← สารบัญตอน

ตาชั่งแห่งโอ๊คเมียร์

ตอนที่ 74ฟรี

ตอนที่ 74 — พยานแห่งความเงียบงัน

ความหนาวเหน็บในเดือนฮาร์ธเวนไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของอุณหภูมิที่ลดต่ำลง แต่มันคือความเย็นยะเยือกที่ซึมลึกเข้าไปในจิตวิญญาณที่แตกสลาย อัลดริกยืนอยู่ท่ามกลางความเงียบที่หนักอึ้งเกินกว่าจะเป็นความสงบ มันคือความเงียบที่เกิดจากการสูญเสียเสียงของความเป็นมนุษย์ไปจนหมดสิ้น รอบกายเขาคือเศษซากของความจริงที่บิดเบี้ยว รอยแยกที่เคยส่งเสียงคำรามและกลืนกินทุกสิ่งบัดนี้สงบลงภายใต้พันธนาการแห่งความว่างเปล่าที่เขาใช้กักขังมันไว้ภายในตัวตน แต่ความสงบนั้นช่างหลอกลวง เพราะมันเป็นเพียงความเงียบก่อนพายุใหญ่ที่กำลังก่อตัวขึ้นจากทัศนคติของเหล่าผู้พิทักษ์ดั้งเดิม

เขารู้สึกถึงสายตาหลายคู่ที่จับจ้องมาจากเงามืด สายตาที่ไม่ใช่ของมนุษย์ ไม่ใช่ของทหารหลวงที่โลภโมโทสัน แต่เป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความพิพากษา เหล่าผู้พิทักษ์ดั้งเดิม (The Primordial Wardens) ปรากฏกายขึ้นราวกับเป็นส่วนหนึ่งของบรรยากาศที่บิดเบี้ยว พวกเขาไม่ได้เดินมาตามถนน ไม่ได้ก้าวผ่านรอยแยก แต่ดูเหมือนจะ 'ปรากฏ' ขึ้นจากความว่างเปล่าที่อัลดริกสร้างไว้ ร่างสูงโปร่งในชุดเกราะที่ดูเหมือนหลอมมาจากหินและแสงดาวที่หม่นแสง ยืนล้อมรอบเขาไว้ในระยะที่ใกล้พอจะสัมผัสได้ถึงรังสีแห่งอำนาจที่กดทับลงมา

“เจ้าทำลายสมดุลเพื่อสร้างคุก” เสียงหนึ่งดังขึ้น มันไม่ใช่เสียงที่ผ่านโสตประสาท แต่มันสั่นสะเทือนอยู่ในความว่างเปล่าภายในอกของอัลดริก “เจ้าไม่ได้ปกป้องโลก เจ้าเพียงแต่เปลี่ยนโลกให้กลายเป็นกรงขังที่เดินได้”

อัลดริกไม่ได้ตอบโต้ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีหรือความกลัวที่เคยขับเคลื่อนเขาในฐานะลอร์ดแห่งโอ๊คเมียร์ได้มลายหายไปพร้อมกับความทรงจำและอารมณ์ สิ่งที่หลงเหลืออยู่มีเพียง 'หน้าที่' และ 'ความเที่ยงตรง' ที่ถูกสลักไว้ในแก่นแท้ของตัวตนที่เหลืออยู่ เขามองดูผู้พิทักษ์เหล่านั้นด้วยดวงตาที่ไร้แวว มันว่างเปล่าและลึกซึ้งราวกับหลุมดำที่พร้อมจะกลืนกินแสงสว่างทุกชนิดที่พุ่งเข้าหา

“หน้าที่ของข้าคือการรักษาความสมดุล” อัลดริกตอบออกไป คำพูดของเขาดูแห้งแล้งและไร้ชีวิตชีวา ราวกับเสียงของเครื่องจักรที่ทำงานอยู่ในห้องโถงร้าง “หากความสมดุลหมายถึงการปล่อยให้รอยแยกกลืนกินความจริง ข้าก็จะเลือกการกักขัง”

หนึ่งในผู้พิทักษ์ก้าวออกมาข้างหน้า ดาบในมือของเขาไม่ได้ทำจากเหล็ก แต่มันดูเหมือนเป็นรอยแยกของมิติที่ถูกบีบอัดจนกลายเป็นคมดาบ “เจ้าไม่เข้าใจ อัลดริก... การกักขังความบิดเบี้ยวไว้ในตัวตนที่เปราะบางเช่นนี้ ไม่ใช่การรักษาความสมดุล แต่มันคือการเพาะเชื้อร้าย สิ่งที่เจ้ากักขังไว้กำลังเรียนรู้ที่จะเติบโตไปพร้อมกับเจ้า และเมื่อวันนั้นมาถึง เจ้าจะไม่ใช่ผู้พิทักษ์ แต่จะเป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบที่แท้จริง”

ความขัดแย้งในใจที่เขาควรจะมีกลับไม่มีอยู่จริง อัลดริกรับรู้เพียงข้อมูล ความจริงที่ว่าเขากำลังถูกคุกคาม และความจริงที่ว่าสิ่งที่เขาทำนั้นมีเหตุและผลในเชิงตรรกะของความว่างเปล่า เขาเห็นภาพของโอ๊คเมียร์ที่อยู่ไกลออกไป เมืองที่ครั้งหนึ่งเขาเคยรัก เมืองที่เขาสัญญาว่าจะดูแลตาชั่งข้าวให้เที่ยงตรง แต่บัดนี้เขาไม่สามารถกลับไปยืนอยู่ท่ามกลางกลิ่นข้าวและเสียงหัวเราะของชาวเมืองได้อีกแล้ว เขาเป็นสิ่งแปลกปลอม เป็นสิ่งผิดปกติที่ทั้งโลกเบื้องบนและโลกเบื้องล่างต่างหวาดกลัว

