← สารบัญตอน

โรงเตี๊ยมแห่งผู้แสวงบุญ

ตอนที่ 30ฟรี

ตอนที่ 30 — รอยร้าวในความเงียบและเสียงเพรียกจากใต้ดิน

กลิ่นไหม้ของไม้สนที่ถูกเผาจนเกรียมผสมปนเปไปกับกลิ่นอับชื้นของดินโคลนที่เพิ่งถูกพัดเข้ามาทางประตูโรงเตี๊ยม Anwen ยืนนิ่งอยู่หลังเคาน์เตอร์ไม้โอ๊กที่เต็มไปด้วยรอยขีดข่วน มือของเธอกำผ้าเช็ดโต๊ะไว้แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ความเงียบที่ปกคลุมโรงเตี๊ยมในยามนี้ไม่ใช่ความสงบ แต่มันคือความเงียบที่หนักอึ้งเหมือนมวลอากาศก่อนพายุจะซัดกระหน่ำ แรงสั่นสะเทือนจางๆ ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ใต้ฝ่าเท้าทำให้เธอรู้สึกคลื่นไส้ รอยจารึกที่ฝังลึกอยู่ใต้ผิวหนังตรงสีข้างเริ่มประท้วงด้วยความรู้สึกแสบร้อนราวกับมีเข็มพันเล่มทิ่มแทงอยู่ตลอดเวลา

“Mistress... ท่านโอเคไหม?” Fin เดินเข้ามาใกล้ เสียงของเด็กหนุ่มสั่นเครือ ใบหน้าของเขาเปื้อนเขม่าควันและเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ดวงตาของเขามองไปยังรอยร้าวขนาดใหญ่บนพื้นห้องโถงที่เพิ่งจะสมานตัวลงด้วยปาฏิหาริย์ที่น่ากลัวเกินกว่าจะอธิบายได้

“ข้าไม่เป็นไร Fin ไปช่วย Granny Nessa เก็บเศษแก้วในครัวเสียเถอะ” Anwen ตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามบังคับให้เรียบเฉยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เธอไม่อาจบอกเขาได้ว่าร่างกายของเธอกำลังกลายเป็นภาชนะที่บรรจุความบ้าคลั่งของยุคสมัยโบราณเอาไว้

เสียงเคาะประตูหน้าดังขึ้น—ไม่ใช่การเคาะเพื่อทักทาย แต่เป็นจังหวะที่หนักแน่นและเต็มไปด้วยอำนาจ มันคือเสียงของคนที่มาเพื่อทวงถาม ไม่ใช่เพื่อขอพักพิง Anwen สูดลมหายใจเข้าลึก พยายามสะกดกลั้นความเจ็บปวดที่แล่นพล่านไปตามกระดูกสันหลัง เธอเดินออกไปเผชิญหน้ากับสิ่งที่รออยู่เบื้องหลังบานประตูไม้หนา

เมื่อประตูเปิดออก ลมหนาวของปลายฤดูใบไม้ร่วงพัดกรรโชกเข้ามาพร้อมกับเงาร่างของกลุ่มคนในชุดคลุมสีเข้ม ผู้นำกลุ่มคือชายร่างสูงที่มีท่าทางสง่างามทว่าเยือกเย็น ดวงตาของเขาคมกริบราวกับใบมีดที่พร้อมจะกรีดผ่านทุกคำลวง เขาคือหนึ่งในกลุ่มคนที่ Anwen รู้สึกได้ว่าไม่ได้มาเพื่อจ่ายค่าอาหาร

“Mistress Anwen” ชายผู้นั้นเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาไม่มีความเกรงใจต่อเจ้าของสถานที่ “เรามาเพื่อรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับถนนหลวง และเพื่อตรวจสอบ... สิ่งที่อยู่ใต้ดินของท่าน”

“ถนนหลวงเสียหายเพราะแรงสั่นสะเทือนที่ไม่มีใครควบคุมได้ ไม่ใช่เพราะความประมาทของข้า” Anwen ตอบโต้ทันควัน สายตาของเธอไม่ได้หลบเลี่ยง “และหากท่านจะมาตรวจสอบโรงเตี๊ยมของข้า ท่านต้องมีหมายสั่งจากราชสำนัก ไม่ใช่เพียงแค่ท่าทางขุนนางที่แต่งตัวดี”

