ตอนที่ 35 — เสียงกัมปนาทแห่งผู้เฝ้าประตู
ความเงียบสงัดที่เคยเป็นเอกลักษณ์ของโอ๊คเมียร์ถูกฉีกกระชากออกด้วยเสียงคำรามที่ไม่ได้มาจากท้องฟ้า แต่มันพุ่งทะยานขึ้นมาจากลึกลงไปใต้ฝ่าเท้า ราวกับโลกทั้งใบกำลังขยับเขยื้อนเพื่อขย้อนสิ่งแปลกปลอมออกมา อัลดริกทรุดตัวลงคุกเข่า มือทั้งสองข้างตะปบลงบนพื้นหินที่เย็นเยียบแต่กลับสั่นสะท้านด้วยแรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงเกินกว่าแผ่นดินไหวครั้งใดที่เขาเคยรู้จัก แรงสั่นนี้ไม่ใช่จังหวะชีพจรที่สม่ำเสมอเหมือนครั้งก่อน แต่มันคือความเกรี้ยวกราด มันคือเสียงกรีดร้องของเหล็กกล้าและหินผาที่กำลังถูกบดขยี้
"ถอยออกไป! ทุกคนถอยออกไปจากทางเข้าใต้ดินเดี๋ยวนี้!" อัลดริกตะโกนสุดเสียงแข่งกับเสียงครืนครั่นที่ดังกึกก้องจนหูอื้ออึง ใบหน้าของเขาเปื้อนไปด้วยฝุ่นผงจากเพดานที่เริ่มปริร้าว เหงื่อกาฬไหลซึมตามไรผมแม้ในอากาศที่หนาวเหน็บของเดือนสโนว์เรน เขามองเห็นเซอร์กัลเลนที่ยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางความโกลาหล แสงจากคบไฟในมือทหารหลวงวูบวาบไปมาตามแรงสั่นสะเทือน ใบหน้าของอัศวินหนุ่มไม่ได้แสดงความหวาดกลัว แต่มันกลับเต็มไปด้วยความกระหายใคร่รู้ที่น่าสะพรึงกลัว ดวงตาของเขามองลึกลงไปในรอยแยกที่กำลังขยายตัว ราวกับมองเห็นขุมทรัพย์ที่ยิ่งใหญ่กว่าทองคำมหาศาล
"มันคืออะไร อัลดริก?" เซอร์กัลเลนถาม เสียงของเขาแหบพร่าแต่ทรงพลัง เขาพยายามทรงตัวท่ามกลางพื้นดินที่เคลื่อนไหว "สิ่งที่เจ้าพยายามปกปิดไว้... มันคือสิ่งนี้ใช่หรือไม่? พลังที่สั่นสะเทือนอาณาจักรได้ทั้งแถบ!"
"มันไม่ใช่สมบัติ!" อัลดริกคำราม ตอบโต้ด้วยความโกรธที่ผสมปนเปกับความสิ้นหวัง "มันคือผู้เฝ้าประตู! สิ่งที่ถูกกักขังไว้เพื่อรักษาความสมดุล ไม่ใช่เพื่อถูกปลุกขึ้นมาด้วยความโลภของพวกท่าน!"
ทันใดนั้น แรงกระแทกมหาศาลก็ซัดเข้าที่ฐานของตาชั่งหลวง เสียงโลหะหนักอึ้งบิดเบี้ยวดังสนั่นหวั่นไหว ราวกับยักษ์ใหญ่กำลังพยายามพังประตูบ้าน อัลดริกเห็นรอยแยกใต้ดินขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ แสงสีประหลาดที่เขาเคยเห็น—แสงที่ดูเหมือนวิญญาณที่กำลังดิ้นรน—พุ่งทะลักออกมาจากรอยแตกนั้น มันไม่ใช่แสงสว่างที่ให้ความอบอุ่น แต่มันคือแสงที่เย็นเยียบและดูดกลืนทุกสิ่งรอบข้างเข้าไปในความว่างเปล่า
"ทหาร! เข้าไปสำรวจ!" เซอร์กัลเลนสั่งการโดยไม่สนคำเตือน อัศวินหนุ่มชักดาบออกมา แสงสะท้อนจากคมดาบดูหมองหม่นลงเมื่อเผชิญกับบรรยากาศที่เปลี่ยนไป กองทหารหลวงที่กำลังตื่นตระหนกเริ่มเคลื่อนพลลงไปในหลุมลึกตามคำสั่งที่บ้าคลั่งนั้น อัลดริกพยายามจะคว้าแขนของเซอร์กัลเลนไว้ "ท่านกำลังจะฆ่าทุกคน! ถ้ากลไกนั้นพังทลายลง เมืองโอ๊คเมียร์จะหายไปจากแผนที่! ไม่ใช่แค่ตึกรามบ้านช่อง แต่มันคือทั้งเมือง!"
