ตอนที่ 82 — แกนกลางที่สั่นสะเทือนและเสียงเพรียกแห่งนิรันดร์
ความเจ็บปวดไม่ได้เป็นเพียงความรู้สึก แต่มันคือแรงสั่นสะเทือนที่แผ่ซ่านไปตามโครงสร้างโลหะที่หลอมรวมเข้ากับเส้นประสาทของ Anwen ร่างกายของเธอไม่ใช่ของเธออีกต่อไป มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของจังหวะการเต้นของหัวใจจักรวาลที่กำลังก่อตัวขึ้นใหม่ในความว่างเปล่านี้ ทุกครั้งที่มิติรอบข้างบิดเบี้ยว รอยจารึกบนผิวหนังครึ่งโลหะของเธอก็จะเรืองแสงสีฟ้าจัดจ้าน ราวกับจะกรีดร้องออกมาเป็นแสงสว่างท่ามกลางความมืดมิดที่ไร้จุดสิ้นสุด
Anwen พยายามรวบรวมสติที่กระจัดกระจาย ความทรงจำของเธอเหมือนเศษกระจกที่ถูกโยนลงในน้ำวน เธอเห็นภาพใบหน้าของผู้รอดชีวิตที่ลอยคว้างอยู่รอบกาย พวกเขาไม่ได้ดูเหมือนมนุษย์อีกต่อไปในสายตาของเธอ แต่ดูเหมือนกลุ่มก้อนของเจตจำนงที่กำลังถูกดึงเข้าสู่แรงดึงดูดมหาศาล แรงดึงดูดที่ไม่ได้มาจากมวลสาร แต่มาจาก 'ความหมาย' ของการมีอยู่ ร่างกายของเธอรู้สึกหนักอึ้งด้วยความรู้ที่ไม่ได้ถูกเรียนรู้ แต่มันถูกประทับลงในรอยจารึก—ความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างของความเป็นจริง ความรู้เกี่ยวกับจุดสิ้นสุดและการเริ่มต้นใหม่
'อย่าปล่อยให้มันกลืนกินเจ้า...' เสียงหนึ่งดังขึ้นในหัวของเธอ มันไม่ใช่เสียงที่ได้ยินด้วยหู แต่เป็นเสียงที่สั่นสะเทือนผ่านกระดูกโลหะ 'จงรักษาเศษเสี้ยวแห่งความโกลาหลไว้ เพราะนั่นคือสิ่งเดียวที่ทำให้เจ้ายังเป็นเจ้า'
Anwen กัดฟันแน่น ความรู้สึกเจ็บปวดจากการถูกดึงเข้าสู่แกนกลางนั้นรุนแรงจนเธออยากจะตะโกน แต่มันไม่มีอากาศให้หายใจ ไม่มีเสียงให้เปล่งออกมา มีเพียงแรงสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านจากรอยจารึกไปสู่แกนกลางจักรวาลที่กำลังหมุนวน เธอรู้สึกได้ว่าเซลล์เนื้อเยื่อที่ยังเหลืออยู่ของเธอกำลังถูกยืดออก ถูกขยาย และถูกบีบอัดในเวลาเดียวกัน ร่างกายครึ่งโลหะของเธอกลายเป็นสะพานเชื่อมระหว่างความว่างเปล่าและจุดกำเนิดใหม่
เบื้องบน... เหนือขึ้นไปในความมืดที่ลึกซึ้งยิ่งกว่า เธอสัมผัสได้ถึง 'สายตา' นั้นอีกครั้ง มันไม่ใช่เพียงการเฝ้ามอง แต่มันคือการประเมินค่า ตัวตนลึกลับที่อยู่เหนือชั้นบรรยากาศและมิติ กำลังจ้องมองการก่อตัวของแกนกลางนี้อย่างสงบเงียบ ราวกับนักปราชญ์ที่กำลังเฝ้าดูการทดลองที่กำลังจะบรรลุผล Anwen รู้สึกว่าตัวตนนั้นไม่ได้มองเธอในฐานะสิ่งมีชีวิต แต่มองเธอในฐานะ 'ตัวแปร' หนึ่งในสมการอันยิ่งใหญ่ของจักรวาล
ทันใดนั้น แรงเหวี่ยงมหาศาลก็กระชากเธอไปอีกทิศทาง รอยแยกมิติที่เคยบิดเบี้ยวเริ่มควบแน่นกลายเป็นโครงสร้างที่ชัดเจนขึ้น มันไม่ใช่ความว่างเปล่าที่ไร้รูปทรงอีกต่อไป แต่มันคือโครงสร้างกึ่งชีวภาพที่ถักทอด้วยเส้นใยโลหะและแสงสว่างที่จับต้องได้ Anwen เห็นภาพเงาของโลก Alcoron ที่กำลังถูกจัดระเบียบใหม่ โลกที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกโลหะและโครงสร้างจักรกลที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว
'Mistress Anwen!' เสียงเรียกที่คุ้นเคยดังแว่วมาท่ามกลางเสียงคำรามของมิติ มันคือเสียงของ Fin หรืออาจจะเป็นใครบางคนในกลุ่มผู้รอดชีวิตที่พยายามตะเกียกตะกายเข้าหาเธอ แต่ระยะห่างระหว่างเธอกับพวกเขาดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ทุกครั้งที่เธอพยายามจะยื่นมือออกไป ร่างกายของเธอกลับถูกดึงเข้าสู่แกนกลางที่ลึกขึ้นเรื่อยๆ
ความขัดแย้งภายในจิตใจของเธอปะทุขึ้นอย่างรุนแรง ระหว่างสัญชาตญาณในการเอาชีวิตรอดเพื่อกลับไปสู่โรงเตี๊ยมที่พังทลาย กับหน้าที่อันยิ่งใหญ่ที่รอยจารึกกำลังยัดเยียดให้เธอ—การเป็นแกนกลาง การเป็นผู้รักษาความสมดุล หรืออาจจะเป็นผู้ทำลายล้าง หากเธอเลือกที่จะหลอมรวมเข้ากับระเบียบที่สมบูรณ์แบบเกินไป เธอจะสูญเสียความเป็นมนุษย์ไปตลอดกาล แต่หากเธอต่อต้าน เธออาจจะทำให้ทุกอย่างพังทลายลงสู่ความว่างเปล่าที่แท้จริง
'ข้าไม่ใช่เครื่องมือ...' Anwen พยายามตะโกนผ่านจิตวิญญาณ 'ข้าไม่ใช่กุญแจของใครทั้งนั้น!'
