← สารบัญตอน

ตาชั่งแห่งโอ๊คเมียร์

ตอนที่ 36ฟรี

ตอนที่ 36 — เถ้าถ่านและเศษเสี้ยวของความจริง

กลิ่นไหม้ของดินที่ถูกกวนขึ้นมาใหม่ผสมกับกลิ่นเย็นเยียบของหิมะที่เริ่มโปรยปรายลงมาปกคลุมซากปรักหักพัง อัลดริกนั่งคุกเข่าอยู่บนขอบเหวที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นทางเดินเข้าสู่โรงสีอันสงบสุข บัดนี้มันกลายเป็นปากทางสู่ความมืดมิดที่ไร้ก้นบึ้ง เสียงลมหวีดหวิวที่ลอดผ่านรอยแยกไม่ได้ฟังดูเหมือนลมธรรมชาติ แต่มันคล้ายกับเสียงลมหายใจที่ขาดห้วงของสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาที่กำลังพยายามจะหยัดยืนขึ้นจากความหลับใหล

สายตาของเขาพร่าเลือนด้วยฝุ่นละอองและคราบเขม่า แขนทั้งสองข้างสั่นเทาจนควบคุมไม่ได้ ไม่ใช่เพียงเพราะความเหนื่อยล้าจากการพยายามกู้คืนกลไก แต่เป็นเพราะความว่างเปล่าที่เขาเพิ่งประจักษ์ สายตาของเขาเลื่อนไปมองจุดที่เซอร์กัลเลนและกองทหารหลวงเพิ่งหายลับไปในรอยแยกเมื่อครู่—ไม่ใช่การหายไปอย่างมีระเบียบ แต่เป็นการถูก 'กลืน' กินไปอย่างฉับพลันเหมือนเม็ดทรายที่ถูกซัดลงในหลุมทรายที่มองไม่เห็น เสียงเกราะเหล็กที่กระทบกันดังเคร้งคร้างเพียงชั่วอึดใจก่อนจะถูกความเงียบที่น่าอึดอัดเข้าครอบงำ

“ท่านลอร์ด... ท่านยังอยู่ตรงนั้นใช่ไหม?” เสียงของเอลิดี้ดังขึ้นจากทางด้านหลัง มันแหบพร่าและเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกที่พยายามจะสะกดไว้ เธอเดินฝ่าละอองหิมะเข้ามาหาเขา ร่างกายของเธอเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นดินและมีรอยถลอกที่แก้ม ดวงตาของหลวงสาวที่เคยเต็มไปด้วยความลับและการคำนวณ บัดนี้กลับสั่นระริกด้วยความหวาดกลัวที่แท้จริง

อัลดริกไม่ได้ตอบในทันที เขาเพียงแต่ชี้นิ้วที่สั่นเทาไปยังความมืดเบื้องล่าง “พวกเขาไม่อยู่แล้ว เอลิดี้... พวกเขาไม่อยู่แล้ว”

“พวกทหารน่ะเหรอ?” เธอถามพลางก้าวเข้ามาใกล้ขอบเหว แต่แล้วเธอก็ต้องชะงักเมื่อเห็นความลึกที่แท้จริงของมัน รอยแยกนี้ไม่ได้เป็นเพียงรูโหว่บนพื้นดิน แต่มันคือบาดแผลที่ฉีกกระชากความเป็นจริงออกเป็นสองส่วน แสงสีฟ้าจางๆ ที่เคยส่องสว่างอย่างสงบ บัดนี้กลายเป็นประกายไฟที่กระพริบถี่รัวเหมือนชีพจรที่กำลังเต้นผิดจังหวะ

“มันไม่ใช่แค่รอยแยก” อัลดริกพูดด้วยน้ำเสียงที่แห้งผากเหมือนเศษกระดาษเก่า “มันคือการเรียกคืน... ผู้เฝ้าประตูไม่ได้แค่ตื่นขึ้น แต่มันกำลังทวงคืนพื้นที่ของมัน สิ่งที่เซอร์กัลเลนพยายามจะครอบครอง... มันไม่ใช่ทองคำหรืออำนาจ แต่มันคือรากฐานที่มนุษย์ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว”

เขานึกถึงอักขระที่เขาพบใต้ดิน อักขระที่เตือนถึงการตื่นขึ้นของสิ่งที่เป็นทั้งผู้ปกป้องและผู้ทำลาย ในขณะที่เขากำลังจะพูดต่อ แรงสั่นสะเทือนเบาๆ ก็เกิดขึ้นอีกครั้ง แต่มันต่างจากครั้งก่อนๆ ครั้งนี้มันไม่ได้มาเป็นระลอกคลื่น แต่มันมาเป็นจังหวะที่หนักแน่นและมั่นคง เหมือนเสียงฝีเท้าของยักษ์ที่กำลังเดินวนเวียนอยู่ใต้ฝ่าเท้าของพวกเขา

“เราต้องแจ้งชาวเมือง” เอลิดี้พยายามดึงสติเขา “ถ้าพวกเขารู้ว่ารอยแยกนี้อาจขยายตัว... โอ๊คเมียร์จะกลายเป็นเมืองร้างในชั่วข้ามคืน”

