ตอนที่ 73 — พินัยกรรมแห่งความว่างเปล่า
ความเงียบในโอ๊คเมียร์ยามนี้มิใช่ความเงียบสงบของหมู่บ้านชายแดนที่หลับใหล แต่มันคือความเงียบที่หนักอึ้งราวกับถูกทับด้วยตะกั่ว อัลดริกยืนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของโรงสีที่เคยเป็นหัวใจของเมือง กลิ่นอายของดินชื้นและเศษไม้ที่ไหม้เกรียมลอยอบอวลอยู่ในอากาศที่เย็นเยียบจนแสบปอด เขามองดูมือของตนเอง—มือที่ครั้งหนึ่งเคยใช้ชั่งตวงข้าวด้วยความเที่ยงตรง บัดนี้มันดูแปลกปลอม ผิวหนังซีดเผือดและเรียบเนียนจนดูเหมือนแกะสลักจากหินอ่อนที่ไร้ชีวิต รอยแผลเป็นจากความร้อนและรอยแตกจากการทำงานหนักเลือนหายไป แทนที่ด้วยความว่างเปล่าที่กัดกินลึกเข้าไปถึงจิตวิญญาณ
เขารู้สึกได้ถึงการมีอยู่ของ 'พวกเขา' เหล่าผู้พิทักษ์ดั้งเดิม (The Primordial Wardens) ที่ยืนเฝ้ามองอยู่ตามขอบมิติที่บิดเบี้ยว พวกเขาไม่ได้ปรากฏกายในรูปของมนุษย์ แต่เป็นเพียงความรู้สึกถึงอำนาจที่เก่าแก่และเย็นชาที่กดทับลงบนไหล่ของเขา อัลดริกไม่ได้กลัว... ความกลัวเป็นอารมณ์ของสิ่งมีชีวิตที่มีเลือดเนื้อ มีความปรารถนา และมีความกังวลต่ออนาคต แต่สิ่งที่เหลืออยู่ในตัวเขามีเพียงหน้าที่และการประคองสมดุลที่บิดเบี้ยวนี้ไว้ในกรงขังแห่งความว่างเปล่า
“ท่านลอร์ด... อัลดริก...” เสียงเรียกนั้นแหบพร่าและสั่นเครือ
อัลดริกหันไปมองช้าๆ การเคลื่อนไหวของเขาดูราบเรียบจนน่าขนลุก คาเอลยืนอยู่ไม่ไกลนัก ใบหน้าของหลานชายเต็มไปด้วยคราบเขม่าและน้ำตา ดวงตาที่เคยสดใสและเต็มไปด้วยความฉลาดหลักแหลมบัดนี้สั่นระริกด้วยความหวาดกลัว ไม่ใช่กลัวความพินาศของเมือง แต่กลัวสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเขา—ชายที่เขาเคยเรียกว่าลุง แต่บัดนี้ดูเหมือนหลุมดำที่เดินได้
“เจ้าควรไปที่ป่าทางทิศตะวันออก” อัลดริกตอบ เสียงของเขาไม่มีกระแสอารมณ์ใดๆ มันราบเรียบเหมือนเสียงลมที่พัดผ่านซอกหิน “ที่นั่นปลอดภัยกว่าที่นี่”
“ปลอดภัยหรือ? ท่านพูดเรื่องอะไร!” คาเอลตะโกนก้อง ความโกรธแค้นเริ่มฉายชัดบนใบหน้า “เมืองกำลังจะตาย! รอยแยกนั่น... สิ่งที่ท่านกักขังไว้ในตัวท่าน... มันกำลังทำให้ทุกอย่างผิดเพี้ยนไปหมด! ท่านไม่ได้ช่วยเรา ท่านแค่กำลังเปลี่ยนเราให้กลายเป็นบางอย่างที่ไม่ใช่คน!”