แรงต้านจากเจตจำนงของเธอทำให้รอยจารึกเรืองแสงเป็นจังหวะที่ผิดเพี้ยน มันไม่ได้ไหลลื่นไปตามจังหวะของแกนกลาง แต่มันกระตุกและสั่นไหวเหมือนคลื่นวิทยุที่ขาดหาย ส่งผลให้โครงสร้างมิติรอบตัวเธอเกิดรอยร้าวเล็กๆ แสงสีฟ้าจากร่างกายของเธอเริ่มกระจายออกไปเป็นเส้นสาย ราวกับใยแมงมุมที่พยายามจะถักทอความจริงส่วนตัวของเธอขึ้นมาใหม่ท่ามกลางความโกลาหล
ในชั่วขณะที่ความเจ็บปวดพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุด Anwen สัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่แปลกประหลาด มันไม่ใช่ความเจ็บปวด และไม่ใช่ความว่างเปล่า แต่มันคือ 'ความจำ' ของโลก—ความทรงจำของป่าไม้ที่เคยเขียวขจี ความทรงจำของหยาดฝนที่ตกลงบนถนนหลวง ความทรงจำของเสียงหัวเราะในโรงเตี๊ยมที่อบอุ่น ความทรงจำเหล่านี้ไหลผ่านรอยจารึกเข้ามาในหัวของเธอ ราวกับว่าแกนกลางกำลังพยายามจะดูดกลืนประวัติศาสตร์ของโลกเข้าไปเพื่อเป็นเชื้อเพลิงในการสร้างโลกใหม่
เธอต้องเลือก... เธอจะยอมให้ความทรงจำเหล่านี้ถูกเปลี่ยนเป็นเพียงรหัสข้อมูลในเครื่องจักร หรือเธอจะใช้มันเป็นพลังในการสร้างความโกลาหลที่งดงาม เพื่อให้โลกใหม่มีที่ว่างสำหรับชีวิตที่คาดเดาไม่ได้
ทันใดนั้น ร่างกายของเธอก็ถูกกระแทกด้วยบางสิ่งที่แข็งแกร่งและเย็นเยียบ มันไม่ใช่พลังงาน แต่มันคือ 'เจตจำนง' ของตัวตนเบื้องบนที่เริ่มแทรกแซงเข้ามาโดยตรง แรงกดดันนั้นมหาศาลจนทำให้ร่างครึ่งโลหะของเธอเริ่มแตกร้าว แสงสีฟ้าที่เคยสว่างไสวเริ่มหม่นแสงลงเมื่อเผชิญกับความเงียบงันอันทรงพลังจากเบื้องบน
'จงยอมรับระเบียบ...' เสียงนั้นไม่ได้ดังในหัวอีกต่อไป แต่มันดังขึ้นในทุกอณูของความจริงที่เธอกำลังสัมผัส 'จงหยุดการดิ้นรนที่ไร้ความหมาย และกลายเป็นส่วนหนึ่งของนิรันดร์'
Anwen รู้สึกได้ว่าสติของเธอกำลังจะหลุดลอยไป แต่ในวินาทีสุดท้ายก่อนที่ความมืดมิดจะครอบงำ เธอตัดสินใจทำในสิ่งที่เครื่องจักรไม่เคยคาดคิด เธอไม่ได้พยายามจะหยุดการหลอมรวม แต่เธอพยายามจะ 'แทรกแซง' มันด้วยความไม่สมบูรณ์แบบของมนุษย์ เธอใช้ความทรงจำที่เจ็บปวดที่สุด ความเศร้าที่ลึกที่สุด และความรักที่ไร้เหตุผลที่สุด ส่งผ่านเข้าไปในรอยจารึก เพื่อสร้าง 'ความผิดพลาด' ในระบบที่สมบูรณ์แบบนั้น
โลกทั้งใบสั่นสะเทือน รอยแยกมิติเริ่มแผ่ขยายออกราวกับผิวน้ำที่ถูกหินก้อนใหญ่ขว้างใส่ แสงสีฟ้าจากตัวเธอเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานสลับกับสีทอง รอยร้าวในมิติเริ่มกลายเป็นพายุที่บ้าคลั่ง และท่ามกลางพายุนั้น Anwen มองเห็นเงาร่างของใครบางคน—หรือบางสิ่ง—ที่กำลังร่วงหล่นลงมาจากเบื้องบน มุ่งตรงมายังจุดที่เธอกำลังจะกลายเป็นแกนกลาง
--- Anwen ต่อสู้กับแรงดึงดูดของแกนกลางจักรวาลที่กำลังเกิดใหม่ โดยพยายามรักษาเจตจำนงและตัวตนผ่านความทรงจำของมนุษย์ ท่ามกลางการแทรกแซงของตัวตนลึกลับจากเบื้องบนที่พยายามบังคับให้เธอเข้าสู่ระเบียบที่สมบูรณ์แบบ