“แจ้งไปก็ไร้ประโยชน์” อัลดริกแค่นหัวเราะอย่างขมขื่น “คนจะมองว่าเราโกหก หรือไม่ก็มองว่าเราเป็นต้นเหตุที่ทำให้ปีศาจตื่นขึ้น ดูสิ... แม้แต่ตาชั่งหลวงยัง...” เขาเงยหน้าขึ้นมองยอดหอคอยที่ตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกล ตาชั่งทองเหลืองขนาดใหญ่ที่ควรจะเป็นสัญลักษณ์ของความเที่ยงตรง บัดนี้มันเอียงกะเท่เล่และสั่นไหวอย่างน่าสยดสยอง ราวกับว่าโลกทั้งใบกำลังสูญเสียความสมดุลไปพร้อมกับเครื่องจักรที่อยู่เบื้องล่าง

ทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางเสียงลม มันไม่ใช่เสียงคำราม แต่เป็นเสียงกระซิบที่ดังมาจากทิศทางของรอยแยก เสียงนั้นไม่ได้เข้าทางหู แต่เหมือนมันดังขึ้นภายในกะโหลกศีรษะของเขาโดยตรง มันเป็นเสียงที่เย็นเยียบและไร้ซึ่งอารมณ์ แต่มันมีความหมายที่สั่นคลอนจิตวิญญาณ

‘สมดุล... แลกเปลี่ยน... ความเที่ยงตรง...’

อัลดริกสะดุ้งโหยง ถอยกรูดจนเกือบเสียหลัก เอลิดี้มองเขาด้วยความฉงน “ท่านลอร์ด? ท่านได้ยินอะไรหรือเปล่า?”

“มัน... มันเรียกหาความเที่ยงตรง” อัลดริกพึมพำ เขาเริ่มตระหนักถึงความจริงที่น่ากลัวยิ่งกว่าความตาย คือการที่เขาไม่ได้เป็นเพียงผู้ดูแลตาชั่งข้าวอีกต่อไป แต่เขาอาจเป็นฟันเฟืองเดียวที่เหลืออยู่ในการรักษาสมดุลระหว่างมิติที่กำลังฉีกขาดนี้ หากตาชั่งในมือของเขาไม่สามารถวัดค่าความถูกต้องได้ โลกเบื้องล่างก็จะฉีกกระชากโลกเบื้องบนจนไม่เหลือซาก

เขามองไปที่มือของตนเองที่เปื้อนไปด้วยดินและเลือด เขาเห็นความอ่อนล้าที่ฝังลึกในดวงตาของชายวัยกลางคนผู้ที่เคยเพียงต้องการชีวิตที่สงบสุขในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ แต่ตอนนี้ ความเงียบสงบนั้นได้ตายไปพร้อมกับกองทหารหลวงแล้ว

“เอลิดี้ ฟังฉันนะ” อัลดริกพูดด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป มันมีความเด็ดเดี่ยวที่เขาไม่เคยใช้มาก่อน “เธอต้องไปหาคาเอล บอกเขาให้รวบรวมผู้ใหญ่ในเมือง และพาผู้คนออกไปให้ไกลจากเขตโรงสีที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่าบอกเรื่องผู้เฝ้าประตู ให้บอกแค่ว่าดินถล่ม... บอกว่ามันคือภัยธรรมชาติ อย่าให้ความตื่นตระหนกกลายเป็นเชื้อไฟให้ความโกลาหล”

“แล้วท่านล่ะ?” เอลิดี้ถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

อัลดริกมองลงไปในรอยแยกที่มืดมิด แสงสีฟ้าจางๆ เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มเหมือนเลือดที่กำลังเดือดพล่าน “ฉันต้องลงไป... ไม่ใช่เพื่อไปช่วยทหารพวกนั้น แต่เพื่อไปดูว่าสิ่งที่ตื่นขึ้นมา... มันต้องการอะไรจากเรากันแน่”

เขาลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก ความเจ็บปวดแล่นริ้วไปตามแนวกระดูกสันหลัง แต่เขารู้ดีว่าหากเขาไม่ทำตอนนี้ สิ่งที่เขาจะเห็นในวันพรุ่งนี้ อาจไม่ใช่แสงตะวันของเช้าวันใหม่ แต่เป็นเถ้าถ่านของโลกที่พังทลายลงมา

ขณะที่เอลิดี่วิ่งหายไปในม่านหิมะ อัลดริกก็ยืนอยู่เพียงลำพังท่ามกลางความอ้างว้างของโอ๊คเมียร์ที่กำลังจะสูญสิ้น เขาหยิบเศษโลหะชิ้นหนึ่งที่ร่วงหล่นมาจากกลไกขึ้นมาดู มันคือชิ้นส่วนเล็กๆ จากตาชั่งหลวงที่แตกหัก และเมื่อเขาสัมผัสมัน เขาก็รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนที่ส่งตรงมาจากใจกลางโลก... แรงสั่นสะเทือนที่กำลังบอกว่า เวลาแห่งการชั่งน้ำหนักระหว่างความเป็นและความตายได้เริ่มขึ้นแล้ว

--- อัลดริกเผชิญกับความสิ้นหวังหลังเห็นกองทหารหลวงถูกรอยแยกกลืนกิน และตระหนักว่าเขาต้องรับภาระในการรักษาความสมดุลระหว่างโลกเบื้องบนและกลไกโบราณที่กำลังคลุ้มคลั่ง