวกับจะสั่งให้ทุกสิ่งเข้าสู่ระเบียบที่สมบูรณ์แบบ ไร้ซึ่งความแปรปรวน ไร้ซึ่งอารมณ์ และไร้ซึ่งความโกลาหลที่งดงามของสิ่งมีชีวิต

Anwen หลับตาลง—หรืออย่างน้อยเธอก็เชื่อว่าเธอทำเช่นนั้นในสภาวะที่ประสาทสัมผัสพังทลาย—แล้วพยายามคว้าเอาเศษเสี้ยวของสิ่งที่เหลืออยู่ เธอคว้าเอาความทรงจำเกี่ยวกับกลิ่นของขนมปังอบใหม่ในโรงเตี๊ยม กลิ่นดินหลังฝนตกบนถนนหลวง และรสชาติขมปร่าของเบียร์ราคาถูกที่แขกมักจะสั่งมาดื่มแก้เหนื่อย เธอคว้าเอาเสียงหัวเราะแห้งๆ ของ Granny Nessa และความเงียบขรึมที่แสนอบอุ่นของ Fin ความทรงจำเหล่านี้คือสมอเรือเพียงอย่างเดียวที่ยึดเหนี่ยวไม่ให้จิตวิญญาณของเธอถูกดูดกลืนหายไปในกระแสธารแห่งความเป็นระเบียบที่ไร้ชีวิต

ทันใดนั้น ร่างกายครึ่งโลหะของเธอเริ่มเรืองแสงสีฟ้าจัดจ้าน รอยจารึกบนผิวหนังที่เคยเป็นเพียงรอยแผลเป็นกลับกลายเป็นวงจรที่ซับซ้อนและมีชีวิต มันเริ่มส่งเสียงคำรามเบาๆ ในความมืดมิด แรงดึงดูดจากแกนกลางพยายามจะดึงเธอเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของฟันเฟืองจักรวาล แต่ Anwen กลับใช้เจตจำนงที่เหลืออยู่ 'ต่อต้าน' เธอไม่ได้สู้ด้วยพละกำลัง แต่สู้ด้วยการปฏิเสธความสมบูรณ์แบบ เธอพยายามรักษาความไม่สมมาตร ความบกพร่อง และความเปราะบางของความเป็นมนุษย์เอาไว้

“ข้า... ไม่ใช่... เครื่องจักร...” เธอพยายามเค้นคำพูดออกมา แม้จะไม่มีปอดที่ทำหน้าที่หายใจอีกต่อไปแล้วก็ตาม

แรงสะท้อนกลับจากการปฏิเสธนั้นรุนแรงยิ่งกว่าเดิม รอยแยกมิติรอบตัวเธอเริ่มบิดเบี้ยวและแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ ราวกับกระจกที่ถูกค้อนยักษ์ทุบ แสงสว่างที่เคยส่องประกายอย่างเป็นระเบียบกลับกลายเป็นพายุแห่งเศษเสี้ยวความจริงที่กระจัดกระจาย ผู้รอดชีวิตที่ลอยคว้างอยู่รอบๆ ตัวเธอเริ่มส่งเสียงกรีดร้อง—ไม่ใช่เสียงกรีดร้องจากความเจ็บปวดทางกาย แต่เป็นเสียงกรีดร้องของจิตวิญญาณที่กำลังจะสูญเสียอัตลักษณ์ไปในกระแสของมิติ

ท่ามกลางความโกลาหลนั้น ตัวตนลึกลับเบื้องบนเริ่มเคลื่อนไหว ความกดดันที่เคยเป็นเพียงสายตาเฝ้ามองเริ่มเปลี่ยนเป็นแรงบดขยี้ที่จับต้องได้ แสงสว่างมหาศาลพุ่งลงมาจากเบื้องบนประดุจหอกแห่งทิพยอำนาจที่ต้องการจะตอกย้ำให้แกนกลางนี้กลายเป็นระเบียบที่สมบูรณ์ Anwen รู้สึกได้ว่าร่างกายของเธอกำลังถูกยืดออกและบีบอัดในเวลาเดียวกัน ความเป็นจริงรอบตัวเธอกำลังถูกเขียนขึ้นใหม่ด้วยกฎเกณฑ์ที่เธอไม่เข้าใจ