อัลดริกนิ่งเงียบ เขาไม่ได้โต้ตอบด้วยเหตุผลหรือคำปลอบโยน เพราะเขาไม่มีสิ่งเหล่านั้นเหลือพอจะมอบให้ได้อีกแล้ว ความจริงที่เขาแบกรับไว้คือเขาสามารถมองเห็นเส้นใยแห่งความเป็นจริงที่กำลังถูกฉีกขาด เขาเห็นรอยร้าวที่แผ่ขยายออกจากตัวเขาไปสู่พื้นดินโอ๊คเมียร์ ทุกครั้งที่เขาหายใจ โลกเบื้องบนจะสั่นสะเทือนเล็กน้อย ราวกับว่าเขากำลังสูบเอาความหมายของตัวตนไปหล่อเลี้ยงกรงขังที่เขาสร้างขึ้น
ทันใดนั้น บรรยากาศรอบข้างก็บิดเบี้ยว แสงสว่างจากขอบฟ้าที่ควรจะเป็นสีส้มยามเย็นกลับกลายเป็นสีม่วงคล้ำที่ดูไม่เป็นธรรมชาติ เงาของต้นไม้ที่หักโค่นเริ่มขยับเขยื้อนเองได้ ราวกับพวกมันมีเจตจำนงในการเลื้อยคลานเข้าหาความว่างเปล่าในตัวอัลดริก อัลดริกสัมผัสได้ถึงแรงดึงดูดมหาศาลจากภายในอก มันไม่ใช่ความเจ็บปวดทางกาย แต่เป็นความรู้สึกของการถูกลบเลือน สิ่งลี้ลับที่เขาขังไว้กำลังขูดขีดผนังแห่งความว่างเปล่า พยายามจะหาช่องโหว่เพื่อพุ่งทะยานออกมาสู่โลกที่เปราะบางนี้อีกครั้ง
“มันกำลังจะหลุดออกมา...” อัลดริกพึมพำกับตัวเอง สายตาของเขาจับจ้องไปที่รอยแยกบนพื้นดินที่ยังคงเต้นเป็นจังหวะชีพจรเดียวกับหัวใจที่หยุดเต้นไปแล้วของเขา
ในขณะนั้นเอง เงาร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นจากม่านหมอกที่บิดเบี้ยว ไม่ใช่ทหารหลวงของเซอร์กัลเลน และไม่ใช่ชาวเมืองโอ๊คเมียร์ แต่เป็นร่างสูงสง่าในชุดคลุมที่ดูเหมือนถักทอมาจากแสงดาวที่ดับสูญ หนึ่งในผู้พิทักษ์ดั้งเดิมได้ก้าวข้ามพรมแดนมาเผชิญหน้ากับเขาโดยตรง
“เจ้าคือความผิดพลาดที่สวยงาม อัลดริก” เสียงนั้นไม่ได้ดังผ่านหู แต่ดังก้องอยู่ในมโนสำนึกที่ว่างเปล่าของเขา “เจ้าพยายามรักษาโลกด้วยการทำให้มันกลายเป็นสุสานที่เงียบงัน เจ้าคิดว่าการกักขังสิ่งนั้นไว้ในตัวเจ้าจะทำให้มันหายไปงั้นหรือ? เปล่าเลย... เจ้าเพียงแค่กำลังสร้างจุดศูนย์กลางของพายุที่วันหนึ่งจะกลืนกินทุกสิ่ง แม้แต่ความเที่ยงตรงที่เจ้าภาคภูมิใจ”
อัลดริกมองดูผู้พิทักษ์นั้นด้วยสายตาที่ว่างเปล่าพอๆ กัน “หากความเที่ยงตรงหมายถึงการยอมรับว่าโลกนี้บิดเบี้ยวไปแล้ว ข้าก็จะยอมรับมัน... และข้าจะยืนอยู่ตรงนี้ เพื่อให้แน่ใจว่าความบิดเบี้ยวนั้นจะไม่ล้นทะลักออกไปมากกว่านี้”
เขารู้ดีว่านี่คือคำประกาศศึกกับโชคชะตา เขาไม่ได้สู้เพื่อชัยชนะ แต่สู้เพื่อการคงอยู่ของสิ่งที่เรียกว่า 'ปกติ' แม้ว่าตัวเขาเองจะไม่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของความปกตินั้นได้อีกต่อไป
คาเอลที่มองดูเหตุการณ์อยู่ไกลๆ เริ่มถอยหลังหนี ความรู้สึกที่เขามีต่อลุงของเขาเปลี่ยนจากความสงสารเป็นความหวาดกลัวอย่างสุดซึ้ง เขาเห็นอัลดริกเริ่มจมหายไปในเงามืดที่แผ่ออกมาจากใต้เท้าของตนเอง เมืองโอ๊คเมียร์ที่เขาเคยรู้จักกำลังเลือนหายไป กลายเป็นเพียงฉากหลังที่พร่าเลือนของตัวตนที่กำลังเปลี่ยนผ่าน
อัลดริกหลับตาลง พยายามรวบรวมเศษเสี้ยวของเจตจำนงที่เหลืออยู่เพื่อกดทับรอยร้าวที่กำลังจะระเบิดออกในจิตใจ เขาต้องทำหน้าที่เป็นตาชั่งที่นิ่งสนิทที่สุด ท่ามกลางพายุที่กำลังจะมาถึง โดยไม่สนว่าตัวเขาเองจะถูกบดขยี้จนไม่เหลือเค้าเดิมก็ตาม
--- อัลดริกเผชิญหน้ากับความโดดเดี่ยวในฐานะสิ่งแปลกปลอมที่ต้องกักขังหายนะไว้ในตัวตน ขณะที่ผู้พิทักษ์ดั้งเดิมปรากฏตัวขึ้นเพื่อเตือนถึงจุดจบที่เขาอาจเป็นผู้สร้าง