ในขณะที่การเผชิญหน้ากับผู้พิทักษ์กำลังดำเนินไปอย่างตึงเครียด อัลดริกสัมผัสได้ถึงบางอย่างที่ผิดปกติภายในกรงขังของเขา สิ่งลี้ลับที่ถูกกักเก็บไว้ไม่ได้นิ่งเฉย แต่มันกำลัง 'เต้น' มันสั่นไหวตามจังหวะการหายใจที่แผ่วเบาของเขา มันพยายามจะสื่อสารผ่านความว่างเปล่า มันไม่ได้พยายามจะพังออกมา แต่กำลังพยายามจะ 'หลอมรวม' เข้ากับเขาอย่างแนบเนียนยิ่งกว่าเดิม

“เจ้ากำลังจะกลายเป็นพวกเขา” ผู้พิทักษ์อีกคนกล่าวขึ้น ร่างนั้นขยับเข้ามาใกล้จนอัลดริกเห็นเงาสะท้อนของตัวเองในเกราะของพวกเขา—เงาของชายที่ดูเหมือนมนุษย์ แต่ดวงตากลับเป็นหลุมดำที่ไร้ก้นบึ้ง “เจ้าคิดว่าเจ้าควบคุมมันได้ แต่ความจริงคือมันกำลังใช้เจ้าเป็นสะพานที่มองไม่เห็น เพื่อสร้างโลกใหม่ที่ไม่มีที่ว่างสำหรับมนุษย์”

อัลดริกนิ่งเงียบ เขาพยายามใช้ความว่างเปล่าในจิตใจสร้างปราการกั้นการแทรกซึมนั้น แต่มันยากขึ้นทุกที ราวกับว่ากำแพงที่เขาสร้างขึ้นกำลังค่อยๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งลี้ลับเหล่านั้น เขาเริ่มตระหนักว่าการต่อสู้ครั้งนี้ไม่ใช่การสู้กับศัตรูภายนอก แต่มันคือการสู้กับ 'การเปลี่ยนแปลง' ของตัวตนเองที่ไม่มีวันย้อนกลับ

ทันใดนั้น พื้นดินใต้เท้าของเขาสั่นสะเทือนอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่แรงสั่นสะเทือนจากกลไกโบราณหรือรอยแยก แต่มันคือแรงสั่นสะเทือนจากเจตจำนงของเหล่าผู้พิทักษ์ดั้งเดิมที่กำลังตัดสินใจ พวกเขาไม่ได้มาเพื่อเจรจา แต่พวกเขามาเพื่อประเมินว่า 'สิ่งแปลกปลอม' อย่างอัลดริกควรจะถูกกำจัดทิ้งเสียตอนนี้ หรือควรจะปล่อยให้เขาเป็นระเบิดเวลาที่รอวันระเบิด

“หากเจ้าปฏิเสธที่จะสลายไปพร้อมกับความผิดพลาดนี้ เราจะทำหน้าที่ของพวกเรา” ผู้พิทักษ์ผู้นำกล่าว คมดาบมิติเริ่มส่องแสงสีหม่นที่น่าสะพรึงกลัว “เพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของโลก เราต้องกำจัดสิ่งที่แปดเปื้อน แม้สิ่งนั้นจะเป็นผู้ที่อ้างว่าทำเพื่อความสมดุลก็ตาม”

อัลดริกยืนหยัดอยู่ตรงนั้น ท่ามกลางวงล้อมของพลังงานที่สามารถลบเลือนตัวตนของเขาได้ในพริบตา เขาไม่มีอาวุธ ไม่มีกองทหาร ไม่มีแม้แต่ความกลัวที่จะใช้เป็นแรงขับเคลื่อน มีเพียงความเที่ยงตรงที่เย็นเยียบในใจ เขาตัดสินใจแล้วว่าหากเขาต้องเป็นกรงขัง เขาก็จะเป็นกรงขังที่แข็งแกร่งที่สุด แม้ว่าเขาจะต้องเผชิญหน้ากับผู้พิทักษ์โลกเพื่อรักษาความลับของสิ่งที่อยู่ภายในตัวเขาก็ตาม

การปะทะกันระหว่างเจตจำนงของมนุษย์ที่สูญเสียความเป็นมนุษย์ กับกฎเกณฑ์ดั้งเดิมของจักรวาลกำลังจะเริ่มต้นขึ้น ในขณะที่ในส่วนลึกที่สุดของความว่างเปล่า เสียงกระซิบจากสิ่งลี้ลับก็ดังขึ้นอย่างชัดเจนเป็นครั้งแรก... มันไม่ใช่เสียงคำราม แต่มันคือเสียงหัวเราะที่แผ่วเบาและเยือกเย็น ราวกับมันได้รับชัยชนะไปครึ่งหนึ่งแล้ว

--- อัลดริกเผชิญหน้ากับเหล่าผู้พิทักษ์ดั้งเดิมที่มาเพื่อตัดสินว่าเขาควรถูกกำจัดในฐานะสิ่งแปลกปลอมที่อันตราย หรือจะปล่อยให้เขาเป็นกรงขังที่พร้อมจะระเบิดหายนะออกมา