แต่คำพูดของเขากลับถูกกลืนหายไปในเสียงระเบิดของหินที่ถล่มลงมา ควันฝุ่นตลบอบอวลจนมองไม่เห็นแม้แต่ปลายเท้า อัลดริกเห็นเงาร่างของทหารคนหนึ่งร่วงหล่นลงไปในความมืดมิด พร้อมกับเสียงกรีดร้องที่ขาดหายไปอย่างรวดเร็วเมื่อความมืดกลืนกินเขาลงไป ความรู้สึกผิดถาโถมเข้าใส่อัลดริกราวกับคลื่นยักษ์ เขาเป็นคนประสานกลไก... เขาเป็นคนที่ปลุกมันขึ้นมาด้วยความพยายามที่จะช่วย... แต่ความพยายามนั้นกลับกลายเป็นกุญแจที่เปิดประตูสู่หายนะ
ท่ามกลางความสับสน อัลดริกเหลือบไปเห็นคาเอล หลานชายของเขา กำลังพยายามดึงตัวมารดา—เมียของเขา—ให้ออกห่างจากรอยแยกที่ขยายตัวใกล้โรงสีมากขึ้นทุกที "คาเอล! พาแม่ไปที่เนินเขา! อย่ากลับมาจนกว่าข้าจะส่งสัญญาณ!" เขาตะโกนสั่ง สายตาของคาเอลเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและไม่เข้าใจ แต่เด็กหนุ่มก็จำต้องทำตาม
เมื่อความวุ่นวายรอบตัวเริ่มเปลี่ยนเป็นความตายที่เงียบงัน อัลดริกพบว่าตัวเองยืนอยู่เพียงลำพังตรงริมขอบรอยแยกที่ใหญ่ที่สุด ลมแรงพัดย้อนขึ้นมาจากใต้ดิน กลิ่นของสนิมเหล็กและดินเก่าแก่โชยขึ้นมาปะทะจมูก มันเป็นกลิ่นของยุคสมัยที่ถูกลืมเลือน และในจังหวะที่เขากำลังจะก้าวถอยหลัง แรงสั่นสะเทือนครั้งสุดท้ายก็มาถึง มันไม่ใช่การสั่นสะเทือนธรรมดา แต่มันคือการ 'ขยับ' ของบางสิ่งที่มีขนาดใหญ่โตมหาศาลใต้พื้นดิน
แสงสีขาวนวลที่ดูคล้ายดวงตาขนาดมหึมาลืมตาขึ้นภายใต้รอยแยกนั้น มันไม่ได้มองมาที่เขา แต่มันมองผ่านเขาไป ราวกับเขากลายเป็นเพียงฝุ่นผงที่ไร้ความหมาย อัลดริกสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบที่แล่นผ่านกระดูกสันหลัง มันคือความรู้สึกของการเผชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่ควรมีตัวตนในโลกของมนุษย์
"เจ้าเรียกข้า... หรือเจ้าเพียงแค่เปิดประตูทิ้งไว้?" เสียงหนึ่งไม่ได้ดังผ่านหู แต่ดังขึ้นในจิตใจของเขา เป็นเสียงที่แห้งแล้งเหมือนหินที่เสียดสีกัน แต่แฝงไปด้วยอำนาจที่กดทับทุกความรู้สึก
อัลดริกพยายามจะเปล่งเสียงตอบ แต่ลำคอของเขากลับแห้งผาก เขาเห็นเซอร์กัลเลนที่กำลังร่วงหล่นลงไปในรอยแยกตามทหารของเขา ท่ามกลางเสียงกรีดร้องและแสงสว่างที่บิดเบี้ยว อัลดริกตระหนักได้ในวินาทีนั้นว่า การรักษาความเที่ยงตรงของตาชั่งไม่ใช่เรื่องของการชั่งข้าวอีกต่อไป แต่มันคือการรักษาความสมดุลระหว่างโลกที่เขารู้จัก กับสิ่งที่กำลังจะพุ่งทะยานขึ้นมาเพื่อทวงคืนพื้นที่ของมัน
พื้นดินใต้เท้าของเขาเริ่มทรุดตัวลงอย่างรวดเร็ว อัลดริกคว้าขอบหินที่ใกล้ที่สุดไว้ได้ทัน แต่มันก็เริ่มแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ภาพสุดท้ายที่เขาเห็นก่อนที่สติจะเริ่มพร่าเลือน คือเงาดำทะมึนขนาดมหึมาที่กำลังค่อยๆ เคลื่อนตัวขึ้นมาจากก้นบึ้งของรอยแยก—เงาที่ดูเหมือนมือขนาดใหญ่ที่กำลังจะตะปบลงบนเมืองโอ๊คเมียร์ทั้งเมือง
--- อัลดริกเผชิญกับหายนะเมื่อการตื่นขึ้นของ 'ผู้เฝ้าประตู' นำไปสู่การพังทลายของโครงสร้างเมืองและรอยแยกที่ดูดกลืนทั้งทหารหลวงและผู้คน ท่ามกลางความพยายามที่ล้มเหลวของเซอร์กัลเลนในการครอบครองพลังลึกลับ