← สารบัญตอน

ตาชั่งแห่งโอ๊คเมียร์

ตอนที่ 14ฟรี

ตอนที่ 14 — จังหวะชีพจรแห่งโลหะ

ความเงียบในห้องใต้ดินของโรงสีไม่ได้หมายถึงความสงบ แต่มันคือความเงียบที่อัดแน่นไปด้วยแรงกดดันมหาศาล อัลดริกยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางฝุ่นผงที่ลอยคว้างในแสงสลัวจากตะเกียงน้ำมัน มือที่หยาบกร้านจากการจับคันชั่งและสมุดบัญชีมาค่อนชีวิตกำลังสั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุม เสียง ‘ตึก... ตึก...’ ไม่ได้ดังมาจากโสตประสาท แต่มันดังมาจากฝ่าเท้าที่สัมผัสพื้นหิน มันเป็นจังหวะที่หนักแน่น สม่ำเสมอ และทรงพลัง ราวกับหัวใจของยักษ์หลับที่เพิ่งตื่นจากการหลับใหลนับศตวรรษ

“มันใหญ่กว่าที่เราคิด...” เอลิดี้กระซิบ เสียงของเธอแหบพร่า แสงจากตะเกียงในมือของเธอวูบไหวตามแรงสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านมาตามผนังหิน รอยแยกที่ปรากฏบนพื้นดินไม่ใช่แค่รอยร้าวจากการทรุดตัว แต่มันคือรอยแตกที่ถูกกรีดออกด้วยแรงดันจากเบื้องล่าง แสงสีฟ้าซีดจางที่ลอดออกมาจากรอยแยกนั้นไม่ได้สว่างไสว แต่มันดูดกลืนแสงสว่างรอบข้างเข้าไป ราวกับเป็นช่องว่างของมิติที่กำลังหายใจ

อัลดริกขยับเข้าไปใกล้รอยแยกนั้นมากขึ้น กลิ่นที่โชยขึ้นมาไม่ใช่กลิ่นดินหรือกลิ่นความชื้นทั่วไป แต่มันคือกลิ่นของโอโซน กลิ่นของโลหะที่ถูกเผาไหม้ และกลิ่นอายของบางสิ่งที่เก่าแก่จนเกินกว่าจะจินตนาการได้ “ถ้าชาวเมืองเห็นสิ่งนี้... ถ้าพวกเขารู้ว่าใต้ตาชั่งที่เขาใช้เลี้ยงชีพกันอยู่ คือกลไกบางอย่างที่กำลังเคลื่อนไหว โอ๊คเมียร์จะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป” เขากล่าว เสียงของเขาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าที่มากกว่าปกติ ไม่ใช่ความเหนื่อยจากการทำงานหนัก แต่เป็นความเหนื่อยจากการแบกรับความลับที่อาจทำลายความสงบสุขเพียงหนึ่งเดียวที่เขามี

“เราต้องปิดมัน” เอลิดี้พูดอย่างเด็ดขาด ดวงตาของเธอจ้องมองไปยังความมืดมิดใต้รอยแยก “หากราชสำนักส่งคนมาตรวจสอบเรื่องแผ่นดินไหว พวกเขาจะไม่หยุดแค่การสำรวจรอยร้าว พวกเขาจะขุดลงไปจนถึงแกนกลาง และถ้าพวกเขาพบว่าโอ๊คเมียร์ตั้งอยู่บนกลไกที่ควบคุมไม่ได้... พวกเขาจะเปลี่ยนเมืองนี้ให้กลายเป็นฐานทัพ หรือไม่ก็สมรภูมิ”

ทันใดนั้น เสียงตะโกนจากด้านบนก็ดังแทรกขึ้นมา เป็นเสียงของคาเอลที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก “ลอร์ดอัลดริก! เอลิดี้! มาดูนี่เร็ว! ตาชั่งหลวง... มันไม่ได้แค่สั่น แต่มันกำลัง... มันกำลังเคลื่อนที่!”

ทั้งสองสบตากันครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบเร่งฝีเท้าขึ้นสู่ห้องโถงกลางของโรงสี เมื่อก้าวพ้นบันไดหิน อัลดริกก็ต้องหยุดชะงัก ภาพตรงหน้าทำให้ลมหายใจของเขาติดขัด ตาชั่งทองเหลืองขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้อง ซึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์แห่งความเที่ยงตรงและความมั่นคง บัดนี้กำลังส่งเสียงครืดคราดราวกับฟันเฟืองยักษ์ที่ขัดกันอยู่ใต้พื้นดิน ตัวตาชั่งไม่ได้สั่นสะเทือนแบบไร้ทิศทาง แต่มันกำลังโยกคลอนเป็นจังหวะเดียวกับเสียงชีพจรที่พวกเขาเพิ่งได้ยินใต้ดิน

ชาวเมืองสองสามคนที่หลงเข้ามาดูเหตุการณ์ยืนเกาะกลุ่มกันอยู่ด้วยใบหน้าซีดเผือด มารา เมียของเขา ยืนอยู่ใกล้กับคาเอล มือของเธอกำผ้ากันเปื้อนแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด “อัลดริก! บอกพวกเราทีว่ามันคืออะไร! แผ่นดินไหวครั้งนี้มันไม่ปกติ มันเหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังพยายามจะดันตัวขึ้นมา!” มาราตะโกนถาม ความกังวลในน้ำเสียงของเธอทำให้อัลดริกใจหาย

