← สารบัญตอน

หอสมุดแก้ว

ตอนที่ 66ฟรี

ตอนที่ 66 — ความจริงในรอยหมึกและพันธสัญญาที่แตกสลาย

เสียงกรีดร้องของกระจกที่แตกละเอียดดังระงมไปทั่วโถงสูงของหอสมุดแก้ว ไม่ใช่เสียงแตกจากการกระแทก แต่เป็นเสียงจากการถูก 'ลบ' ออกไปจากความดำรงอยู่ บรอนเวนยันกายขึ้นจากเศษซากแก้วที่คมกริบ ร่างกายของเธอสั่นสะท้านด้วยความเหนื่อยล้าที่ซึมลึกถึงระดับวิญญาณ กลิ่นโอโซนจางๆ จากแสงวิเศษที่กำลังดิ้นรนผสมปนเปกับกลิ่นไหม้ของกระดาษที่ถูกเผาผลาญด้วยพลังอำนาจเหนือธรรมชาติ เหนือหัวของเธอขึ้นไป บนท้องฟ้าที่เคยเป็นสีครามของต้นฤดูใบไม้ผลิ บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยดวงตาอักขระขนาดยักษ์ที่จ้องมองลงมาด้วยความว่างเปล่า มันไม่ใช่ดวงตาที่มีชีวิต แต่เป็นกลุ่มก้อนของสัญลักษณ์ที่หมุนวน กัดกินแสงสว่างและพื้นที่ว่างเปล่ารอบข้างให้กลายเป็นความมืดมิด

“มันกำลังลบทุกอย่าง...” บรอนเวนพึมพำ เสียงของเธอแหบพร่าเหมือนคนขาดน้ำมานานแสนนาน เธอขยับมือที่สั่นเทาไปคว้าหนังสือลึกลับเล่มที่ชายชุดเทามอบไว้ให้ก่อนที่ความโกลาหลจะพรากพวกเขาจากกัน หนังสือเล่มนั้นไม่ได้ดูเหมือนหนังสือทั่วไป แต่มันดูเหมือนก้อนพลังงานที่ถูกจับมาเย็บเล็บด้วยปกหนังสีหม่น เมื่อเธอเปิดออก แสงสีนวลตาที่ดูอ่อนล้าแต่ทว่ามั่นคงก็สาดส่องออกมา มันไม่ใช่แสงวิเศษที่ใช้คัดลอกหนังสือ แต่มันคือแสงแห่งความทรงจำที่กำลังพยายามจะยืนหยัดอยู่ท่ามกลางพายุหมึกดำ

กลุ่มคนชุดขาวเคลื่อนที่ผ่านซากปรักหักพังราวกับภูตผี พวกเขาไม่ได้เดิน แต่เหมือนถูก 'เขียน' ให้เคลื่อนที่ไปตามเส้นทางที่กำหนดไว้ ลวดลายบนชุดของพวกเขาขาวสะอาดจนน่าสยดสยอง ท่ามกลางความพินาศของหอสมุดแก้ว พวกเขาดูเหมือนสิ่งเดียวที่ยังคงความสมบูรณ์แบบ บรอนเวนหมอบต่ำลงหลังชั้นหนังสือที่หักโค่น พยายามควบคุมลมหายใจไม่ให้กลายเป็นเสียงดังเกินไปในโลกที่กำลังถูกลบเลือน

สายตาของเธอเหลือบไปเห็นเบาะแสสำคัญในหน้ากระดาษที่เปิดค้างไว้ ข้อความในหนังสือไม่ได้เป็นเพียงพยากรณ์ แต่มันคือ 'พิมพ์เขียว' ของความจริงที่กำลังถูกบิดเบือน 'เมื่อแสงถูกทรมาน อักขระจะกลายเป็นโซ่ตรวน และผู้เขียนจะกลายเป็นเหยื่อ' บรอนเวนกัดริมฝีปากจนได้รสเลือด ความรู้สึกเย็นเยียบแล่นพล่านไปตามไขสันหลัง เธอเข้าใจแล้วว่าทำไมแสงวิเศษถึงดูเจ็บปวด ทำไมมันถึงส่งเสียงกรีดร้องผ่านรอยหมึกที่รั่วไหลออกมา มันไม่ใช่เครื่องมือ แต่มันคือสิ่งมีชีวิตที่กำลังถูกรีดเค้นเอาตัวตนออกมาเพื่อสร้างความจริงปลอมๆ ให้กับโลกใบนี้

“เธอหาคำตอบเจอหรือยัง บรรณารักษ์?” เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหู บรอนเวนสะดุ้งสุดตัว พยายามจะคว้าเข็มจารึกมิติที่หายไป แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่า ชายชุดเทาไม่ได้อยู่ตรงนั้น แต่เงาของเขายังคงทอดผ่านซากแก้ว ราวกับเขากำลังเฝ้ามองเธอจากอีกด้านหนึ่งของหน้ากระดาษ