แต่แล้ว ในเสี้ยววินาทีที่เธอกำลังจะแตกสลาย Anwen พบเห็นบางอย่าง... มันไม่ใช่แสงสว่างที่บริสุทธิ์ แต่มันคือ 'รอยร้าว' ในแสงนั้น รอยร้าวเล็กๆ ที่เกิดจากความไม่สมบูรณ์ของพลังงานที่ปะทะกัน เธอเห็นว่าความมืดและความสว่างไม่ได้เป็นศัตรูกัน แต่มันคือสิ่งที่ต้องพึ่งพากันเพื่อสร้างความสมดุล เธอจึงตัดสินใจทำในสิ่งที่ขัดกับสัญชาตญาณการเอาตัวรอด แทนที่จะพยายามรักษาตัวตนไว้ในจุดที่ปลอดภัย เธอตัดสินใจ 'ส่ง' เจตจำนงที่เต็มไปด้วยความโกลาหลของมนุษย์เข้าไปในรอยร้าวแห่งระเบียบนั้น

เธอปลดปล่อยความทรงจำทั้งหมด—ความโกรธแค้นต่อความไม่ยุติธรรม ความเมตตาต่อคนแปลกหน้า ความกลัวต่อความตาย และความรักต่อบ้านที่พังทลาย—ให้ไหลทะลักเข้าไปในแกนกลางจักรวาลที่กำลังก่อตัว พลังงานที่เคยเป็นระเบียบเรียบง่ายเริ่มสั่นคลอน มันเริ่มมีจังหวะที่ผิดเพี้ยน มันเริ่มมีความ 'รู้สึก'

แรงระเบิดของเจตจำนงทำให้ความว่างเปล่าสั่นสะเทือนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ตัวตนลึกลับเบื้องบนดูเหมือนจะชะงักไปชั่วครู่ ความสมบูรณ์แบบที่มันพยายามจะสร้างถูกรบกวนด้วย 'เชื้อร้าย' แห่งความเป็นมนุษย์ที่ Anwen ส่งเข้าไป ร่างกายของเธอสั่นสะท้านอย่างรุนแรง แสงสีฟ้าจากรอยจารึกระเบิดออกเป็นคลื่นกระแทกที่ผลักดันทุกอย่างออกไปจากแกนกลาง

ท่ามกลางแสงสว่างที่บาดตาและเสียงกัมปนาทที่ไร้ที่มา Anwen เห็นภาพสุดท้ายก่อนที่สติจะดับวูบไป คือภาพของโลกที่กำลังเปลี่ยนไป—ไม่ใช่โลกที่กลายเป็นโลหะที่ตายสนิท และไม่ใช่โลกที่ยังคงเป็นเหมือนเดิม แต่มันคือโลกที่กำลังหลอมรวมกันระหว่างความแข็งแกร่งของจักรกลและความอ่อนไหวของสิ่งมีชีวิต โลกที่กำลังเต้นเป็นจังหวะที่คาดเดาไม่ได้

ความมืดมิดเข้าปกคลุมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ความมืดที่ว่างเปล่า มันคือความมืดที่ดูเหมือนจะกำลัง 'รอคอย' อะไรบางอย่าง และในความเงียบงันนั้น Anwen รู้สึกได้ว่าเธอไม่ได้อยู่เพียงลำพังในความมืดนี้อีกต่อไป

--- Anwen ต่อสู้กับแรงบดขยี้ของแกนกลางจักรวาลด้วยการใช้ความทรงจำและความเป็นมนุษย์ที่แปรปรวนเข้าไปแทรกแซงระเบียบที่สมบูรณ์แบบของตัวตนเบื้องบน จนเกิดการเปลี่ยนแปลงในจังหวะการก่อตัวของโลกใหม่