บรรยากาศในห้องโถงเริ่มตึงเครียดขึ้นทันที ชายปริศนาที่เคยปรากฏตัวเพื่อบอกความลับเรื่องรอยจารึกเดินออกมาจากมุมมืดของโถงทางเดิน เขาไม่ได้อยู่ฝ่ายขุนนาง และดูเหมือนจะไม่ได้อยู่ฝ่าย Anwen โดยสมบูรณ์ เขาเพียงแต่ยืนมองเหตุการณ์ด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก

“ความจริงมันไม่ได้อยู่ในกระดาษหรอก Mistress” ชายปริศนาเอ่ยแทรกขึ้น “มันอยู่ในจังหวะการเต้นของหัวใจที่ผิดเพี้ยนของโลกใบนี้ต่างหาก”

ทันใดนั้น พื้นดินใต้เท้าของทุกคนก็เริ่มสั่นสะเทือนอีกครั้ง แต่มันต่างจากครั้งก่อน ครั้งนี้มันไม่ใช่การระเบิดที่รุนแรง แต่มันคือการสั่นไหวที่เป็นจังหวะ สม่ำเสมอ ราวกับเสียงกลองศึกที่ดังมาจากก้นบึ้งของนรก เสียงนั้นดังสะท้อนขึ้นมาตามรอยร้าวที่ยังหลงเหลืออยู่ แขกที่หลบซ่อนอยู่ในมุมมืดเริ่มกระสับกระส่าย บางคนชักดาบออกมาเตรียมพร้อม ขณะที่ขุนนางลึกลับคนนั้นกลับยืนนิ่งราวกับกำลังรอคอยจังหวะนี้มานานแสนนาน

Anwen รู้สึกได้ว่ารอยจารึกบนตัวเธอกำลังเรืองแสงอ่อนๆ ภายใต้เสื้อผ้า ความร้อนนั้นเริ่มเปลี่ยนเป็นความหนาวเหน็บที่บาดลึกเข้าไปในวิญญาณ เธอเริ่มตระหนักว่าการเผชิญหน้าครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการปกป้องโรงเตี๊ยมจากการเก็บภาษีหรือการบุกรุกของทหาร แต่มันคือการยืนอยู่บนปากเหวของการล่มสลายที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ

“พวกท่านไม่ได้มาเพื่อตรวจสอบ...” Anwen พึมพำขณะมองเห็นเงาดำบางอย่างที่เริ่มเลื้อยคลานขึ้นมาจากรอยแยกบนพื้น “พวกท่านมาเพื่อรอให้มันตื่นขึ้นใช่ไหม?”

คำถามของเธอถูกตอบด้วยเสียงคำรามต่ำที่ดังมาจากใต้ดิน เสียงนั้นไม่ใช่เสียงของเครื่องจักร แต่มันคือเสียงของสิ่งมีชีวิตที่หิวโหยและรอคอยการตื่นจากการหลับใหลมานับพันปี แสงสีฟ้าจางๆ เริ่มลอดผ่านรอยแตกขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ได้มาพร้อมกับความสว่างไสว แต่มันมาพร้อมกับความมืดมิดที่กลืนกินแสงตะเกียงในโรงเตี๊ยมจนดับวูบลง

ในความมืดมิดที่ปกคลุม มีเพียงเสียงลมหายใจที่หอบถี่ของ Anwen และเสียงจังหวะการเต้นของเครื่องจักรโบราณที่ดังขึ้นเรื่อยๆ ราวกับจะกลบเสียงหัวใจของมนุษย์ให้สิ้นซาก

--- Anwen ต้องเผชิญหน้ากับการมาเยือนของกลุ่มขุนนางที่อ้างสิทธิ์ตรวจสอบความเสียหาย แต่ความจริงคือการรอคอยการตื่นขึ้นของบางสิ่งใต้ดิน ท่ามกลางแรงสั่นสะเทือนที่เป็นจังหวะและรอยจารึกที่เริ่มตอบสนองต่อความมืดมิดที่กำลังคืบคลานขึ้นมา