ทันใดนั้น กลุ่มคนชุดขาวกลุ่มหนึ่งก็หยุดชะงักลงตรงหน้าชั้นหนังสือที่เธอซ่อนตัวอยู่ หนึ่งในนั้นชูมือขึ้น แสงสีขาวนวลพุ่งออกจากปลายนิ้ว กวาดผ่านพื้นผิวของโลกเหมือนยางลบที่ทรงพลัง บรอนเวนเห็นเศษซากโต๊ะไม้ที่อยู่ใกล้ๆ สลายกลายเป็นฝุ่นผงและหายไปในความว่างเปล่าอย่างไร้ร่องรอย เธอต้องตัดสินใจในเสี้ยววินาที หากเธออยู่ตรงนี้ เธอจะถูกลบไปพร้อมกับความทรงจำทั้งหมด หากเธอหนี เธออาจต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่อยู่เบื้องหลังดวงตาบนฟากฟ้าโดยไม่มีอาวุธใดๆ

เธอตัดสินใจใช้สิ่งที่เหลืออยู่เพียงอย่างเดียว คือ 'ความทรงจำที่ยังไม่ถูกเขียน' บรอนเวนหลับตาลง จินตนาการถึงกลิ่นหมึกในสำนักอาลักษณ์เก่า กลิ่นกระดาษแห้งๆ ในหอสมุดที่ยังไม่พังทลาย และสัมผัสของลมฤดูใบไม้ผลิที่พัดผ่านหน้าต่าง เธอเริ่มจารึกความรู้สึกเหล่านั้นลงบนอากาศรอบตัว ใช้พลังที่เหลืออยู่สร้าง 'พื้นที่จำลอง' ขึ้นมาครอบคลุมร่างของเธอไว้ มันเป็นเพียงฟองสบู่แห่งความจริงที่เปราะบาง แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้แสงสีขาวของกลุ่มคนชุดขาวกวาดผ่านไปโดยไม่พบตัวเธอ

ขณะที่เธอกำลังหอบหายใจด้วยความโล่งอก สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นบางอย่างที่ขัดกับความพินาศรอบกาย ในหนังสือของชายชุดเทา หน้าถัดไปกำลังเริ่มปรากฏอักขระใหม่ มันไม่ใช่หมึกดำที่ดูชั่วร้าย แต่มันคือหมึกสีทองที่สว่างไสวและมั่นคง ข้อความนั้นเขียนขึ้นด้วยลายมือที่เธอจำได้แม่นยำ... มันคือลายมือของเธอเอง

'อย่าเชื่อในสิ่งที่ตาเห็น เพราะแม้แต่ความทรงจำที่เจ็บปวดที่สุด ก็อาจเป็นเพียงบทนำที่ถูกเขียนขึ้นเพื่อล่อลวงให้เธอเดินเข้าสู่กับดักกลางหน้ากระดาษ'

หัวใจของบรอนเวนเต้นรัวจนแทบจะทะลุอก ถ้าข้อความนี้เป็นของเธอในอนาคต หรือในอีกมิติหนึ่ง นั่นหมายความว่าสิ่งที่เธอกำลังเผชิญอยู่ไม่ใช่แค่การเอาตัวรอด แต่มันคือการต่อสู้กับบทละครที่ถูกเขียนไว้ล่วงหน้าอย่างสมบูรณ์แบบ เธอไม่ใช่ผู้เขียน... เธอเป็นเพียงตัวละครที่กำลังพยายามจะขัดขืนคำสั่งของนักเขียน

เสียงฝีเท้าของกลุ่มคนชุดขาวเริ่มใกล้เข้ามาอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ได้มาพร้อมกับแสงลบเลือน แต่มาพร้อมกับเสียงโซ่ตรวนที่ลากไปกับพื้นแก้ว บรอนเวนกำหนังสือในมือแน่น เธอรู้แล้วว่าเธอจะไม่ออกไปจากที่นี่ในฐานะเหยื่อ แต่เธอจะออกไปในฐานะ 'สิ่งแปลกปลอม' ที่บทละครนี้ไม่สามารถควบคุมได้

เธอมองขึ้นไปที่ดวงตาอักขระบนฟ้า และพบว่ามันกำลังกะพริบตา... ไม่ใช่การกะพริบตาตามธรรมชาติ แต่เป็นการกะพริบเพื่อ 'ปิดหน้ากระดาษ' โลกทั้งใบเริ่มมืดลง และในความมืดนั้น บรอนเวนเห็นเงาของใครบางคนกำลังเดินตรงมาหาเธอ ไม่ใช่คนชุดขาว และไม่ใช่ชายชุดเทา แต่เป็นเงาที่มีรูปร่างเหมือนเธอทุกประการ พร้อมกับถือปากกาหมึกแดงที่กำลังหยดลงบนพื้นราวกับหยดเลือด

--- บรอนเวนพบความจริงว่าแสงวิเศษคือสิ่งมีชีวิตที่ถูกทรมาน และพบข้อความเตือนภัยที่เป็นลายมือของตนเองในหนังสือลึกลับ ขณะที่โลกกำลังถูกลบเลือนด้วยพลังของกลุ่มคนชุดขาวและดวงตาบนฟากฟ้า