“มันคืออาการทรุดตัวของชั้นดินจากการสั่นสะเทือนครับมารา!” อัลดริกตะโกนตอบ พยายามควบคุมน้ำเสียงให้มั่นคงที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาเดินตรงไปยังแท่นตาชั่ง พยายามใช้ความรู้เรื่องกลไกที่เขามีมาทั้งชีวิตเพื่อสร้างคำลวงที่ดูสมเหตุสมผล “ฐานรากใต้โรงสีเก่าอาจจะอ่อนแอลงจากการขยับตัวของเปลือกโลก ผมต้องตรวจสอบความแข็งแรงของคานรองรับก่อน”

แต่ในขณะที่เขากำลังพยายามแสดงบทบาทลอร์ดผู้สุขุม คาเอลกลับชี้ไปที่ฐานของตาชั่ง “แต่ท่านลอร์ด ดูนั่น! แสงนั่น!”

แสงสีฟ้าอ่อนๆ เริ่มลอดออกมาจากรอยแตกเล็กๆ ที่ฐานหินของตาชั่งหลวง มันไม่ได้สว่างขึ้นเรื่อยๆ แต่มันกะพริบเป็นจังหวะ—ตึก... ตึก...—สอดประสานกับเสียงสั่นสะเทือนอย่างน่าสยดสยอง ชาวเมืองเริ่มส่งเสียงฮือฮา ความหวาดกลัวเริ่มก่อตัวเป็นคลื่นความตื่นตระหนก อัลดริกรับรู้ได้ทันทีว่ากำแพงแห่งความลับที่เขาและเอลิดี้พยายามสร้างขึ้นกำลังจะพังทลายลง

เอลิดี้ก้าวเข้ามาข้างกายเขา เธอไม่ได้ทำท่าทีตื่นตระหนกเหมือนคนอื่น แต่นัยน์ตาของเธอกลับฉายแววบางอย่างที่อัลดริกอ่านไม่ออก—มันคือความเข้าใจ หรือความกลัวกันแน่? “ท่านต้องตัดสินใจ อัลดริก” เธอกระซิบผ่านไหล่ของเขาในจังหวะที่ชาวเมืองกำลังชุลมุน “จะยอมให้ความจริงเปิดเผยออกมาเอง หรือจะควบคุมมันก่อนที่มันจะควบคุมเรา”

อัลดริกมองไปที่ตาชั่งหลวง มองไปที่ชาวเมืองที่เขารักและต้องดูแล มองไปที่เอลิดี้ และสุดท้ายเขาก็มองลงไปที่พื้นดินที่กำลังเต้นตุบๆ ราวกับสิ่งมีชีวิต ความเที่ยงตรงที่เขาถือมั่นมาตลอดชีวิตกำลังถูกท้าทายด้วยความจริงที่หนักอึ้งกว่าน้ำหนักข้าวทุกลูกที่เขาเคยชั่งมา หากเขาเลือกจะปกปิด เขาอาจต้องโกหกไปตลอดชีวิต และหากเขาเลือกจะเปิดเผย เขาอาจสูญเสียทุกอย่างที่โอ๊คเมียร์เป็น

เสียง ‘ตึก... ตึก...’ ทวีความรุนแรงขึ้นจนพื้นหินเริ่มปริแตกออกอย่างเห็นได้ชัด คราวนี้ไม่ใช่แค่รอยร้าวเล็กๆ แต่มันคือการปริแตกที่ขยายตัวออกอย่างรวดเร็ว แสงสีฟ้าที่ลอดออกมาเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้มที่ดูดกลืนความมืดมิดรอบข้าง อัลดริกกำหมัดแน่น ความเหนื่อยล้าหายไปชั่วขณะ แทนที่ด้วยความเด็ดเดี่ยวที่ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงมหาศาล

“คาเอล! พาชาวเมืองออกไปที่ลานกว้าง! มารา! ช่วยพาคนไปที่โบสถ์เดี๋ยวนี้!” อัลดริกสั่งการด้วยเสียงที่ทรงพลังจนไม่มีใครกล้าขัด

“แล้วท่านจะทำอะไร?” คาเอลถามด้วยความสับสน

อัลดริกไม่ตอบ เขาหันไปหาเอลิดี้ “เราต้องลงไปข้างล่าง... ก่อนที่มันจะพังลงมาทั้งหมด”

เขาไม่ได้พูดถึงการซ่อมแซมฐานราก แต่เขาพูดถึงการเผชิญหน้ากับสิ่งที่กำลังตื่นขึ้น อัลดริกคว้าตะเกียงและค้อนเหล็กประจำตัว มุ่งหน้าลงสู่รอยแยกที่กำลังขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ ทิ้งความวุ่นวายและเสียงร้องตะโกนของชาวเมืองไว้เบื้องหลัง ในขณะที่เบื้องล่างนั้น สิ่งที่รอเขาอยู่ไม่ใช่แค่โลหะประหลาด แต่มันคือเสียงคำรามที่แผ่วเบาของกลไกยักษ์ที่กำลังขยับเขยื้อนครั้งแรกในรอบพันปี

--- อัลดริกและเอลิดี้เผชิญกับความจริงที่ว่าตาชั่งหลวงกำลังสั่นสะเทือนตามจังหวะชีพจรของกลไกโบราณใต้ดิน ท่ามกลางความตื่นตระหนกของชาวเมือง อัลดริกตัดสินใจลงไปเผชิญหน้ากับวัตถุประหลาดใต้ฐานรากก่อนที่ทุกอย่างจะพังทลาย